อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse
วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564
อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse
Movenpick
Hotel Man Travel EP ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "น้องต่อ" Marcom. Manager ก่อนนะครับที่เชิญเฮียไปพักและให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับ Mövenpick Siam Hotel Na Jomtien Pattaya อีกหนึ่ง Family Hotel ที่น่าสนใจมากครับ ด้วยตัวทำเลที่ตั้งที่อยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก ตัวโรงแรมมีความเป็นส่วนตัวสูงหาดโรงแรมมีลักษณะเป็นเหมือนหาดส่วนตัว สำหรับประสบการณ์การเข้าพักของเฮียกับที่นี่นะครับ
Centara Ladprow
วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564
เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ
เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ
เมื่อผมได้ยินเสียงนั้นถ้าเป็นคนปกติแน่นอนว่าเราจะต้องเลือกที่จะหันหลังกลับไปตามต้นทางที่มาของเสียงแต่ปรากฎว่าตอนนั้นอะไรมันดลใจให้ผมเลือกที่จะหันหน้าเข้าไปมองใน Canteen แทนที่และทันทีที่สายตาของผมสอดส่องเข้าไปในห้องกระจกนั้นผมเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งสวม Uniform พนักงาน ที่น่าประหลาดใจคือ Uniform ที่เขาสวมนั้นมันเป็น Uniform เก่าซึ่งใช้ก่อนที่โรงแรมจะถูกคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่ม
ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวมากครับ อาการเหมือนคนกำลังจะเป็นลม หูมันอื้อไม่ได้ยินอะไรและที่แทบทำผมช็อคคือผู้ชายที่ผมเห็นในห้อง Canteen ค่อยๆ หันมามองหน้าผมแล้วทำท่าเหมือนจะกวักมือเรียก สภาพผมตอนนี้เหมือนถูกสะกดจิตเพราะจะก้าวขาวิ่งก็ก้าวไม่ออก จะร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ได้ และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดผู้ชายคนนั้นเริ่มค่อยๆ “เดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ” ผมในตอนนี้แทบจะไม่มีแรงยืนอีกต่อไป สภาพร่างกายตอนนั้นใกล้เคียงกับคำว่า “แทบล้มทั้งยืน” เพราะทำอะไรไม่ถูกจริงๆ แล้วจู่ๆ ด้านหลังผมเหมือนมีมือมาแตะที่ไหล่ ซึ่งไม่น่าจะใช่มือของชายคนที่อยู่ใน Canteen เพราะตอนนี้เค้าเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ แล้วมือที่แตะไหล่นี้มันของใครนะ???
ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรก็มีเสียงเรียกกลับมา “เฮ้ย..มึงมาทำอะไร” พร้อมเขย่าตัวผม ทำให้ผมตื่นจากภวังค์และรู้สึกตัวก่อนรีบหันไปแล้วพบว่าที่มาของเสียงนั้นคือ “พี่เดช” ที่ตอนนี้ยืน งง ว่าผมมาทำอะไร แกเขย่าตัวผมอยู่สักพักผมที่เริ่มรู้สึกตัวก็บอกว่า “พี่เดช ผมว่าผมเจอหว่ะ” พี่เดชได้ยินก็ทำหน้า นิ่งไปพักนึงแล้วก็ถามผมมาว่า “มึงอย่าบอกกูนะว่ามึงลงไปที่ครัวมา” กูบอกแล้วไงว่าอย่าไป ผมที่ตอนนั้นเหมือนสติหลุดก็รีบพาพี่เดชเดินออกมาให้พ้นจากตรง Canteen มายืนอยู่มุมหนึ่งของทางเดินแล้วก็เร่ิมสาธยายเล่าเรื่องต่างๆ ให้แกฟังทั้งหมดทั้งเรื่องที่ได้ยินเสียงอุปกรณ์ในห้องครัว เรื่องฝรั่งที่เจอเข้าไปในห้อง GM และที่พลาดไม่ได้เรื่องใน Canteen
