แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelinspection แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelinspection แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

Movenpick

Hotel Man Travel EP ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "น้องต่อ" Marcom. Manager ก่อนนะครับที่เชิญเฮียไปพักและให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับ Mövenpick Siam Hotel Na Jomtien Pattaya อีกหนึ่ง Family Hotel ที่น่าสนใจมากครับ ด้วยตัวทำเลที่ตั้งที่อยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก ตัวโรงแรมมีความเป็นส่วนตัวสูงหาดโรงแรมมีลักษณะเป็นเหมือนหาดส่วนตัว สำหรับประสบการณ์การเข้าพักของเฮียกับที่นี่นะครับ


1. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Junior Suite Room - Seaview ตัวห้องค่อนข้างกว้างขวางและดูโปร่งโล่งดีครับ ไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรมาก *ที่ให้เต็มสิบเลยคือที่นอนและหมอนครับเพราะนอนหลับสบายมากแบบเวลาที่เอนหลังลงไปหัวถึงหมอนแล้วมันรองรับสรีระเราพอดีช่วยให้หลับสบายหลับสนิทขึ้นครับ ส่วนห้องน้ำก็มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่คนที่มี Honeymoon หรือ Wedding Aniversary น่าจะชอบ ระเบียงห้องเฮียมองออกไปเห็นวิวทะเลแบบเต็มลูกหูลูกตาเลยแต่จะมีบางครั้งด้วยความที่มันตั้งอยู่กับ Project Residence ของโครงกรร White Sand Beach เลยอาจจะมีกลิ่นบุหรี่ลอยมานิดๆ
2. F&B Outlet ค่อนข้างเยอะเลยครับเลือกได้ตามใจชอบเลยมีครบทุกความต้องการตั้งแต่ คนรักเนื้อและสเต๊กกับเนื้อวัวนำเข้าระดับ Premium ที่ห้องอาหาร T55 New York Grill Room คนรักของหวานที่ Red Coral Lounge คนรักอาหารไทยที่ Twist และ La Costa สำหรับอาหารเช้าของเฮียไปทานในส่วนของ Panorama Club Lounge ชั้น 3 อาหารค่อนข้าง Premium ดีครับในส่วนของเนื้อสัตว์ แฮม ต่างๆ แต่สำหรับอาหารเช้าที่ Twist ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากครับมีความหลากหลายและคุณภาพดีเหมือนกัน เข้าพักที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลยครับถ้าไม่มี Program ต้องออกไปกินร้านข้างนอกโรงแรมอยู่ในโรงแรมก็หาทานได้สะดวก รสชาติดีครับ
3. ตัวสระว่ายน้ำแบ่งโซนระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ค่อนข้างเป็นสัดส่วนและยังมี Lifeguard คอยดูแลตลอด มีห้องอาหาร "La Costa" เผื่อเวลาหิวด้วย หน้าหาดมี Sunbed ให้บริการค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ บวกกับกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัค ที่พายได้ฟรี (ถ้าไม่กลัวร้อนนะ 55)
4. สำหรับเด็กๆ ที่นี่จะมีส่วนของสนามเด็กเล่นและห้อง Kids Club ไว้ให้บริการด้วยนะครับ เท่าที่เฮียเห็นนี่น้องๆ ดู Enjoy กันมากเลย ที่สำคัญเค้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยโดยจะมีการทำความสะอาดเครื่องเล่นเป็นรอบๆ ด้วยนะครับ
5. ลานจอดรถถือว่าเยอะอยู่แต่ถ้าจะจอดในร่มอาจจะต้องรอจังหวะดีๆ นิดนึงเพราะมีจำนวนจำกัดส่วนใหญ่จะได้จอดที่ลานกลางแจ้งกันเพราะมีขนาดใหญ่และจุได้เยอะกว่า แม้จะไกลจากตัว รร แต่เค้าก็มีรอรับ-ส่ง อยู่ครับ
โดยรวมก็แนะนำสำหรับคนที่กำลังหาที่พักแนวครอบครัวที่มีกิจกรรมเยอะ อยากใช้เวลาในโรงแรมมากกว่าการใช้เวลาข้างนอกเพราะที่นี่ถ้ามาแล้วอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวันเลยครับ
Room Type : Junior Suite Room - Sea View
Room Rate : Full Complimentary
Hotel Man Rating Score : 8/10
สำหรับคนที่สนใจโรงแรมนี้นะครับ ติดต่อได้ที่
ช่องทางการจอง https://bit.ly/3BAIQyK
โทรศัพท์ 033-078-888
อีเมล์ HB4J6-RE1@accor.com
ข่าวสารและ Promotion โรงแรม: facebook.com/movenpickpattaya
LINE: https://in.ee/TEsZJPA
หรือ @movenpickpattaya.

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ

 เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ

เมื่อผมได้ยินเสียงนั้นถ้าเป็นคนปกติแน่นอนว่าเราจะต้องเลือกที่จะหันหลังกลับไปตามต้นทางที่มาของเสียงแต่ปรากฎว่าตอนนั้นอะไรมันดลใจให้ผมเลือกที่จะหันหน้าเข้าไปมองใน Canteen แทนที่และทันทีที่สายตาของผมสอดส่องเข้าไปในห้องกระจกนั้นผมเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งสวม Uniform พนักงาน ที่น่าประหลาดใจคือ Uniform ที่เขาสวมนั้นมันเป็น Uniform เก่าซึ่งใช้ก่อนที่โรงแรมจะถูกคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่ม


ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวมากครับ อาการเหมือนคนกำลังจะเป็นลม หูมันอื้อไม่ได้ยินอะไรและที่แทบทำผมช็อคคือผู้ชายที่ผมเห็นในห้อง Canteen ค่อยๆ หันมามองหน้าผมแล้วทำท่าเหมือนจะกวักมือเรียก สภาพผมตอนนี้เหมือนถูกสะกดจิตเพราะจะก้าวขาวิ่งก็ก้าวไม่ออก จะร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ได้ และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดผู้ชายคนนั้นเริ่มค่อยๆเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆผมในตอนนี้แทบจะไม่มีแรงยืนอีกต่อไป สภาพร่างกายตอนนั้นใกล้เคียงกับคำว่าแทบล้มทั้งยืนเพราะทำอะไรไม่ถูกจริงๆ แล้วจู่ๆ ด้านหลังผมเหมือนมีมือมาแตะที่ไหล่ ซึ่งไม่น่าจะใช่มือของชายคนที่อยู่ใน Canteen เพราะตอนนี้เค้าเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ แล้วมือที่แตะไหล่นี้มันของใครนะ??? 


ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรก็มีเสียงเรียกกลับมาเฮ้ย..มึงมาทำอะไรพร้อมเขย่าตัวผม ทำให้ผมตื่นจากภวังค์และรู้สึกตัวก่อนรีบหันไปแล้วพบว่าที่มาของเสียงนั้นคือพี่เดชที่ตอนนี้ยืน งง ว่าผมมาทำอะไร แกเขย่าตัวผมอยู่สักพักผมที่เริ่มรู้สึกตัวก็บอกว่าพี่เดช ผมว่าผมเจอหว่ะพี่เดชได้ยินก็ทำหน้า นิ่งไปพักนึงแล้วก็ถามผมมาว่ามึงอย่าบอกกูนะว่ามึงลงไปที่ครัวมากูบอกแล้วไงว่าอย่าไป ผมที่ตอนนั้นเหมือนสติหลุดก็รีบพาพี่เดชเดินออกมาให้พ้นจากตรง Canteen มายืนอยู่มุมหนึ่งของทางเดินแล้วก็เร่ิมสาธยายเล่าเรื่องต่างๆ ให้แกฟังทั้งหมดทั้งเรื่องที่ได้ยินเสียงอุปกรณ์ในห้องครัว เรื่องฝรั่งที่เจอเข้าไปในห้อง GM และที่พลาดไม่ได้เรื่องใน Canteen


พี่เดชแกยืนฟังอย่างสงบ รอจนผมพูดจบแล้วแกก็พูดขึ้นมาว่าในเมื่อมึงเจอขนาดนี้แล้วเดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟังแล้วกันแกเริ่มเล่าตั้งแต่ห้องครัวก่อนเลยว่าที่ผมได้ยินเสียงทำครัวนั้นมันเป็นสาเหตุเดียวกับที่แกไม่อยากให้ผมลงมาตอนช่วงตี 3 เพราะเป็นเวลาที่เพื่อนแกซึ่งเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์สึนามิชอบมาปรากฎตัวให้เห็นเหมือนยังเข้าใจว่าตัวเองต้องมาทำงานอยู่ ส่วนเรื่องของฝรั่งที่เจอนั้นเป็น GM คนเก่าที่เสียชีวิตไปจากการที่แกพยายามจะหนีออกมาตอนที่น้ำเริ่มพัดเข้ามาในโรงแรมแต่ออกมาไม่ทันเลยถูกน้ำพัดลงหายไปในทะเลส่วนสุดท้ายคือคนที่ผมเห็นในครัวนั้นคือพนักงานรอบดึกที่มาแอบนอนใน Canteen แล้วหนีไม่ทันตอนสึนามิมา


ผมได้ฟังแล้วก็พูดไม่ออกเพราะทุกอย่างที่พี่เดชเล่ามาทุกคนในเรื่องนี้ผมเจอมาทั้งหมดภายในคืนเดียว เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับอยู่ๆ พี่เดชก็พูดขึ้นมาว่ามึงอยากเห็นมั้ยล่ะว่าที่กูพูดจริงมั้ยเอาจริงๆ ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้านิดๆ คือออกแนวว่าไหนๆ กูก็เจอมาขนาดนี้แล้วก็เอาแม่งให้สุดเลยดีกว่าผมเลยบอกแกไปว่าได้พี่เอาไงเอากันพี่เดชเลยบอกว่างั้นมึงห้องครัวกับกูเลยตอนนี้ผมกับพี่เดชก็เดินทางไปห้องครัวกันพอไปถึงสภาพแสงไฟสลัวๆ ยังคงเหมือนเดิม เราสองคนยืนแอบมุมอยู่แล้วพี่เดชก็บอกว่ามึงลองมองไปทางตู้เย็นแล้วคอยดูนะผมก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะกลัวอยู่ก็ทำตามที่แกบอก แล้วสิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมแทบล้มทั้งยืนอีกครั้ง ผมเห็นผู้ชายใส่ชุด Chef กำลังเปิดตู้เย็นอย่างช้าๆ แล้วหยิบอาหารออกมาเหมือนจะกำลังเตรียมทำอะไรสักอย่าง ก่อนจะเดินไปหยิบถาดมาเตรียมใส่วัตถุดิบซึ่งนั่นคือเสียงที่ผมได้ยินลักษณะท่าทางของเขาดูเหมือนคนปกติและค่อยๆ เตรียมการไปอย่างช้าๆ ถึงตอนนี้ผมทนไม่ไหวเลยหลบเข้ามาและบอกพี่เดชว่าพี่ผมไม่ไหวแล้วหว่ะ ไปเหอะก่อนจะรีบวิ่งมาจากตรงนั้นกลับไปที่ Office เลยครับ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าพี่เดชแกจะตามมามั้ย แล้วผมก็นั่งอยู่ใน Office จนเช้าโดยไม่ได้พูดไม่ได้บอกกับใครพอถึงเวลาออกกะก็รีบลงมาเตรียมตัวกลับบ้าน


ในระหว่างทางที่เดินไปที่ Locker ช่วงประมาณ 6 โมงเช้าพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีมีแสงอาทิตย์สลัวๆ ผมเดินสวนกับผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุด Chef ลักษณะท่าทางเหมือนกับคนที่ผมเห็นเมื่อคืนที่ห้องครัวท่าทางเหมือนกำลังเพิ่งออกกะดึกมาตอนนั้นผมเริ่ม งงๆ เพราะถ้าแกเป็น Chef ก็ไม่น่าจะเข้ากะกลางคืนนี่นาเพราะพี่เดชแกเข้าอยู่ แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่คนๆ เดียวกันไหมเพราะตอนนั้นผมก็เห็นไม่ชัดแต่ผมคิดว่าน่าจะใช้คนๆ เดียวกัน อาการขนหัวลุกของผมเริ่มกลับมาอีกครั้งผมเลยรีบเดินผ่านมาอย่างไวจนมาหยุดที่หน้าห้อง HR ผมเห็นประกาศในบอร์ดอันหนึ่งผมเดินเข้าไปดูอย่างช้าๆ แล้วก็แทบล้มทั้งยืนเพราะในประกาศเขียนใจความสรุปว่าขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณเดชและหากพนักงานท่านใดต้องการร่วมทำบุญในงานศพของคุณเดชสามารถบริจาคได้ที่บัญชี...” พนักงานที่มายืนดูป้ายกลุ่มหนึ่งพูดกันว่าสงสารพี่เดชนะแกขับรถของแกอยู่ดีๆ ไอ้รถเก๋งคันนั้นดันเมาแล้วมาชนแกซะอย่างนั้น สงสารแกจริงๆพร้อมกับเสียงอีกคนที่ถามขึ้นมามึงแล้วพี่เดชแกไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะอีกคนก็ตอบกลับไปแกไปตั้งแต่เมื่อคืนช่วงค่ำๆ ที่แกจะมาเข้างานนั่นแหละ


