แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelstays แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelstays แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

ทันทีที่ Facebook ประกาศ Rebrand ตัวเองเป็น “META” และนำตัวเองเข้าสู่ยุคของ METAVERSE หรือ “จักรวาลนฤมิตร” ใน Version ภาษาไทยอย่างเต็มตัว หลายๆ ภาคธุรกิจมีการตื่นตัวกันอย่างแพร่หลายและพยายามวางแผนปรับองค์กรเข้าสู่ยุคของ Metaverse กันอย่างคึกคัก มีทั้งการปรับองค์กรด้วยตนเองหรือแม้แต่การไปเป็นพันธมิตรทางการค้ากับบริษัทที่มี Know How ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Metaverse เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรของตนเองให้ดูทันสมัยและมี Movement อยู่ตลอดเวลา ส่วนในความเป็นจริงๆ แล้วการปรับตัวเหล่านั้นจะไปได้ไกลแค่ไหนคำตอบคงมีให้เห็นในไม่ช้า



มาถึงอุตสาหกรรมการโรงแรมซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่หนีไม่พ้นในการต้องเริ่มหาทางปรับตัวรับ Trend ของ Metaversee นี้ เพราะแม้เราจะเข้าใจกันดีว่าอุตสาหกรรมโรงแรมนั้นเป็นธุรกิจที่ “สร้างความสุขกับการพักผ่อน” ของแขกผู้เข้าพัก การได้มาพักในโรงแรมที่มีทัศนียภาพสวยๆ มีบริการที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วนถือเป็นจุดแข็งและเอกลักษ์ที่โลกเสมือนจริงไม่สามารถมอบประสบการณ์เหล่านี้ให้กับแขกผู้เข้าพักได้ดีเท่ากับการที่แขกได้เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง
แต่ถึงยุคหนึ่งที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและกระแสการไหลบ่าเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายทำให้ในหลายๆ ครั้งโรงแรมเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวไปตามกระแสเหล่านั้นแม้จะยังคงมีจุดแข็งด้านการมอบ Customer Experience ในโลกแห่งการพักผ่อนที่สัมผัสได้ให้กับแขกผู้เข้าพักแต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ในบางครั้ง “แขกผู้เข้าพักก็อยากลองประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่ล้อไปตามกระแสเทคโนโลยีดูบ้าง” แม้จะไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจโรงแรมไปอย่างเต็มตัวแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีหลายบริการที่ต้องปรับไปตามกระแสเทคโนโลยีตั้งแต่ การใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานในโรงแรม การพัฒนาระบบการชำระเงินและการ Check In ให้เป็นแบบ Touchless บ้าง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงต้องมีการพัฒนากันไปอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีการนำเทคโนโลยี VR/AR ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเสมือนที่มีความใกล้เคียงกับความเป็น Metaverse เข้ามาใช้งานในบางโรงแรมแต่ก็ยังไม่นับว่านี่เป็นการเข้าสู่ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะ VR/AR เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกเสมือนที่สร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าได้เฉพาะส่วนที่ได้มีการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น เช่น การสำรวจห้องพักและโรงแรมผ่านเทคโนโลยี VR/AR เป็นต้น