พี่เดชแกยืนฟังอย่างสงบ รอจนผมพูดจบแล้วแกก็พูดขึ้นมาว่า “ในเมื่อมึงเจอขนาดนี้แล้วเดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟังแล้วกัน” แกเริ่มเล่าตั้งแต่ห้องครัวก่อนเลยว่าที่ผมได้ยินเสียงทำครัวนั้นมันเป็นสาเหตุเดียวกับที่แกไม่อยากให้ผมลงมาตอนช่วงตี 3 เพราะเป็นเวลาที่เพื่อนแกซึ่งเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์สึนามิชอบมาปรากฎตัวให้เห็นเหมือนยังเข้าใจว่าตัวเองต้องมาทำงานอยู่ ส่วนเรื่องของฝรั่งที่เจอนั้นเป็น GM คนเก่าที่เสียชีวิตไปจากการที่แกพยายามจะหนีออกมาตอนที่น้ำเริ่มพัดเข้ามาในโรงแรมแต่ออกมาไม่ทันเลยถูกน้ำพัดลงหายไปในทะเลส่วนสุดท้ายคือคนที่ผมเห็นในครัวนั้นคือพนักงานรอบดึกที่มาแอบนอนใน Canteen แล้วหนีไม่ทันตอนสึนามิมา
ผมได้ฟังแล้วก็พูดไม่ออกเพราะทุกอย่างที่พี่เดชเล่ามาทุกคนในเรื่องนี้ผมเจอมาทั้งหมดภายในคืนเดียว เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับอยู่ๆ พี่เดชก็พูดขึ้นมาว่า “มึงอยากเห็นมั้ยล่ะว่าที่กูพูดจริงมั้ย” เอาจริงๆ ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้านิดๆ คือออกแนวว่า “ไหนๆ กูก็เจอมาขนาดนี้แล้วก็เอาแม่งให้สุดเลยดีกว่า” ผมเลยบอกแกไปว่า “ได้พี่เอาไงเอากัน” พี่เดชเลยบอกว่า “งั้นมึงห้องครัวกับกูเลยตอนนี้” ผมกับพี่เดชก็เดินทางไปห้องครัวกันพอไปถึงสภาพแสงไฟสลัวๆ ยังคงเหมือนเดิม เราสองคนยืนแอบมุมอยู่แล้วพี่เดชก็บอกว่า “มึงลองมองไปทางตู้เย็นแล้วคอยดูนะ” ผมก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะกลัวอยู่ก็ทำตามที่แกบอก แล้วสิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมแทบล้มทั้งยืนอีกครั้ง ผมเห็น “ผู้ชายใส่ชุด Chef กำลังเปิดตู้เย็นอย่างช้าๆ แล้วหยิบอาหารออกมาเหมือนจะกำลังเตรียมทำอะไรสักอย่าง ก่อนจะเดินไปหยิบถาดมาเตรียมใส่วัตถุดิบซึ่งนั่นคือเสียงที่ผมได้ยิน” ลักษณะท่าทางของเขาดูเหมือนคนปกติและค่อยๆ เตรียมการไปอย่างช้าๆ ถึงตอนนี้ผมทนไม่ไหวเลยหลบเข้ามาและบอกพี่เดชว่า “พี่ผมไม่ไหวแล้วหว่ะ ไปเหอะ” ก่อนจะรีบวิ่งมาจากตรงนั้นกลับไปที่ Office เลยครับ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าพี่เดชแกจะตามมามั้ย แล้วผมก็นั่งอยู่ใน Office จนเช้าโดยไม่ได้พูดไม่ได้บอกกับใครพอถึงเวลาออกกะก็รีบลงมาเตรียมตัวกลับบ้าน