ผมอึ้งจนพูดไม่ออกและยังคิดไปอยู่ว่านี่ผมฝันไปหรือเปล่าเพราะเมื่อคืนพี่เดชแกอยู่กับผมและเรายังคุยกันอยู่เลยตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเพราะเจอเหตุการณ์ช๊อคครั้งที่สามผมเลยวิ่งออกมาจากโรงแรมทั้งชุด Uniform กลับหอพักแบบไม่คิดชีวิต ในขณะที่วิ่งมาได้ครึ่งทางผมเหลือบไปเห็นไทยมุงกลุ่มหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังยืนมุงดูอะไรกันอยู่สักอย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะช๊อคแต่ด้วยนิสัยขี้เสือกของผมก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู


ผมค่อยๆ เดินเข้าไปในวงอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครว่าอะไรเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมอยากรู้ว่าเค้ามุงอะไรกันและทันทีที่ผมเห็นสิ่งที่เขามุงกันอยู่นั้นมันคือศพของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าใส่ชุดพนักงานโรงแรมสักพักเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเริ่มที่จะเก็บกู้ศพจึงค่อยๆ พลิกศพจากนอนคว่ำให้เป็นท่านอนหงายซึ่งขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันของฝูงชนผมจับใจความได้ว่าน่าสงสารน้องเค้าจริงๆ โจรสมัยนี้ก็อำมหิตจังมือถือเครื่องเดียวถึงกับฆ่าแกงกันได้ ใจร้ายจริงๆผมเลยน่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์กัน พอกู้ภัยเริ่มจับศพพลิกท่านอนหงายปรากฎว่าเมื่อหงายหน้ามาผมจึงรู้ว่าศพนั้นมันคือตัวผมเองและที่ไปทำงานมาเมื่อคืนนี้มันคือคนสองคนที่มีจุดจบเดียวกันคือผมและพี่เดชนั่นเอง 


ยังไงก็เตรียมตัวกันไว้นะครับ ผมและพี่เดชอาจจะไปร่วมงานกับคุณที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ก็ได้ หึหึหึ




เรืองเล่าก่อนนอน Part III

เรืองเล่าก่อนนอน Part III

ออกจากพี่เดชมา ผมก็ตรงมาที่ Office แล้วก็จัดการเคลียร์งานที่ต่อรอบกับเพื่อนรอบบ่ายไว้ว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ปกติของชาวรอบดึกนั่นแหละครับที่เสียงเพลงคืออีกหนึ่งเพื่อนร่วมงานชั้นดีที่เราคุ้นเคย ระหว่างทำงานผมก็เปิดเพลงในมือถือไป นั่งอ่าน Log Book ไป ไล่ไปจนหมด สักพักผมก็มานั่งเล่นเน็ตซึ่งก็อีกกิจกรรมยามว่างของรอบดึกที่เรารู้กันนะครับ 


ผมท่องโลกออนไลน์ไปเรื่อยๆ แล้วมีแว้บนึงที่ผมเข้า youtube แล้วมีภาพของเหตุการณ์สึนามิที่เพิ่งผ่านไปซึ่งมีคนนำมาลง ด้วยความที่บาดแผลในจิตใจของผมก็ยังมีอยู่กับช่วงเวลานั้นผมเลยอดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปดูซึ่งคลิปที่ผมเข้าไปดูทำให้ผมนั้นทำให้ผมรู้สึกตกใจ เศร้าและหดหู่อย่างมากครับ มันเป็นภาพของคลื่นที่ซัดผู้คนหายจมไปกับท้องทะเล มีภาพของเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาสิ่งปลูกสร้างริมชายหาดจนราบเป็นหน้ากลอง แม้ในยุคนั้นคุณภาพของ VDO จะไม่ได้ดีคมชัดระดับ 4K เหมือนปัจจุบันแต่คนที่เคยมีอดีตกับเรื่องนี้ต่อให้มีแค่เสียงมันก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับ


ผมนั่งดูคลิปไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ เพลงที่ผมเปิดฟังในมือถือมันก็หยุดลงโดยที่ผมยังไม่ได้ไปทำอะไรกับมันเลยครับ แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็กะว่ามันคงเป็นที่ระบบมือถือแน่ๆ แต่พอหยิบมาดูปรากฎว่าตัวเล่นเพลงของผมมันเหมือนักบถูกกฎ Pause เอาไว้เหมือนเวลาเราฟังเพลงแล้วมีคนมาคุยด้วยแล้วเรากดหยุดชั่วคราวนั่นแหละครับ ช่วงจังหวะที่ผมนิ่งไปหัวมันมีแว้บไปคิดถึงเรื่องที่พี่เดชบอกว่ามึงอย่าลงมาที่ครัวตอนตี 3 นะด้วยความสงสัยแบบเอาจริงๆ ก็มีคิดนิดๆ ว่าหรือว่าในครัวจะมี...” แต่ก็ยังชั่งใจอยู่ว่าจะเชื่อเรื่องแบบนี้ดีไหม? มีความคิดอกุศลอีกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาว่าหรือพี่เดชแกจะแอบมาขโมยของออกไปตอนนั้นเลยห้ามเราไปคิดมั่วซั่วไปหมดครับตอนนั้น แต่ส่วนตัวผมตัดสินจแล้วว่าเดี๋ยวกูจะลงไปดูตอนตี 3” เพราะขัดใจว่าจะห้ามอะไรกันนักกันหนาวะแล้วผมก็นั่งรอเวลาใน Office ต่อไป แต่ในขณะที่ผมกำลังยืนกดมือถือและพิงผนังอยู่ปรากฎว่าอยู่ๆไฟในห้องก็ดับลงดื้อๆ เลยครับผมตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น พอตั้งสติได้ผมค่อยๆ หันหลังไปคลำสวิตช์ไฟปรากฎว่า............ “ตอนผมพิงผนังหลังผมมันไปโดนสวิตช์ไฟเข้าไฟเลยดับ” Ok เรื่องนี้ผ่านไปแบบตกใจนิดๆ