ในส่วนของ Metaverse ถ้าจะมองกันตามความเป็นจริงๆ แล้วเชื่อว่าน่าจะเข้ามาส่งผลกระทบเป็นส่วนน้อยกับอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะถ้าเรามองดูธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับกระแส Metaverse และทำให้จักรวาลนฤมิตรนี้ได้รับความนิยมจนมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาเป็นอีกโลกคู่ขนาดหนึ่งของเราอย่างอุตสาหกรรมเกมส์เราจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมถ้าจะเติบโตในโลก Metaverse ได้เท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์นั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะ Ecosystem ที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยทั้งในมุมของนักพัฒนาและผู้ใช้งานแล้วยังมีเรื่องของ “เศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมโลก Metaverse” ที่ยังคงไม่มีมูลค่ามหาศาลจนดึงดูนักลงทุนและผู้ใช้งานได้มากเท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์ที่มีพร้อมทั้งนักพัฒนา ผู้เล่น ผู้ใช้งาน และเศรษฐกิจหมุนเวียนต่างๆ เช่น การซื้อขายที่ดินและตัวละครในเกมส์ ยังไม่นับรวมกระแส “Play to Earn” ที่เล่นเกมส์แล้วสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นได้อีก
แต่หากจะมองกันว่าจะมีส่วนไหนของ “Metaverse” ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงแรมได้บ้างและน่าจะทำให้ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเกิดขึ้นได้จริง อาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นดังนี้
1. การร่วมมือกันของ Supply Chain ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการสร้าง Metaverse ร่วมกัน เพราะหากจะสร้าง Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพียงอย่างเดียว คนเดียว อาจจะดึงดูผู้ใช้งานได้น้อยมากแต่หากเป็นการรวมกลุ่มกัน ตัวอย่างเช่น การซื้อที่ดินใน Metaverse แล้วสร้างเป็น Communities ด้านการท่องเที่ยวขึ้นมา มีโรงแรม มีร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว มีกิจกรรม ให้ผู้เข้าใช้งานได้มีส่วนร่วม เป็นโลกเสมือนอีกโลกหนึ่งที่ให้ผู้ใช้งานมาใช้เวลาในการท่องเที่ยวได้เหมือนการมาเที่ยวด้วยตนเองจริงๆ โดยอาจจะต้องมี Challenge การให้รางวัลหรือการสร้างรายได้เข้ามาจูงใจ หากเป็นลักษณะนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ในการเข้าสู่โลก Metaaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
2. ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งหากอุตสาหกรรมโรงแรมจะเข้าสู่ Metaverse เพราะด้วยข้อจำกัดด้านความนิยม แรงดึงดูให้ผู้คนเข้าไปใช้งาน หาก Metaverse ที่อุตสาหกรรมโรงแรมจะสร้างขึ้นไม่มีขนาดของเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ที่ใหญ่พอจะดึงดูให้คนเข้าไปใช้งานได้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse ของอุตสาหกรรมเกมส์ที่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในปัจจุบัน
3. Ecosystem สภาพแวดล้อมภายใน Metaverse ทั้งในส่วนของนักพัฒนา นักลงทุน ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน และผู้ใช้งาน ที่จำเป็นต้องใช้เวลาและสิ่งดึงดูดให้องค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้น
คงจะเร็วไปที่จะสรุปว่า Metaverse ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมการโรงแรมและผู้ประกอบการรวมทั้งบุคคลากรในอุตสาหกรรมไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลกับกระแสของ Metaverse มากไปเพราะด้วยข้อมูลและภาพของอุตสาหกรรมโรงแรมที่จะโลดแล่นอยู่ในโลกของ Metaverse นั้นยังคงไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเราจะไม่มีโอกาสเห็นอุตสาหกรรมโรงแรมบนโลก Metaverse เกิดขึ้นจริง จนกว่าจะถึงเวลานั้นคงต้องรอให้กระแสของ Metaverse มีความชัดเจนและเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ก่อนจึงจะตอบได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมและยุค Metaverse ที่จะมาถึงนี้สามารถเดินทางควบคู่กันไปได้หรือไม่? และถ้าไปได้ จะไปในทิศทางใดเราคงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
N. Kamolpollapat - Hotel Man
5 December 2021