ในระหว่างทางที่เดินไปที่ Locker ช่วงประมาณ 6 โมงเช้าพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีมีแสงอาทิตย์สลัวๆ ผมเดินสวนกับผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุด Chef ลักษณะท่าทางเหมือนกับคนที่ผมเห็นเมื่อคืนที่ห้องครัวท่าทางเหมือนกำลังเพิ่งออกกะดึกมาตอนนั้นผมเริ่ม งงๆ เพราะถ้าแกเป็น Chef ก็ไม่น่าจะเข้ากะกลางคืนนี่นาเพราะพี่เดชแกเข้าอยู่ แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่คนๆ เดียวกันไหมเพราะตอนนั้นผมก็เห็นไม่ชัดแต่ผมคิดว่าน่าจะใช้คนๆ เดียวกัน อาการขนหัวลุกของผมเริ่มกลับมาอีกครั้งผมเลยรีบเดินผ่านมาอย่างไวจนมาหยุดที่หน้าห้อง HR ผมเห็นประกาศในบอร์ดอันหนึ่งผมเดินเข้าไปดูอย่างช้าๆ แล้วก็แทบล้มทั้งยืนเพราะในประกาศเขียนใจความสรุปว่า “ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณเดชและหากพนักงานท่านใดต้องการร่วมทำบุญในงานศพของคุณเดชสามารถบริจาคได้ที่บัญชี...” พนักงานที่มายืนดูป้ายกลุ่มหนึ่งพูดกันว่า “สงสารพี่เดชนะแกขับรถของแกอยู่ดีๆ ไอ้รถเก๋งคันนั้นดันเมาแล้วมาชนแกซะอย่างนั้น สงสารแกจริงๆ” พร้อมกับเสียงอีกคนที่ถามขึ้นมา “มึงแล้วพี่เดชแกไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” อีกคนก็ตอบกลับไป “แกไปตั้งแต่เมื่อคืนช่วงค่ำๆ ที่แกจะมาเข้างานนั่นแหละ”
ผมอึ้งจนพูดไม่ออกและยังคิดไปอยู่ว่า “นี่ผมฝันไปหรือเปล่า” เพราะเมื่อคืนพี่เดชแกอยู่กับผมและเรายังคุยกันอยู่เลยตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเพราะเจอเหตุการณ์ช๊อคครั้งที่สามผมเลยวิ่งออกมาจากโรงแรมทั้งชุด Uniform กลับหอพักแบบไม่คิดชีวิต ในขณะที่วิ่งมาได้ครึ่งทางผมเหลือบไปเห็นไทยมุงกลุ่มหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังยืนมุงดูอะไรกันอยู่สักอย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะช๊อคแต่ด้วยนิสัยขี้เสือกของผมก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู
ผมค่อยๆ เดินเข้าไปในวงอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครว่าอะไรเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมอยากรู้ว่าเค้ามุงอะไรกันและทันทีที่ผมเห็นสิ่งที่เขามุงกันอยู่นั้นมันคือ “ศพของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าใส่ชุดพนักงานโรงแรม” สักพักเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเริ่มที่จะเก็บกู้ศพจึงค่อยๆ พลิกศพจากนอนคว่ำให้เป็นท่านอนหงายซึ่งขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันของฝูงชนผมจับใจความได้ว่า “น่าสงสารน้องเค้าจริงๆ โจรสมัยนี้ก็อำมหิตจังมือถือเครื่องเดียวถึงกับฆ่าแกงกันได้ ใจร้ายจริงๆ” ผมเลยน่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์กัน พอกู้ภัยเริ่มจับศพพลิกท่านอนหงายปรากฎว่าเมื่อหงายหน้ามาผมจึงรู้ว่า “ศพนั้นมันคือตัวผมเอง” และที่ไปทำงานมาเมื่อคืนนี้มันคือคนสองคนที่มีจุดจบเดียวกันคือ “ผมและพี่เดช” นั่นเอง
ยังไงก็เตรียมตัวกันไว้นะครับ ผมและพี่เดชอาจจะไปร่วมงานกับคุณที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ก็ได้ หึหึหึ
เรืองเล่าก่อนนอน Part III
เรืองเล่าก่อนนอน Part III