ผมรอเวลาจนถึงช่วงตี 3 ช่วงที่พี่เดชแกสั่งห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าลงมาแต่ผมตั้งใจแล้วว่ากูจะไปแล้วก็จัดการเอาวิทยุสื่อสาร (.) มาด้วยเผื่อ Front รอบดึกติดต่อมากรณีแขกสั่งอาหาร ผมค่อยๆ เดินมาตามทางที่มาห้องครัวบรรยากาศตอนนั้นถึงแม้มันจะมีแสงสว่างแต่ด้วยความที่ระหว่างทางมันต้องหลายห้อง หลายประตู มันเลยดูวังเวงๆ นิดๆ เพื่อเอาจริงๆ ก็มีแอบคิดว่าจะมีใครเปิดประตูมาไหมวะแต่ห้องต่างๆ ที่ว่ามานั้นเทียบแล้วบรรยากาศยังไม่น่าวังเวลเท่ากับการที่ผมต้องเดินผ่าน Staff Canteen ซึ่งเป็นห้องกระจกแล้วลองนึภาพว่าในห้องกระจกมีโต๊ะเก้าอี้นั่งทานข้าวเยอะๆ ไฟมืดๆ และโดยสัญชาตญาณคนเรามันก็อดมองไปไม่ได้จริงๆ ครับมีแว้บนึงผมมองเข้าไปมันรู้สึกวังเวงๆ เหมือนกันผมเลยหยุดมองและหันหน้ากลับมาแต่เชื่อมั้ยครับสัญชาตญาณคนเราเวลามีคนมองมันจะรู้สึกครับปรากฎว่าในขณะที่ผมกำลังเดินผ่าน Staff Canteen นั้นผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตามผมอยู่ สักพักขนผมลุกโดยไม่รู้ตัวครับ ซึ่งเป็นอาการที่ผมเข้าใจเลยว่าเวลาที่คนเค้าพูดกันว่าขนหัวลุกมันเป็นยังไงแต่ผมก็ไม่ได้สนใจก็เดินไปที่ครัวต่อ


จนไปถึงหน้าห้องครัว สภาพตอนนั้นคือมีไฟเปิดอยู่บางดวงให้แสงสว่างสลัวๆ อุปกรณ์เครื่องครัวถูกจัดวางตามปกติแสงไฟที่มีอยู่ตอนนั้นทำให้บางส่วนของห้องส่องสว่างแต่บางส่วนของห้องก็มืดสลัวๆ ผมพยายามมองหาพี่เดชเพราะอย่างที่บอกตอนแรกว่าผมกะจะมาแกล้งแกว่าแกแอบมานอนหรือเปล่าแต่พยายามมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอพี่เดช สายตาผมเริ่มสอดส่ายมองเข้าไปในห้องครัวอย่างละเอียดมากขึ้นทีละส่วนทีละส่วนก็ไม่มีอะไร ผมยืนดูแบบนั้นอยู่เกือบ 10 นาทีก็ไม่มีเจอพี่เดชและไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นครับ เลยตั้งใจว่ากลับดีกว่าไม่เห็นมีอะไรเลยแล้วตั้งใจว่าจะเดินไปหาพี่เดชที่ Office 


ตอนที่ผมหันหลังกลับมันมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นครับคืออยู่ๆ ผมได้ยินเสียงของอุปกรณ์กระทบกันประมาณว่าถ้ามาจากครัวก็เป็นลักษณะของภาชนะเครื่องครัวกระทบกันครับแต่มันเป็นเสียงช่วงสั้นๆ ไม่ดังมากเท่าไหร่เป็นเสียงแก้งๆสองครั้ง พอผมได้ยินตอนนั้นผมก็นึกไปว่าพี่เดชแอบมาหาอะไรกินแน่ๆผมเลยหันกลับไปมองอีกทีปรากฎว่ามันไม่มีใครในห้องครัวเลยครับผมก็ งง อยู่เหมือนกันเพราะมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นผมได้ยินมันจริงๆคราวนี้เริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรผมก็เดินออกจากครัวต่อไปยัง Office พี่เดช 


ผมเดินมาถึงช่วงหัวมุมหนึ่งมันต้องผ่านห้องของ GM ก่อน ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะโดยปกติแล้วพนักงานอย่างเราๆ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปในส่วน Executive Office แบบนี้หรอกครับเพราะถ้าโดนเรียกก็มีสองอย่างแหละคือทำดีจนเรียกไปชม กับ ทำตรงกันข้ามแล้วเรียกไปตำหนิผมก็เลยเดินผ่านไป


แต่จังหวะที่กำลังหันหน้ามาเพื่อจะเดินต่อ สายตาของผมเหลือบไปเห็นแบบผ่านๆ ว่าผู้ชายคนหนึ่งครับกำลังเปิดประตูเข้าไปใน Office ของ GM คือแม้จะเป็นการเห็นแบบหางตาในจังหวะที่จะหันหน้าแต่ผมก็มั่นใจว่าผมเห็นคนกำลังเปิดประตูเข้าไปจริงๆ คือโรงแรมผม GM แกจะ In House อยู่ในโรงแรมผมก็เลยคิดไปว่าแกลืมของอะไรหรือนึกอะไรได้ตอนดึกหรือเปล่าเลยลงมาเอาแต่ตอนนั้นมันก็ตี 3 แล้วแกทำไมแกไม่รอให้มันเช้าก่อนนะ คือคิดไปอย่างก็มีความย้อนแย้งอีกอย่างเข้ามา ผมเลยตัดสินใจหันกลับมามองแบบเต็มตัวเพื่อให้รู้ว่าใครนะที่เข้าไป? ความรู้สึกที่ผมเห็นผู้ชายคนนั้นคือเหมือนเค้าเป็นคนต่างชาติไม่ใช่คนไทยกำลังเปิดประตูเข้าไปแต่ตอนผมหันหน้ามานั้นปรากฎว่าประตูมันปิดอยู่ครับไม่ได้มีเสียงประตูเพิ่งปิดจากการที่เพิ่งมีคนเปิดเข้าไปเลยและลักษณะก็ปกติดี ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ผมเห็นนั้นมันจริงหรือเปล่าผมเลยตัดสินใจเดินไปที่ประตูห้อง GM แล้วกะว่าจะลองเปิดเข้าไปเลยกะว่าถ้าเจอใครก็ไม่เป็นไรเพราะเราเป็นพนักงานการดูแลความปลอดภัยของสถานที่ก็เป็นอีกอย่างที่เราทำได้ไม่ผิด 


แต่ ตอนนั้นมีอีกสิ่งหนึ่งที่สงสัยอยู่เหมือนกันเพราะจากความรู้สึกผมที่เห็นเป็นลักษณะของชาวต่างชาติที่เข้าไปซึ่งถ้าจะเป็น GM ตามที่ผมสันนิษฐานนั้น GM แกของผมเป็นคนไทยแต่ที่ผมเห็นเข้าไปในห้องน่าจะเป็นชาวต่างชาติแล้วมันจะเป็น GM ไปได้ยังไงที่เข้าไปในห้องนั้น??