Movenpick

Hotel Man Travel EP ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "น้องต่อ" Marcom. Manager ก่อนนะครับที่เชิญเฮียไปพักและให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับ Mövenpick Siam Hotel Na Jomtien Pattaya อีกหนึ่ง Family Hotel ที่น่าสนใจมากครับ ด้วยตัวทำเลที่ตั้งที่อยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก ตัวโรงแรมมีความเป็นส่วนตัวสูงหาดโรงแรมมีลักษณะเป็นเหมือนหาดส่วนตัว สำหรับประสบการณ์การเข้าพักของเฮียกับที่นี่นะครับ


1. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Junior Suite Room - Seaview ตัวห้องค่อนข้างกว้างขวางและดูโปร่งโล่งดีครับ ไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรมาก *ที่ให้เต็มสิบเลยคือที่นอนและหมอนครับเพราะนอนหลับสบายมากแบบเวลาที่เอนหลังลงไปหัวถึงหมอนแล้วมันรองรับสรีระเราพอดีช่วยให้หลับสบายหลับสนิทขึ้นครับ ส่วนห้องน้ำก็มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่คนที่มี Honeymoon หรือ Wedding Aniversary น่าจะชอบ ระเบียงห้องเฮียมองออกไปเห็นวิวทะเลแบบเต็มลูกหูลูกตาเลยแต่จะมีบางครั้งด้วยความที่มันตั้งอยู่กับ Project Residence ของโครงกรร White Sand Beach เลยอาจจะมีกลิ่นบุหรี่ลอยมานิดๆ
2. F&B Outlet ค่อนข้างเยอะเลยครับเลือกได้ตามใจชอบเลยมีครบทุกความต้องการตั้งแต่ คนรักเนื้อและสเต๊กกับเนื้อวัวนำเข้าระดับ Premium ที่ห้องอาหาร T55 New York Grill Room คนรักของหวานที่ Red Coral Lounge คนรักอาหารไทยที่ Twist และ La Costa สำหรับอาหารเช้าของเฮียไปทานในส่วนของ Panorama Club Lounge ชั้น 3 อาหารค่อนข้าง Premium ดีครับในส่วนของเนื้อสัตว์ แฮม ต่างๆ แต่สำหรับอาหารเช้าที่ Twist ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากครับมีความหลากหลายและคุณภาพดีเหมือนกัน เข้าพักที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลยครับถ้าไม่มี Program ต้องออกไปกินร้านข้างนอกโรงแรมอยู่ในโรงแรมก็หาทานได้สะดวก รสชาติดีครับ
3. ตัวสระว่ายน้ำแบ่งโซนระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ค่อนข้างเป็นสัดส่วนและยังมี Lifeguard คอยดูแลตลอด มีห้องอาหาร "La Costa" เผื่อเวลาหิวด้วย หน้าหาดมี Sunbed ให้บริการค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ บวกกับกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัค ที่พายได้ฟรี (ถ้าไม่กลัวร้อนนะ 55)
4. สำหรับเด็กๆ ที่นี่จะมีส่วนของสนามเด็กเล่นและห้อง Kids Club ไว้ให้บริการด้วยนะครับ เท่าที่เฮียเห็นนี่น้องๆ ดู Enjoy กันมากเลย ที่สำคัญเค้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยโดยจะมีการทำความสะอาดเครื่องเล่นเป็นรอบๆ ด้วยนะครับ
5. ลานจอดรถถือว่าเยอะอยู่แต่ถ้าจะจอดในร่มอาจจะต้องรอจังหวะดีๆ นิดนึงเพราะมีจำนวนจำกัดส่วนใหญ่จะได้จอดที่ลานกลางแจ้งกันเพราะมีขนาดใหญ่และจุได้เยอะกว่า แม้จะไกลจากตัว รร แต่เค้าก็มีรอรับ-ส่ง อยู่ครับ
โดยรวมก็แนะนำสำหรับคนที่กำลังหาที่พักแนวครอบครัวที่มีกิจกรรมเยอะ อยากใช้เวลาในโรงแรมมากกว่าการใช้เวลาข้างนอกเพราะที่นี่ถ้ามาแล้วอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวันเลยครับ
Room Type : Junior Suite Room - Sea View
Room Rate : Full Complimentary
Hotel Man Rating Score : 8/10
สำหรับคนที่สนใจโรงแรมนี้นะครับ ติดต่อได้ที่
ช่องทางการจอง https://bit.ly/3BAIQyK
โทรศัพท์ 033-078-888
อีเมล์ HB4J6-RE1@accor.com
ข่าวสารและ Promotion โรงแรม: facebook.com/movenpickpattaya
LINE: https://in.ee/TEsZJPA
หรือ @movenpickpattaya.