ออกจากพี่เดชมา ผมก็ตรงมาที่ Office แล้วก็จัดการเคลียร์งานที่ต่อรอบกับเพื่อนรอบบ่ายไว้ว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ปกติของชาวรอบดึกนั่นแหละครับที่ “เสียงเพลง” คืออีกหนึ่งเพื่อนร่วมงานชั้นดีที่เราคุ้นเคย ระหว่างทำงานผมก็เปิดเพลงในมือถือไป นั่งอ่าน Log Book ไป ไล่ไปจนหมด สักพักผมก็มานั่งเล่นเน็ตซึ่งก็อีกกิจกรรมยามว่างของรอบดึกที่เรารู้กันนะครับ
ผมท่องโลกออนไลน์ไปเรื่อยๆ แล้วมีแว้บนึงที่ผมเข้า youtube แล้วมีภาพของเหตุการณ์สึนามิที่เพิ่งผ่านไปซึ่งมีคนนำมาลง ด้วยความที่บาดแผลในจิตใจของผมก็ยังมีอยู่กับช่วงเวลานั้นผมเลยอดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปดูซึ่งคลิปที่ผมเข้าไปดูทำให้ผมนั้นทำให้ผมรู้สึกตกใจ เศร้าและหดหู่อย่างมากครับ มันเป็นภาพของคลื่นที่ซัดผู้คนหายจมไปกับท้องทะเล มีภาพของเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาสิ่งปลูกสร้างริมชายหาดจนราบเป็นหน้ากลอง แม้ในยุคนั้นคุณภาพของ VDO จะไม่ได้ดีคมชัดระดับ 4K เหมือนปัจจุบันแต่คนที่เคยมีอดีตกับเรื่องนี้ต่อให้มีแค่เสียงมันก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับ
ผมนั่งดูคลิปไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ เพลงที่ผมเปิดฟังในมือถือมันก็หยุดลงโดยที่ผมยังไม่ได้ไปทำอะไรกับมันเลยครับ แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็กะว่ามันคงเป็นที่ระบบมือถือแน่ๆ แต่พอหยิบมาดูปรากฎว่าตัวเล่นเพลงของผมมันเหมือนักบ “ถูกกฎ Pause เอาไว้” เหมือนเวลาเราฟังเพลงแล้วมีคนมาคุยด้วยแล้วเรากดหยุดชั่วคราวนั่นแหละครับ ช่วงจังหวะที่ผมนิ่งไปหัวมันมีแว้บไปคิดถึงเรื่องที่พี่เดชบอกว่า “มึงอย่าลงมาที่ครัวตอนตี 3 นะ” ด้วยความสงสัยแบบเอาจริงๆ ก็มีคิดนิดๆ ว่า “หรือว่าในครัวจะมี...” แต่ก็ยังชั่งใจอยู่ว่าจะเชื่อเรื่องแบบนี้ดีไหม? มีความคิดอกุศลอีกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาว่า “หรือพี่เดชแกจะแอบมาขโมยของออกไปตอนนั้นเลยห้ามเราไป” คิดมั่วซั่วไปหมดครับตอนนั้น แต่ส่วนตัวผมตัดสินจแล้วว่า “เดี๋ยวกูจะลงไปดูตอนตี 3” เพราะขัดใจว่า “จะห้ามอะไรกันนักกันหนาวะ” แล้วผมก็นั่งรอเวลาใน Office ต่อไป แต่ในขณะที่ผมกำลังยืนกดมือถือและพิงผนังอยู่ปรากฎว่าอยู่ๆ “ไฟในห้องก็ดับลงดื้อๆ เลยครับ” ผมตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น พอตั้งสติได้ผมค่อยๆ หันหลังไปคลำสวิตช์ไฟปรากฎว่า............ “ตอนผมพิงผนังหลังผมมันไปโดนสวิตช์ไฟเข้าไฟเลยดับ” Ok เรื่องนี้ผ่านไปแบบตกใจนิดๆ