เดินมาถึงหน้าห้องผมจัดการจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไปปรากฎว่า...ลูกบิดมันล็อค...เข้าไม่ได้ครับ ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้กลัวและก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะมันน่าจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่าบางครั้ง GM มีธุระมีความลับอะไรเวลาเข้าห้องไปแล้วมีการล็อคบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติแต่ที่ผมสงสัยคือแล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันมีคนเข้าไปในห้องนั้นจริงหรือเปล่าในระหว่างที่เริ่ม งงๆ นั้น ผมก็เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปหาพี่เดชจะลองไปเล่าให้แกฟังซะหน่อยกะว่าเดี๋ยวจะชวนกันมาดู ส่วนอีกข้อสันนิษฐานคือ “Room Boy” เข้าไปทำความสะอาดหรือเปล่า? แต่อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่เพราะส่วนใหญ่ที่รู้กันเขาจะมาทำช่วงเช้ามืดเป็นหลัก คิดแบบนั้นแล้วผมก็หันหลังกลับมาแล้วเดินไปตามทางที่จะไป Office พี่เดชต่อกะว่าจะไปคุยเรื่องนี้ด้วย


ผมเดินมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องผ่านส่วนของ Staff Canteen อีกครั้งครับ ซึ่งครั้งแรกที่ผ่านอย่างที่บอกว่าผมมีอาการขนลุกไปทั้งตัวแบบไม่ทราบสาเหตุรอบนี้ในระหว่างที่ผมเดินผ่านมันไม่ได้มีอาการนี้ครับเพียงแต่รอบนี้ผมเลือกที่จะไม่มองเข้าไปในห้องแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ ระหว่างที่เดินผ่านไปได้ครึ่งห้องจนถึงผ่านประตูทางเข้า Canteen และกำลังจะเดินผ่านไป อยู่ๆ ผมได้ยินเสียงพูดตามหลังมาเบาๆ แบบไม่แน่ใจว่าหูฝาดหรือเปล่าเสียงแผ่วเบา แหบแห้งนั้นพูดว่าหิว”.....


โปรดติดตามตอนต่อไป...




เรื่องเล่านิยายก่อนนอน Part II

เรื่องเล่านิยายก่อนนอน Part II

ผมเริ่มต้นกลับเข้าไปทำงานใหม่ในตำแหน่ง Room Service ครับซึ่งหลังจากที่สถานการณ์โรงแรมกลับมาดำเนินการได้ตามปกติช่วง High Season อย่างที่เราชาวโรงแรมรู้กันครับว่าเป็นช่วงเวลาทำเงินของพี่น้องโรงแรมทุกคน ตั้งแต่เจ้าของโรงแรมยันพนักงานโรงแรมรวมถึงธุรกิจท้องถิ่นต่างๆ ที่ตั้งหน้าตั้งตารอช่วงเวลานี้กันอยู่แล้วแต่ในปีนี้มันเป็นปีที่พิเศษหน่อยเพราะหลายคนบอบช้ำมาจากวิกฤตสึนามิที่พึ่งผ่านไป ดังนั้นกลยุทธ์การขายหรืออะไรต่างๆ ที่แปรเปลี่ยนเป็นเงินได้จะถูกนำออกมาใช้กันในช่วงนาทีทองแบบนี้


สำหรับเนื้องานของผมนั้นคงไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากนะครับเพราะหลายคนน่าจะรู้อยู่แล้วเกี่ยวกับความรับผิดชอบของหน้าที่แต่สิ่งที่ผมจะเล่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงานซึ่งผมไม่เคยลืมมันเลยจนถึงทุกวันนี้ครับ


ต้องบอกก่อนว่าแผนกของผมจะมีเพื่อนร่วมตำแหน่งอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 คนสลับหมุนเวียนกะกันไปตามนโยบายประหยัดแรงงานตอนนั้นผมก็ไม่แน่ใจว่าจำนวนพนักงาน Room Service เท่านี้มันมากไปหรือน้อยไปไหมแต่ถ้าจะพูดกันถึงเนื้องานบางทีเราก็รู้สึกยุ่งกันมากจริงๆ จนแทบไม่มีเวลาได้พัก ได้กินข้าวกันเลยแต่บางช่วงก็แทบไม่ค่อยมีงานกันเลยนั่งตบยุงตายกันเป็นกอง จะว่าไปส่วนตัวผมก็รู้สึกปกตินะครับเพราะมันก็มีคนปฎิบัติงานอำนวยความสะดวกให้แขกทุกรอบ ส่วนใหญ่ช่วงเช้าแขกมักจะไม่ค่อยสั่ง Room Service เท่าไหร่ต่อให้มี ABF on request ไปบนห้องก็ไม่เยอะซึ่งส่วนใหญ่ Waiter หรือ Waitress ก็จะจัดการตรงนี้ได้ถือว่าช่วยกันไปเพราะนโยบายเค้าไม่ต้องการให้มีพนักงานมากเพื่อ Service Charge เวลามาแบ่งกันมันจะได้จำนวนเยอะหน่อย ส่วนใหญ่งานของผมจะไปเยอะอยู่ที่รอบบ่ายกับรอบดึกเป็นหลักครับ


ปกติแล้วผมจะทำงานรอบบ่ายเป็นหลักสลับกับเพื่อนอีกคนหนึ่งแต่เวลาวันหยุดวันลาเราก็ตกลงกันเองไม่ค่อยมีปัญหาด้วยความที่คนมันน้อยครับและจากการเป็น Room Service มันเลยทำให้เราค่อนข้างที่จะต้องทำงานใกล้ชิดกับแผนกครัวซึ่งจากการที่ผมต้องทำงานช่วงบ่ายค่อนข้างบ่อยทำผมได้รู้จักกับพี่เดชซึ่งเป็น Chef ที่จะเข้ากะบ่ายเป็นส่วนใหญ่เหมือนกับผมและบางครั้งก็มีบ้างที่แกต้องเข้ากะดึกเวลาลูกน้องแกหยุดหรือคนไม่พอเพราะโรงแรมผมนั้น Room Service เป็นแบบ 24 ชั่วโมงเอาจริงๆ ช่วงกลางคืนผมก็เคยได้ Order บ้างหลักๆ ก็ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ที่มีบอลเตะนั่นแหละครับส่วนวันอื่นๆ แม้จะไม่ได้เยอะเท่าไหร่ ส่วนงานของ Chef รอบดึกจะไม่ค่อยเยอะแต่จะหนักไปทางการที่ต้องเตรียมอาหารในไลน์ Buffet ต่อเช้ามากกว่า