Centara Ladprow

Hotel Man Travel EP. นี้เป็น EP แรกที่เฮียกลับมารีวิวอีกครั้งหลังจากที่มีมาตรการคลายล็อคดาวน์นะครับวันนี้เฮียพาพวกเรามาที่โรงแรม City Hotel ระดับ 5 ดาวโรงแรมหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ Central Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok สำหรับ Experience จากการเข้าพักรอบนี้




1. เรื่องการจองที่เฮียใช้สิทธิ "เราเที่ยวด้วยกัน" พนักงานให้ความช่วยเหลือในการจองดีมากครับตั้งแต่รับจองและการส่ง Link การชำระเงินมาให้ "แต่" ตอนจองเฮียดันไปกดใส่ 1 Adult ราคาเลยรวมอาหารเช้าคนเดียวรู้ตัวก็ตอนไป Check In แล้ว สุดท้ายก็เลยต้องยอมไปจ่ายเพิ่มอีก 1 คนที่ห้องอาหารและก็ใช้ Benefit ค่าอาหารจากเราเที่ยวด้วยกันลดราคา ABF แบบ Walk-in จากพันกว่าบาทเหลือจ่าย 500 บาทเพราะรัฐช่วยไปแล้ว 600 พนักงานก็บอกเฮียมานะว่า "ถ้าจองมาตอนจองจะถูกกว่านี้" แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันจองไปแล้ว พลาดเลย
2. เรื่องของพนักงานอันนี้ชื่นชมมากจากใจจริงเลยครับเพราะทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทาย ดูแลเอาใจใส่แขกดีมากและเป็นการยิ้มและทักทายให้ความช่วยเหลือที่มาจากใจจริง มี Service Mind ดีมาก Concierge คอยถามตลอดที่เฮียลงลิฟท์มาที่ Lobby ว่า "ไปไหนครับ" คอยบอกทางตลอดเนื่องจากโรงแรมค่อนข้างใหญ่ Outlet จะกระจายๆ กันเขารู้จุดนี้เลยเตรียมความช่วยเหลือไว้แต่เนิ่นๆ ส่วนห้องอาหารก็ดีมากๆ ครับ มี Manager เดินมาแนะนำตัวตอน ABF ด้วยว่า "เขาชื่ออะไร? เป็นผู้จัดการห้องอาหารนะ มีอะให้ให้ช่วยยินดีครับ" ชื่นชมแผนก Training และระบบการฝึกอบรมที่นี่มากครับ ปล.เจอน้อง FC คนนึงดีใจมากครับที่ได้พบ Fan Page ที่นี่
3. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Deluxe King Bed เตียงนุ่มมากกกก หลับสบาย เข้ากับหมอนที่นุ่มกำลังดี โต๊ะทำงานกว้างมากก็เหมาะเลยครับกับ Business Trip หรือ Workation ห้องน้ำก็ขนาดกำลังดีมีที่นั่งอาบน้ำด้วยครับ
4. สระว่ายน้ำในความรู้สึกเฮียค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดโรงแรมแต่คาดว่าด้วยความเป็น City Hotel น่าจะไม่ค่อยมีใครลงมาว่าย บรรยากาศรอบๆ สระว่ายน้ำร่มรื่นดีครับมีต้นไม้เยอะพื้นที่สีเขียวเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ นอนเล่น ริมสระน้ำมากครับ ตอน Check In พนักงานแจ้งว่าสระน้ำต้องจองก่อน อาจด้วยเพราะต้องจำกัดจำนวนผู้ใช้งานมาตรมาตรฐาน SHA+ เช่นเดียวกับการใช้งาน SPA Cenvaree
5. อาหารเช้าค่อนข้างหลากหลายเลยครับ รสชาติดี มีให้เลือกเยอะจนเลือกไม่ถูก 555 พนักงานดูแลดีมากๆ ครับ
6. สาย Shopping น่าจะชอบเลยเพราะโรงแรมมีทางเชื่อมต่อกับห้าง "เซ็นฯ ลาดฯ" ไปมาสะดวกเหมาะแก่การ Shopping พร้อมการพักผ่อนนักแล 555
ปล. ใครที่มาจากถนนรัชดาฯ​ ให้ดูทางเลี้ยงตรงห้าแยกลาดพร้าวดีๆ นะครับเพราะถ้าเลี้ยวผิดจากพหลโยธินไปออกวิภาวดีนี่หนังชีวิตดีๆ เลยนะกว่าจะได้ U-Turn กลับมา อีกอย่างตอนเลือกเข้าลาดจอดรถให้เลือกเข้าช่องที่ 4 นะครับมันจะมีช่องสำหรับแขกจอดรถที่พักในโรงแรมอยู่จะได้ไม่ต้องเดินไกลครับ
Room Type: Deluxe King Bed
Room Rate : 1,900 THB Net. + ABF 1 Adult
Special Benefit : Discount from "เราเที่ยวด้วยกัน" 40% + คูปองอาหาร 600 บาท
Hotel Man Rating Score : 7/10

วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ

 เรื่องเล่า นิยายก่อนนอน ตอนจบ

เมื่อผมได้ยินเสียงนั้นถ้าเป็นคนปกติแน่นอนว่าเราจะต้องเลือกที่จะหันหลังกลับไปตามต้นทางที่มาของเสียงแต่ปรากฎว่าตอนนั้นอะไรมันดลใจให้ผมเลือกที่จะหันหน้าเข้าไปมองใน Canteen แทนที่และทันทีที่สายตาของผมสอดส่องเข้าไปในห้องกระจกนั้นผมเห็นร่างของผู้ชายคนหนึ่งสวม Uniform พนักงาน ที่น่าประหลาดใจคือ Uniform ที่เขาสวมนั้นมันเป็น Uniform เก่าซึ่งใช้ก่อนที่โรงแรมจะถูกคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่ม


ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวมากครับ อาการเหมือนคนกำลังจะเป็นลม หูมันอื้อไม่ได้ยินอะไรและที่แทบทำผมช็อคคือผู้ชายที่ผมเห็นในห้อง Canteen ค่อยๆ หันมามองหน้าผมแล้วทำท่าเหมือนจะกวักมือเรียก สภาพผมตอนนี้เหมือนถูกสะกดจิตเพราะจะก้าวขาวิ่งก็ก้าวไม่ออก จะร้องให้คนช่วยก็ร้องไม่ได้ และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกเหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดผู้ชายคนนั้นเริ่มค่อยๆเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆผมในตอนนี้แทบจะไม่มีแรงยืนอีกต่อไป สภาพร่างกายตอนนั้นใกล้เคียงกับคำว่าแทบล้มทั้งยืนเพราะทำอะไรไม่ถูกจริงๆ แล้วจู่ๆ ด้านหลังผมเหมือนมีมือมาแตะที่ไหล่ ซึ่งไม่น่าจะใช่มือของชายคนที่อยู่ใน Canteen เพราะตอนนี้เค้าเพิ่งจะเริ่มก้าวเดินเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ แล้วมือที่แตะไหล่นี้มันของใครนะ??? 


ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรก็มีเสียงเรียกกลับมาเฮ้ย..มึงมาทำอะไรพร้อมเขย่าตัวผม ทำให้ผมตื่นจากภวังค์และรู้สึกตัวก่อนรีบหันไปแล้วพบว่าที่มาของเสียงนั้นคือพี่เดชที่ตอนนี้ยืน งง ว่าผมมาทำอะไร แกเขย่าตัวผมอยู่สักพักผมที่เริ่มรู้สึกตัวก็บอกว่าพี่เดช ผมว่าผมเจอหว่ะพี่เดชได้ยินก็ทำหน้า นิ่งไปพักนึงแล้วก็ถามผมมาว่ามึงอย่าบอกกูนะว่ามึงลงไปที่ครัวมากูบอกแล้วไงว่าอย่าไป ผมที่ตอนนั้นเหมือนสติหลุดก็รีบพาพี่เดชเดินออกมาให้พ้นจากตรง Canteen มายืนอยู่มุมหนึ่งของทางเดินแล้วก็เร่ิมสาธยายเล่าเรื่องต่างๆ ให้แกฟังทั้งหมดทั้งเรื่องที่ได้ยินเสียงอุปกรณ์ในห้องครัว เรื่องฝรั่งที่เจอเข้าไปในห้อง GM และที่พลาดไม่ได้เรื่องใน Canteen