ผมรอเวลาจนถึงช่วงตี 3 ช่วงที่พี่เดชแกสั่งห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าลงมาแต่ผมตั้งใจแล้วว่า “กูจะไป” แล้วก็จัดการเอาวิทยุสื่อสาร (ว.) มาด้วยเผื่อ Front รอบดึกติดต่อมากรณีแขกสั่งอาหาร ผมค่อยๆ เดินมาตามทางที่มาห้องครัวบรรยากาศตอนนั้นถึงแม้มันจะมีแสงสว่างแต่ด้วยความที่ระหว่างทางมันต้องหลายห้อง หลายประตู มันเลยดูวังเวงๆ นิดๆ เพื่อเอาจริงๆ ก็มีแอบคิดว่า “จะมีใครเปิดประตูมาไหมวะ” แต่ห้องต่างๆ ที่ว่ามานั้นเทียบแล้วบรรยากาศยังไม่น่าวังเวลเท่ากับการที่ผมต้องเดินผ่าน Staff Canteen ซึ่งเป็นห้องกระจกแล้วลองนึภาพว่าในห้องกระจกมีโต๊ะเก้าอี้นั่งทานข้าวเยอะๆ ไฟมืดๆ และโดยสัญชาตญาณคนเรามันก็อดมองไปไม่ได้จริงๆ ครับมีแว้บนึงผมมองเข้าไปมันรู้สึกวังเวงๆ เหมือนกันผมเลยหยุดมองและหันหน้ากลับมาแต่เชื่อมั้ยครับสัญชาตญาณคนเรา “เวลามีคนมองมันจะรู้สึกครับ” ปรากฎว่าในขณะที่ผมกำลังเดินผ่าน Staff Canteen นั้นผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตามผมอยู่ สักพักขนผมลุกโดยไม่รู้ตัวครับ ซึ่งเป็นอาการที่ผมเข้าใจเลยว่าเวลาที่คนเค้าพูดกันว่า “ขนหัวลุกมันเป็นยังไง” แต่ผมก็ไม่ได้สนใจก็เดินไปที่ครัวต่อ
จนไปถึงหน้าห้องครัว สภาพตอนนั้นคือมีไฟเปิดอยู่บางดวงให้แสงสว่างสลัวๆ อุปกรณ์เครื่องครัวถูกจัดวางตามปกติแสงไฟที่มีอยู่ตอนนั้นทำให้บางส่วนของห้องส่องสว่างแต่บางส่วนของห้องก็มืดสลัวๆ ผมพยายามมองหาพี่เดชเพราะอย่างที่บอกตอนแรกว่าผมกะจะมาแกล้งแกว่าแกแอบมานอนหรือเปล่าแต่พยายามมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอพี่เดช สายตาผมเริ่มสอดส่ายมองเข้าไปในห้องครัวอย่างละเอียดมากขึ้นทีละส่วนทีละส่วนก็ไม่มีอะไร ผมยืนดูแบบนั้นอยู่เกือบ 10 นาทีก็ไม่มีเจอพี่เดชและไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นครับ เลยตั้งใจว่า “กลับดีกว่าไม่เห็นมีอะไรเลย” แล้วตั้งใจว่าจะเดินไปหาพี่เดชที่ Office
ตอนที่ผมหันหลังกลับมันมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นครับคืออยู่ๆ ผมได้ยินเสียงของอุปกรณ์กระทบกันประมาณว่าถ้ามาจากครัวก็เป็นลักษณะของ “ภาชนะเครื่องครัวกระทบกันครับ” แต่มันเป็นเสียงช่วงสั้นๆ ไม่ดังมากเท่าไหร่เป็นเสียง “แก้งๆ” สองครั้ง พอผมได้ยินตอนนั้นผมก็นึกไปว่า “พี่เดชแอบมาหาอะไรกินแน่ๆ” ผมเลยหันกลับไปมองอีกทีปรากฎว่า “มันไม่มีใครในห้องครัวเลยครับ” ผมก็ งง อยู่เหมือนกันเพราะมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้น “ผมได้ยินมันจริงๆ” คราวนี้เริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรผมก็เดินออกจากครัวต่อไปยัง Office พี่เดช
ผมเดินมาถึงช่วงหัวมุมหนึ่งมันต้องผ่านห้องของ GM ก่อน ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะโดยปกติแล้วพนักงานอย่างเราๆ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปในส่วน Executive Office แบบนี้หรอกครับเพราะถ้าโดนเรียกก็มีสองอย่างแหละคือ “ทำดีจนเรียกไปชม กับ ทำตรงกันข้ามแล้วเรียกไปตำหนิ” ผมก็เลยเดินผ่านไป