พี่เดชแกเป็นคนพื้นที่ซึ่งทำงานมาตั้งแต่รุ่นบุกเบิกโรงแรมและด้วยความที่แกเป็นคนที่อยู่มาตั้งแต่แรกพี่เดชแกก็จะเห็นความเป็นไปของโรงแรมตั้งแต่ก่อสร้างเรื่อยมาจนถึงวันที่เกิดเหตุการณ์น่าสลดช่วงสึนามิซึ่งตอนนั้นพี่เดชเองแกก็เป็นอีกคนที่โชคดีไม่ได้ไปทำงานเพราะเป็นวันหยุดของแกแตกต่างจากเพื่อนของแกอีกคนที่เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งพี่เดชบอกว่าในความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมันมีห้วงหนึ่งลึกๆ ในใจแกเหมือนกันที่แกคิดไปว่าเพื่อนแกต้องมาจากไปเพราะแกแต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไปพี่เดชแกก็ต้องพยายามปรับสภาพจิตใจให้ลุกขึ้นสู้ต่อไปได้แต่กว่าจะผ่านมาได้ก็เรียกได้ว่าสาหัสอยู่เหมือนกัน 


เมื่อเราทำงานช่วงกลางโพล้เพล้ควบกลางคืนเป็นหลักในโรงแรมที่เพิ่งผ่านการสูญเสียจากผู้คนหลายชีวิตแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบกับอะไรที่เราหาคำตอบไม่ได้ครับ


วันนั้นผมจำได้ว่ามันเป็นวันแรกที่ผมต้องอยู่รอบดึกซึ่งจริงๆ มันต้องเป็นเพื่อนผมที่ต้องมาเข้ารอบแต่วันนั้นมันดันมีธุระเลยมาขอแลกกะกับผมซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะวันพรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดผมพอดีอันนี้คนโรงแรมเราจะรู้กันเวลาที่คนไม่พอและต้องหาคนมาทำงานกะดึกแทนคนที่เข้าปกติแน่นอนว่าส่วนใหญ่หวยจะมาออกที่คนรอบบ่ายเป็นหลักครับและผมคือหนึ่งในนั้นที่ต้องมาเข้าดึกวันนี้


ผมมาเข้างานต่อรอบกับรอบบ่ายเรียบร้อยแล้วก็ลงไปที่ห้องครัวเพื่อจะไปเช็ค ABF Box ที่มีแขกสั่งไว้พรุ่งนี้ตอนตี 5 ไปถึงก็เจอพี่เดชซึ่งวันนี้แกก็มาทำงานรอบดึกเหมือนกันเราทั้งสองคนก็ทักทายกันผมก็พูดหยอกแกไปว่าพี่ๆ คืนนี้ขอกระเพราทะเลรอบดึกหน่อยนะหิวพี่เดชแกก็ตอบมาติดตลกว่าไม่เอา..เดี๋ยวกูโดน Warning ไอ้ห่าผมหัวเราะและไม่ได้ว่าอะไรแกก็แนวหยอกๆ กัน คุยกันสักพักพี่เดชก็พูดขึ้นมาว่าเดี๋ยวช่วง ตี 3 พี่ไม่อยู่ครัวนะอยู่ Office มีอะไรตามพี่ที่นั่นนะผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรกับประโยคนี้แต่ประโยคต่อไปต่างหากที่ทำผมเริ่มสงสัยเพราะพี่เดชบอกว่าแล้วมึงไม่ต้องลงมาในครัวช่วงนั้นนะถ้าจะคุยกับพี่ไปหาที่ห้องผมก็ งง แลดูแกจริงจังมากว่าห้ามลงมาช่วงเวลานั้นแต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะวันนี้อยู่ดึกวันแรกตั้งแต่กลับมาทำงาน พอผมหันหลังจะเดินกลับแกก็ยังตะโกนย้ำมาอีกว่ามึงเข้าใจที่กูพูดมั้ยเนี่ยผมก็ตอบแกไปแบบ งงๆ นอยๆ หน่อยเออพี่ เข้าใจแล้วน่าแล้วก็เดินจากไปแต่ตอนนั้นสิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยและตั้งใจว่าเดี๋ยวจะลงมาตอนตี 3 เพราะผมคิดว่าแกจะมาแอบนอนเลยกะว่าเดี๋ยวจะลงมาแกล้งแกซะหน่อย ความคิดนี้แหละครับที่ถ้าย้อนเวลาไปได้ผมจะเชื่อแกเป็นอย่างดีเพราะสิ่งที่ผมจะเจอต่อไปนี้มันเกินบรรยายจริงๆ ครับ


โปรดติดตามตอนต่อไป....




วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Package สุดพิเศษจาก BAANLAIMAI PHUKET

 วันนี้เฮียมี campaign สุดพิเศษจาก

Baan Laimai Beach Resort & Spa



ที่เรียกได้ว่า Win ทุกฝ่ายคุ้มทุกสิ่งตั้งแต่นักท่องเที่ยวไปจนถึงผู้ที่กำลังหารายได้เสริมเตรียมตัวต้อนรับการกลับมาอีกครั้งหลัง COVID-19 ของจังหวัดภูเก็ตหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่วันนี้ธรรมชาติต่างๆ พร้อมแล้วกับการไปเยือนในแบบที่ไม่เคยเห็นหาดทราย สายลมและแสงแดด แบบนี้มาก่อน