พี่เดชแกยืนฟังอย่างสงบ รอจนผมพูดจบแล้วแกก็พูดขึ้นมาว่าในเมื่อมึงเจอขนาดนี้แล้วเดี๋ยวกูจะเล่าให้ฟังแล้วกันแกเริ่มเล่าตั้งแต่ห้องครัวก่อนเลยว่าที่ผมได้ยินเสียงทำครัวนั้นมันเป็นสาเหตุเดียวกับที่แกไม่อยากให้ผมลงมาตอนช่วงตี 3 เพราะเป็นเวลาที่เพื่อนแกซึ่งเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์สึนามิชอบมาปรากฎตัวให้เห็นเหมือนยังเข้าใจว่าตัวเองต้องมาทำงานอยู่ ส่วนเรื่องของฝรั่งที่เจอนั้นเป็น GM คนเก่าที่เสียชีวิตไปจากการที่แกพยายามจะหนีออกมาตอนที่น้ำเริ่มพัดเข้ามาในโรงแรมแต่ออกมาไม่ทันเลยถูกน้ำพัดลงหายไปในทะเลส่วนสุดท้ายคือคนที่ผมเห็นในครัวนั้นคือพนักงานรอบดึกที่มาแอบนอนใน Canteen แล้วหนีไม่ทันตอนสึนามิมา


ผมได้ฟังแล้วก็พูดไม่ออกเพราะทุกอย่างที่พี่เดชเล่ามาทุกคนในเรื่องนี้ผมเจอมาทั้งหมดภายในคืนเดียว เรื่องยังไม่จบแค่นั้นครับอยู่ๆ พี่เดชก็พูดขึ้นมาว่ามึงอยากเห็นมั้ยล่ะว่าที่กูพูดจริงมั้ยเอาจริงๆ ตอนนั้นผมเหมือนคนบ้านิดๆ คือออกแนวว่าไหนๆ กูก็เจอมาขนาดนี้แล้วก็เอาแม่งให้สุดเลยดีกว่าผมเลยบอกแกไปว่าได้พี่เอาไงเอากันพี่เดชเลยบอกว่างั้นมึงห้องครัวกับกูเลยตอนนี้ผมกับพี่เดชก็เดินทางไปห้องครัวกันพอไปถึงสภาพแสงไฟสลัวๆ ยังคงเหมือนเดิม เราสองคนยืนแอบมุมอยู่แล้วพี่เดชก็บอกว่ามึงลองมองไปทางตู้เย็นแล้วคอยดูนะผมก็ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะกลัวอยู่ก็ทำตามที่แกบอก แล้วสิ่งที่ผมเห็นทำเอาผมแทบล้มทั้งยืนอีกครั้ง ผมเห็นผู้ชายใส่ชุด Chef กำลังเปิดตู้เย็นอย่างช้าๆ แล้วหยิบอาหารออกมาเหมือนจะกำลังเตรียมทำอะไรสักอย่าง ก่อนจะเดินไปหยิบถาดมาเตรียมใส่วัตถุดิบซึ่งนั่นคือเสียงที่ผมได้ยินลักษณะท่าทางของเขาดูเหมือนคนปกติและค่อยๆ เตรียมการไปอย่างช้าๆ ถึงตอนนี้ผมทนไม่ไหวเลยหลบเข้ามาและบอกพี่เดชว่าพี่ผมไม่ไหวแล้วหว่ะ ไปเหอะก่อนจะรีบวิ่งมาจากตรงนั้นกลับไปที่ Office เลยครับ โดยไม่ได้สนใจเลยว่าพี่เดชแกจะตามมามั้ย แล้วผมก็นั่งอยู่ใน Office จนเช้าโดยไม่ได้พูดไม่ได้บอกกับใครพอถึงเวลาออกกะก็รีบลงมาเตรียมตัวกลับบ้าน