แต่จังหวะที่กำลังหันหน้ามาเพื่อจะเดินต่อ สายตาของผมเหลือบไปเห็นแบบผ่านๆ ว่าผู้ชายคนหนึ่งครับกำลังเปิดประตูเข้าไปใน Office ของ GM คือแม้จะเป็นการเห็นแบบหางตาในจังหวะที่จะหันหน้าแต่ผมก็มั่นใจว่าผมเห็นคนกำลังเปิดประตูเข้าไปจริงๆ คือโรงแรมผม GM แกจะ In House อยู่ในโรงแรมผมก็เลยคิดไปว่า “แกลืมของอะไรหรือนึกอะไรได้ตอนดึกหรือเปล่าเลยลงมาเอา” แต่ตอนนั้นมันก็ตี 3 แล้วแกทำไมแกไม่รอให้มันเช้าก่อนนะ คือคิดไปอย่างก็มีความย้อนแย้งอีกอย่างเข้ามา ผมเลยตัดสินใจหันกลับมามองแบบเต็มตัวเพื่อให้รู้ว่าใครนะที่เข้าไป? ความรู้สึกที่ผมเห็นผู้ชายคนนั้นคือเหมือนเค้าเป็นคนต่างชาติไม่ใช่คนไทยกำลังเปิดประตูเข้าไปแต่ตอนผมหันหน้ามานั้นปรากฎว่า “ประตูมันปิดอยู่ครับ” ไม่ได้มีเสียงประตูเพิ่งปิดจากการที่เพิ่งมีคนเปิดเข้าไปเลยและลักษณะก็ปกติดี ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ผมเห็นนั้นมันจริงหรือเปล่าผมเลยตัดสินใจเดินไปที่ประตูห้อง GM แล้วกะว่าจะลองเปิดเข้าไปเลยกะว่าถ้าเจอใครก็ไม่เป็นไรเพราะเราเป็นพนักงานการดูแลความปลอดภัยของสถานที่ก็เป็นอีกอย่างที่เราทำได้ไม่ผิด
แต่ ณ ตอนนั้นมีอีกสิ่งหนึ่งที่สงสัยอยู่เหมือนกันเพราะจากความรู้สึกผมที่เห็นเป็นลักษณะของชาวต่างชาติที่เข้าไปซึ่งถ้าจะเป็น GM ตามที่ผมสันนิษฐานนั้น GM แกของผมเป็นคนไทยแต่ที่ผมเห็นเข้าไปในห้อง “น่าจะเป็นชาวต่างชาติ” แล้วมันจะเป็น GM ไปได้ยังไงที่เข้าไปในห้องนั้น??
เดินมาถึงหน้าห้องผมจัดการจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไปปรากฎว่า...ลูกบิดมันล็อค...เข้าไม่ได้ครับ ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้กลัวและก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะมันน่าจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่าบางครั้ง GM มีธุระมีความลับอะไรเวลาเข้าห้องไปแล้วมีการล็อคบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติแต่ที่ผมสงสัยคือ “แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันมีคนเข้าไปในห้องนั้นจริงหรือเปล่า” ในระหว่างที่เริ่ม งงๆ นั้น ผมก็เลยคิดว่า “เดี๋ยวจะไปหาพี่เดช” จะลองไปเล่าให้แกฟังซะหน่อยกะว่าเดี๋ยวจะชวนกันมาดู ส่วนอีกข้อสันนิษฐานคือ “Room Boy” เข้าไปทำความสะอาดหรือเปล่า? แต่อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่เพราะส่วนใหญ่ที่รู้กันเขาจะมาทำช่วงเช้ามืดเป็นหลัก คิดแบบนั้นแล้วผมก็หันหลังกลับมาแล้วเดินไปตามทางที่จะไป Office พี่เดชต่อกะว่าจะไปคุยเรื่องนี้ด้วย
ผมเดินมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องผ่านส่วนของ Staff Canteen อีกครั้งครับ ซึ่งครั้งแรกที่ผ่านอย่างที่บอกว่าผมมีอาการ “ขนลุกไปทั้งตัวแบบไม่ทราบสาเหตุ” รอบนี้ในระหว่างที่ผมเดินผ่านมันไม่ได้มีอาการนี้ครับเพียงแต่รอบนี้ผมเลือกที่จะ “ไม่มอง” เข้าไปในห้องแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ ระหว่างที่เดินผ่านไปได้ครึ่งห้องจนถึงผ่านประตูทางเข้า Canteen และกำลังจะเดินผ่านไป อยู่ๆ ผมได้ยินเสียงพูดตามหลังมาเบาๆ แบบไม่แน่ใจว่า “หูฝาดหรือเปล่า” เสียงแผ่วเบา แหบแห้งนั้นพูดว่า “หิว”.....