1 สำหรับนักท่องเที่ยวพบกับราคาสุดคุ้มลดแบบถ่มทลายกับ Promotion >> 7 Days Flash Sale พิเศษ!!! สำหรับคนไทย 🇹🇭 และชาวต่างชาติที่อยู่ไทย (Domestic Promotion) จองตรงกับโรงแรมรับทันทีสิทธิประโยชน์ ฟรีเลทเช็คเอ้า ถึงบ่าย 3 โมง สำหรับทุก Booking ที่สำคัญโรงแรมเข้าร่วมโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน" ของทางภาครัฐด้วยนะครับใครที่ลงทะเบียนแล้วสามารถรับสิทธิประโยชน์ตามมาตรการอุดหนุนจากทางรัฐบาลได้ด้วยนะเรียกว่าได้แบบ 2 ต่อทั้งราคาพิเศษและสิทธิประโยชน์จากทางภาครัฐ
ราคาห้องพัก Green Season (01 สิงหาคม - 31 ตุลาคม 2020)
- ห้องพักเข้าร่วมโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน"
- Superior (ไม่มีวิว) รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 1,100 บาท/คืน
- Deluxe Garden View รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 1,300 บาท/คืน
- Deluxe Beach Front รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 1,900 บาท/ตืน
กดลิงค์เพื่อจอง:>>> https://bit.ly/33dhb9A <<<
High Season (01 พฤษจิกายน - 23 ธันวาคม 2020)
- ห้องพักไม่อยู่ในโครงการ "เราเที่ยวด้วยกัน"
- Superior (ไม่มีวิว) รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 1,400 บาท/คืน
-Deluxe Garden View รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 1,700 บาท/คืน
- Deluxe Pool View รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 2,000 บาท/คืน
- Deluxe Beach Front รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 2,500 บาท/คืน
- Deluxe Pool Access รวมอาหารเช้า สำหรับ 2 ท่าน - 3,300 บาท/คืน
กดลิงค์เพื่อจอง:>>> https://bit.ly/2DkCrPW <<<
*เตียงเสริมได้เฉพาะห้อง Superior, Deluxe Pool View และ Deluxe Pool Access เพียงคืนละ 600 บาท ต่อคน รวมอาหารเช้า
** #ราคานี้จองแล้วไม่สามารถคืนเงินได้ แต่สามารถเลื่อนวันเข้าพักได้ #ฟรี ก่อนวันเช็คอิน อย่างน้อย 2 วัน
จองห้องพักได้ที่
Tel: +66 76 342 620-3
Email: reservation@baanlaimai.com :
Facebook.com/baanlaimaibeachresort
--------------------------------------------------------------------------------------
2. ต่อที่ 2 สำหรับผู้ที่กำลังหารายได้เสริมในช่วงนี้ทาง
Baan Laimai Beach Resort & Spa
จะมอบสิทธิประโยชน์ค่า Commission ให้มากถึง 5% ด้วยนะครับเป็นอีกช่องทางในการหารายได้เสริม “ไม่เลือกงานไม่ยากจน” สำหรับผู้แนะนำลูกค้าให้กับทางโรงแรมเมื่อลูกค้าจองและชำระเงินเรียบร้อยแล้วรอรับค่า Commission 5% จากยอดห้องพักที่ลูกค้าชำระรับได้เลยครับสามารถติดต่อรายละเอียดเกี่ยวกับการรับ Commission ได้โดยตรงที่คุณธีรวัฒน์ตามรายละเอียดด้านล่างเท่านั้น
Line ID: teerawatjuta หรือ Email: teerawatj@baanlaimai.com

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ตอน มิติลี้ลับ

ตอน มิติลี้ลับ
บรรยากาศเงียบสงัดยามดึกแบบนี้มีสายลมแผ่วเบาพร้อมแสงไฟสลัวๆ ผ่านมาแบบนี้เฮียว่าเรามาเล่าสู่กันฟังเรื่องลี้ลับกันดีกว่าครับเรื่องนี้เป็นเรื่องของเพื่อนร่วมงนเฮียแต่ดันมาเกี่ยวกับเฮียเพราะหน้าที่เฮียตอนนั้นรับผิดชอบรอบดึกทั้งระบบเรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อยามดึกคืนหนึ่งในขณะที่เฮียกำลังตรวจ Rate ราคาค่าห้องเพื่อไม่ให้ผิดพลาดก่อน Close Day น้อง Room Service ที่มันเสร็จงานแล้วก็เดินมาคุยด้วยตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ ตี 2 ปกติส่วนใหญ่เวลาเสร็จงานในครัวน้องมันก็จะเดินมาคุยเล่นกับเฮียบ่อยๆ เพราะรอบดึกมีกันอยู่ไม่กี่คน
ช่วงนั้นโรงแรมที่เฮียทำงานยังไม่เป็นเต็มตัวเป็นเพียงแค่ Soft Opening บางวันโรงแรมก็มีแขกบ้างบางวันก็ไม่มีเลยสักห้องเดียว (สถานการณ์หนักไปทางอย่างหลังมากกว่านะ) ก็เป็นธรรมดาของโรงแรมช่วงนี้ที่เปิดให้แขกทดลองใช้บริการแบบยังไม่ Full Service แลกกับส่วนลดค่าห้องที่สูงต้องบอกก่อนว่า Resort เฮียมันแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนของ Villas และส่วนของห้องพักทั่วไปตอนนั้นมี Order Room Service ที่น้องมันไปส่งที่ส่วนของห้องพักทั่วไปแต่มันต้องขับรถผ่านส่วนของ Villas ก่อนซึ่งสองข้างทางใน Zone นี้จะมีต้นไม้ประดับอยู่ทั้งไม้ใหญ่ไม้เล็กกลางวันมันจะดูร่มรื่นสบายตาสบายใจส่วนเย็นๆ โพล้เพล้ๆ ถ้าแขกน้อยๆ มันก็จะดูวิเวกวังเวงโหวงเหวงหน่อยและถ้าแขกน้อยๆ ในยามดึกนี่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยเงียบมากบรรยากาศมันได้จริงๆ คืนนั้นน้องมันเดินมาแล้วก็นั่งคุยกัน
ทีนี้อยู่ๆ น้องมันก็พูดขึ้นมาว่า “พี่เมื่อกี้ผมเดินไปส่ง Room Service ที่ตึกเห็นมีแขกผู้หญิงฝั่ง Villas คนนึงยืนหันหลังอยู่หน้าห้องไม่รู้เค้าจะเอาอะไรหรือเปล่านะพี่ลองไปดูแขกหน่อยมั้ยพี่” พอมันพูดเสร็จเฮียก็เช็คในระบบเพื่อความแน่ใจแต่ตอนนั้นเริ่มเอะใจเพราะเท่าที่รับรอบมาจำได้ว่าส่วนของ Villas มันไม่มีแขกเลยโรงแรมมีแขกฝั่งห้องพักทั่วไปแค่ห้องเดียวเฮียก็เปิดโปรแกรม “อีปิ๊ตัวแม่” ขึ้นมา Check ก็ปรากฏว่ามันไม่มีแขกใน Villas นี้จริงๆ แต่ก็เพื่อความชัวร์เราไปดูใน Log book อีกทีดีกว่ากันเหนียวเผื่อบางทีรอบบ่ายลืม C/I ในระบบปรากฎว่ามันไม่มีแขกจริงๆ ทีนี้ก็เลยหันไปถามน้องมันว่า “เอ็งเห็นที่ Villas ไหนวะ?” น้องมันก็บอกเบอร์มาสารภาพตามตรงเลยว่าตอนนั้นเฮียยังไม่ได้คิดถึงสิ่งที่มองไม่เห็นนะแต่คิดไปถึงเรื่องคนนอกที่แอบเข้ามาในโรงแรมมากกว่าเพื่อให้หายสงสัยเฮียก็เลย ว. หา รปภ. ให้ไปดูหน้า Villas นั้นและเดินสำรวจส่วนของ Villas และในโรงแรมอีกทีถ้ามีอะไรก็ให้มาแจ้ง
รปภ.ก็หายไปประมาณ 30 นาทีแล้วก็เดินขึ้นมาบอกเฮียว่า “เช็คเรียบร้อยครับไม่เจออะไรเลย” เฮียก็เลยหันไปถามน้อง Room service ว่า “เอ็งเห็นแขกจริงเหรอวะเพราะวันนี้ฝั่ง Villas เราไม่มีแขกเลยนะแล้วตอนนี้ก็ตี 2 กว่าแล้วแขกฝั่งนี้ไม่น่าเดินไปฝั่ง Villas นะ” คราวนี้น้องมันเริ่มนิ่งหน้าตาเริ่มเหวอออกแล้วมันก็บอกเฮียมาเสียงอ่อยว่า “วันนี้เรามีแขกห้องเดียวใช่มั้ยเฮีย” เฮียก็ตอบว่า “เออ...ใช่อีกห้อง No Show ไปแล้วเค้าไม่มา” มันก็ตอบกลับมาว่า “ตอนที่ผมไปส่งอาหารแขกห้องนี้เป็นผู้ชาย-ผู้หญิง 2 คนผมจำได้ว่าแขกผู้หญิงที่เห็นฝั่ง Villas ไม่ใช่คนที่อยู่ห้องนี้แน่นอนเฮีย” จบประโยคนี้บรรยากาศบริเวณนั้นทั้งเฮีย รปภ. เงียบกริบกันหมดทุกคนจนอยากจะเอื้อมมือไปเปิดเพลงพี่เต๋าจริงๆ “ต่างคนต่างพูดไม่ออก ได้แต่มองตาเท่านั้น” เอาจริงๆ เฮียก็ไม่อยากจะถามอะไรมันต่ออ่ะนะแต่ก็ยังติดใจเรื่องคนนอกเข้ามาซึ่งมันก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะให้ รปภ. Check CCTV ย้อนหลังดูตั้งแต่ 6 โมงเย็นแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ


แล้วสรุปคนที่น้อง Room Service มันเจอหน้า Villas หลังนั้น “เธอเป็นใครกันแน่???”
ติดตาม IG ได้ที่ >>> IG: pop.hotelman

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

อีกหนึ่งความท้าทายในสายอาชีพการโรงแรม
ยอมรับตรงๆ ว่าส่วนตัวไม่เคยคิดว่าชีวิตการทำงานในวงการโรงแรมของตัวเองจะต้องมาเจอกับวิกฤติที่สะเทือนไปทั้งโลกขนาดนี้มาก่อนนับตั้งแต่วันแรกที่โรคไวรัสปอดอักเสบได้ถูกเปลี่ยนขื่อเป็น COVID-19 และถูกประกาศให้เป็นโรคแพร่ระบาด (Pendamic) จากองค์การอนามัยโลกนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงแรมของโรคระบาดนี้มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
จากหนึ่งเดือนเป็นสองเดือน สามเดือน สี่เดือนและ ณ ขณะนี้เป็นเวลากว่าครึ่งปีแล้วสถานการณ์ในประเทศไทยและบางประเทศทั่วโลกค่อยๆ ดีขึ้นตรงข้ามกับบางประเทศที่แย่กว่าเดิมแต่สำหรับอุตสาหกรรมโรงแรมยังคงมีทีท่าว่า “ไม่น่าจะฟื้นตัว” ในระยะเวลาอันใกล้นี้ต่อไป
ในฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดาแม้จะรักในอุตสาหกรรมในธุรกิจนี้แค่ไหนแต่คนเราเมื่อเข้าใกล้คำว่า “ไม่มีจะกิน” การมองหาสิ่งใหม่ที่ดูจะเป็นทางออกเพื่อปากท้องที่ดีกว่าย่อมเกิดขึ้นได้บางคนยังสามารถอดทนต่อสู้ฟันฝ่าเพื่อรอวันกลับมาสดใสอีกครั้งของอุตสาหกรรมโรงแรมแต่บางคนด้วยต้นทุนที่จำกัดทำให้ไม่สามารถรอได้นานขนาดนั้น
ประเด็นที่สำคัญที่เราต้องถามตัวเองก่อนตัดสินใจซึ่งเป็นจุดที่ยากลำบากคือ “มันถึงเวลาของเราหรือยัง?” บางคนสามารถตัดสินใจได้ง่ายว่าจะออกไปในเร็วๆ นี้ด้วยเหตุผลด้านปัญหาในงานและความคิดที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบจนเกินกว่าความเป็นจริงจากนายจ้าง เช่น ให้มาทำงานแต่ไปรับเงินกับประกันสังคม หรือ บีบให้สมัครใจลาออก เป็นต้น แต่บางคนที่ยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่าทั้งได้รับการดูแลที่ดีจากนายจ้างแต่เมื่อมองอนาคตแล้วรู้สึกว่าว่าสถานการณ์ดีๆ แบบนี้ไม่น่าจะอยู่อีกนานครั้นจะลาออกมาก็ยังรู้สึกลังเล
สุดท้ายการท่องเที่ยวยังไงก็ยังคงอยู่คู่กับมนุษย์ต่อไปแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “การเปลี่ยนไปของ supply chain” ต่างๆ ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ต้องปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอนาคตเราอาจไม่ได้เห็นการแบ่งระดับโรงแรมและให้ความสำคัญกับดาวอีกต่อไปหรือเราอาจจะได้เห็นรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งงานมากเท่าระบบโรงแรมในปัจจุบันนี้ก็ได้แต่วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่คงไม่มีใครบอกเราได้เพราะ “อนาคตคือสิ่งไม่แน่นอน”


บทความแนะนำ