ในระหว่างทางที่เดินไปที่ Locker ช่วงประมาณ 6 โมงเช้าพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นดีมีแสงอาทิตย์สลัวๆ ผมเดินสวนกับผู้ชายคนหนึ่งใส่ชุด Chef ลักษณะท่าทางเหมือนกับคนที่ผมเห็นเมื่อคืนที่ห้องครัวท่าทางเหมือนกำลังเพิ่งออกกะดึกมาตอนนั้นผมเริ่ม งงๆ เพราะถ้าแกเป็น Chef ก็ไม่น่าจะเข้ากะกลางคืนนี่นาเพราะพี่เดชแกเข้าอยู่ แม้จะไม่แน่ใจว่าใช่คนๆ เดียวกันไหมเพราะตอนนั้นผมก็เห็นไม่ชัดแต่ผมคิดว่าน่าจะใช้คนๆ เดียวกัน อาการขนหัวลุกของผมเริ่มกลับมาอีกครั้งผมเลยรีบเดินผ่านมาอย่างไวจนมาหยุดที่หน้าห้อง HR ผมเห็นประกาศในบอร์ดอันหนึ่งผมเดินเข้าไปดูอย่างช้าๆ แล้วก็แทบล้มทั้งยืนเพราะในประกาศเขียนใจความสรุปว่าขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณเดชและหากพนักงานท่านใดต้องการร่วมทำบุญในงานศพของคุณเดชสามารถบริจาคได้ที่บัญชี...” พนักงานที่มายืนดูป้ายกลุ่มหนึ่งพูดกันว่าสงสารพี่เดชนะแกขับรถของแกอยู่ดีๆ ไอ้รถเก๋งคันนั้นดันเมาแล้วมาชนแกซะอย่างนั้น สงสารแกจริงๆพร้อมกับเสียงอีกคนที่ถามขึ้นมามึงแล้วพี่เดชแกไปตั้งแต่เมื่อไหร่วะอีกคนก็ตอบกลับไปแกไปตั้งแต่เมื่อคืนช่วงค่ำๆ ที่แกจะมาเข้างานนั่นแหละ


ผมอึ้งจนพูดไม่ออกและยังคิดไปอยู่ว่านี่ผมฝันไปหรือเปล่าเพราะเมื่อคืนพี่เดชแกอยู่กับผมและเรายังคุยกันอยู่เลยตอนนั้นผมทำอะไรไม่ถูกเพราะเจอเหตุการณ์ช๊อคครั้งที่สามผมเลยวิ่งออกมาจากโรงแรมทั้งชุด Uniform กลับหอพักแบบไม่คิดชีวิต ในขณะที่วิ่งมาได้ครึ่งทางผมเหลือบไปเห็นไทยมุงกลุ่มหนึ่ง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังยืนมุงดูอะไรกันอยู่สักอย่างด้วยความอยากรู้อยากเห็นแม้จะช๊อคแต่ด้วยนิสัยขี้เสือกของผมก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปดู


ผมค่อยๆ เดินเข้าไปในวงอย่างช้าๆ โดยที่ไม่มีใครว่าอะไรเหมือนผมไม่มีตัวตน ผมอยากรู้ว่าเค้ามุงอะไรกันและทันทีที่ผมเห็นสิ่งที่เขามุงกันอยู่นั้นมันคือศพของชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าใส่ชุดพนักงานโรงแรมสักพักเจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเริ่มที่จะเก็บกู้ศพจึงค่อยๆ พลิกศพจากนอนคว่ำให้เป็นท่านอนหงายซึ่งขณะนั้นมีเสียงซุบซิบกันของฝูงชนผมจับใจความได้ว่าน่าสงสารน้องเค้าจริงๆ โจรสมัยนี้ก็อำมหิตจังมือถือเครื่องเดียวถึงกับฆ่าแกงกันได้ ใจร้ายจริงๆผมเลยน่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นการฆ่าชิงทรัพย์กัน พอกู้ภัยเริ่มจับศพพลิกท่านอนหงายปรากฎว่าเมื่อหงายหน้ามาผมจึงรู้ว่าศพนั้นมันคือตัวผมเองและที่ไปทำงานมาเมื่อคืนนี้มันคือคนสองคนที่มีจุดจบเดียวกันคือผมและพี่เดชนั่นเอง 


ยังไงก็เตรียมตัวกันไว้นะครับ ผมและพี่เดชอาจจะไปร่วมงานกับคุณที่ไหนสักแห่งในโลกใบนี้ก็ได้ หึหึหึ




เรืองเล่าก่อนนอน Part III

เรืองเล่าก่อนนอน Part III

ออกจากพี่เดชมา ผมก็ตรงมาที่ Office แล้วก็จัดการเคลียร์งานที่ต่อรอบกับเพื่อนรอบบ่ายไว้ว่ามีอะไรบ้างแล้วก็ปกติของชาวรอบดึกนั่นแหละครับที่เสียงเพลงคืออีกหนึ่งเพื่อนร่วมงานชั้นดีที่เราคุ้นเคย ระหว่างทำงานผมก็เปิดเพลงในมือถือไป นั่งอ่าน Log Book ไป ไล่ไปจนหมด สักพักผมก็มานั่งเล่นเน็ตซึ่งก็อีกกิจกรรมยามว่างของรอบดึกที่เรารู้กันนะครับ 