โปรดติดตามตอนต่อไป...
เรื่องหลอนก่อนนอน (EP. 1)
เรื่องหลอนก่อนนอน EP.1
ผมทำงานอยู่ในโรงแรมชายทะเลแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยครับ โรงแรมนี้มีทำเลดีมากเพราะอยู่ติดหาดเลยครับ เรียกได้ว่าแขกที่พักที่นี่สามารถใช้บรรยากาศชายหาดได้ทุกเวลาในการหาความสุขเพื่อดื่มด่ำให้ชีวิต ช่วงเช้าแขกหลายคนจะตื่นมาวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเล่นรับไอทะเล ช่วงบ่ายหลายคนก็ลงไปเล่นน้ำ บางคนก็ทำกิจกรรมริมชายหาด ขี่ม้าบ้าง เล่นกีฬาทางน้ำบ้าง ปะปนกันไปครับ ส่วนพนักงานอย่างเราๆ บางครั้งมันก็มีครับที่จะเดินไปชาร์จพลังที่ริมชายหาดโดยการยืนให้ลมไอเย็นของทะเลกระทบหน้าด้วยเพราะเจอเรื่องราวที่หนักหนาสาหัสกันมาในแต่ละวันพอได้ไอเย็นจากธรรมชาติมาบำบัดมันก็ช่วยให้ดีขึ้นได้ไม่ยากครับ กิจกรรมของโรงแรมทั้งแขกและพนักงานก็ดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งเมื่อปลายปี 2547 หายนะก็มาเยือนโรงแรมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่พังทลายลงตั้งแต่ตัวโรงแรมไปจนถึงชีวิตของพนักงานและแขกจำนวนหนึ่งที่ต้องสูญเสียไปกับวิกฤตในครั้งนั้น
ผมคงไม่ได้เล่าเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่คลื่นยักษ์ลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับโรงแรมอย่างบ้าคลั่งและไม่ได้สนใจความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ว่าจะอยู่หรือตาย ภาพหนึ่งที่ติดตาอยู่ไม่ขาดคือภาพของชายคนหนึ่งที่ลอยคออยู่ในทะเลเพื่อรอความช่วยเหลือแล้วอยู่ๆ ก็มีสังกะสีที่ไหนไม่รู้ถูกคลื่นซัดมากระทบกับร่างของชายคนนั้นก่อนจมหายไปในท้องทะเลมันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากสำหรับผม
แน่นอนว่าหลังจากที่ความพิโรธของท้องทะเลได้จบลง ภาพของความเสียหายของโรงแรมไม่มีอะไรที่จะสามารถมาบรรยายได้ ความสวยงามก่อนหน้านั้นบัดนี้มันได้กลายเป็นซากปรักหักพังจนไม่เหลือเค้าของความสวยงามหรูหราเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป แต่นั่นคือเรื่องของสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายแต่ในส่วนของผู้คนในสถานการณ์ที่มีความเป็นความตายเป็นเดิมพัน สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เริ่มมีการพยายามหาน้ำและอาหารเพื่อนำมาประทังชีวิตให้กับคนเองและคนในครอบครัว มีการฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่พอจะมีกำลังในการจัดหาอาหารและเครื่องดื่มมาได้ด้วยการขายในราคาที่เกินจะรับได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขายให้ซองละ 100 บาทหรือน้ำเปล่าขวดละ 200 บาท ใครที่พอจะมีเงินติดเนื้อติดตัวก็ได้สิทธินี้ไปใครที่ไม่มีก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดประทังชีวิตเอาเองกว่าที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือคนเหล่านี้ก็สร้างผลตอบแทนไปได้มากอยู่
กระบวนการเก็บกู้ศพผู้เสียชีวิตและสำรวจผู้รอดชีวิตดำเนินไปอย่างเร่งรีบและละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาระบุอัตลักษณ์ตัวตนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฏหมายและติดต่อญาติทั้งในและต่างประเทศให้มาดำเนินการต่อได้เร็วที่สุดส่วนผู้บาดเจ็บก็จะได้รับการช่วยเหลือและดูแลรักษาให้ได้ทันท่วงทีทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาตลอดทั้งวันทั้งคืน ในส่วนโรงแรมของผมเองก็เช่นกันที่เริ่มมีการสำรวจความเสียหายและทำการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตพร้อมกับค้นหาผู้บาดเจ็บ การค้นหาดำเนินไปอย่างเร่งรีบและละเอียดรอบคอบซากปรักหักพังชิ้นใหญ่ๆ ที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แล้วว่าอยู่นอกบริเวณที่ไม่เสี่ยงต่อการอาจไปกระทบกับผู้ที่อาจจะถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพังเหล่านั้นค่อยๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป การทำงานเป็นไปอย่างระมัดระวังเจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บที่ยังรอดชีวิตในซากปรักหักพังของโรงแรมหลายคนในสภาพอิดโรยรวมถึงพบศพผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกันสร้างความสลดใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้มีแค่แขกเท่านั้นที่เสียชีวิตแต่ร่างไร้วิญญาณของพนักงานที่เคราะห์ร้ายไม่สามารถหนีได้ทันก็ถูกนำออกมาด้วยเช่นกัน ที่น่าสลดและเสียใจคือบางคนยังใส่ชุด Uniform ของพนักงานอยู่เลยครับ ในส่วนของกระบวนการจัดการกับสภาพของโรงแรมนั้นดำเนินการมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนและเมื่อปรับพื้นที่ของแรมเสร็จแล้วคราวนี้จึงมาถึงขั้นตอนของการ “ปรับปรุงโรงแรม” ให้กลับมาดำเนินการได้อีกครั้งซึ่งทางเจ้าของและฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนน่าจะเสร็จ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วขั้นตอนการปรับปรุงก็ดำเนินการไปตามระยะเวลาที่กำหนด
หลังจาก 1 ปีผ่านไปสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหลายๆ อย่างเริ่มได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐและประชาชนรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ กลับมาดีขึ้น เริ่มมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยในการแจ้งเตือนคลื่นยักษ์สึนามิเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หลายอย่างกลับมาอยู่ในสภาพเดิมรวมทั้งตัวโรงแรมของผมด้วยที่บัดนี้มันได้รับการ Renovation จนกลับมาสู่สภาพใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม เริ่มมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้และเริ่มรับพนักงานกลับเข้าไปทำงานได้เหมือนเดิม แน่นอนว่ามีพนักงานเก่าหลายคนได้โอกาสกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งพร้อมกับพนักงานใหม่ที่รับเพิ่มเข้ามาแทนพนักงานเดิมและเป็นที่น่าเศร้าใจที่พนักงานบางคนนั้น “ไม่มีโอกาสกลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตได้อีกแล้ว” เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเหล่านั้นและเป็นความสูญที่ยิ่งใหญ่ด้านบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถของโรงแรมด้วยเช่นกัน ผมขอไว้อาลัยให้กับทุกดวงวิญญาณของชาวโรงแรมที่ล่วงลับจากเหตุการสึนามิ ในครั้งนั้นด้วยจิตคาราวะและเคารพรักทุกท่านครับ
แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเกิดขึ้น ณ ที่ใดเรื่องราวลี้ลับมันก็ย่อมเกิดตามมาด้วยเช่นกันเหมือนกับเรื่องที่ผมจะเล่าต่อจากนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป
บทความแนะนำ
-
เมื่อพูดถึงโรงแรม ก็จะประกอบไปด้วยหน่วยงานหลัก 2 หน่วยงานคือ ส่วนงาน Operation และส่วนงาน Back Office หรือที่คนโรงแรมชอบเรียกกันว่า...