ผมท่องโลกออนไลน์ไปเรื่อยๆ แล้วมีแว้บนึงที่ผมเข้า youtube แล้วมีภาพของเหตุการณ์สึนามิที่เพิ่งผ่านไปซึ่งมีคนนำมาลง ด้วยความที่บาดแผลในจิตใจของผมก็ยังมีอยู่กับช่วงเวลานั้นผมเลยอดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปดูซึ่งคลิปที่ผมเข้าไปดูทำให้ผมนั้นทำให้ผมรู้สึกตกใจ เศร้าและหดหู่อย่างมากครับ มันเป็นภาพของคลื่นที่ซัดผู้คนหายจมไปกับท้องทะเล มีภาพของเกลียวคลื่นที่ซัดเข้าหาสิ่งปลูกสร้างริมชายหาดจนราบเป็นหน้ากลอง แม้ในยุคนั้นคุณภาพของ VDO จะไม่ได้ดีคมชัดระดับ 4K เหมือนปัจจุบันแต่คนที่เคยมีอดีตกับเรื่องนี้ต่อให้มีแค่เสียงมันก็รับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นครับ


ผมนั่งดูคลิปไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ เพลงที่ผมเปิดฟังในมือถือมันก็หยุดลงโดยที่ผมยังไม่ได้ไปทำอะไรกับมันเลยครับ แต่ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรก็กะว่ามันคงเป็นที่ระบบมือถือแน่ๆ แต่พอหยิบมาดูปรากฎว่าตัวเล่นเพลงของผมมันเหมือนักบถูกกฎ Pause เอาไว้เหมือนเวลาเราฟังเพลงแล้วมีคนมาคุยด้วยแล้วเรากดหยุดชั่วคราวนั่นแหละครับ ช่วงจังหวะที่ผมนิ่งไปหัวมันมีแว้บไปคิดถึงเรื่องที่พี่เดชบอกว่ามึงอย่าลงมาที่ครัวตอนตี 3 นะด้วยความสงสัยแบบเอาจริงๆ ก็มีคิดนิดๆ ว่าหรือว่าในครัวจะมี...” แต่ก็ยังชั่งใจอยู่ว่าจะเชื่อเรื่องแบบนี้ดีไหม? มีความคิดอกุศลอีกอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาว่าหรือพี่เดชแกจะแอบมาขโมยของออกไปตอนนั้นเลยห้ามเราไปคิดมั่วซั่วไปหมดครับตอนนั้น แต่ส่วนตัวผมตัดสินจแล้วว่าเดี๋ยวกูจะลงไปดูตอนตี 3” เพราะขัดใจว่าจะห้ามอะไรกันนักกันหนาวะแล้วผมก็นั่งรอเวลาใน Office ต่อไป แต่ในขณะที่ผมกำลังยืนกดมือถือและพิงผนังอยู่ปรากฎว่าอยู่ๆไฟในห้องก็ดับลงดื้อๆ เลยครับผมตกใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น พอตั้งสติได้ผมค่อยๆ หันหลังไปคลำสวิตช์ไฟปรากฎว่า............ “ตอนผมพิงผนังหลังผมมันไปโดนสวิตช์ไฟเข้าไฟเลยดับ” Ok เรื่องนี้ผ่านไปแบบตกใจนิดๆ


ผมรอเวลาจนถึงช่วงตี 3 ช่วงที่พี่เดชแกสั่งห้ามนักห้ามหนาว่าอย่าลงมาแต่ผมตั้งใจแล้วว่ากูจะไปแล้วก็จัดการเอาวิทยุสื่อสาร (.) มาด้วยเผื่อ Front รอบดึกติดต่อมากรณีแขกสั่งอาหาร ผมค่อยๆ เดินมาตามทางที่มาห้องครัวบรรยากาศตอนนั้นถึงแม้มันจะมีแสงสว่างแต่ด้วยความที่ระหว่างทางมันต้องหลายห้อง หลายประตู มันเลยดูวังเวงๆ นิดๆ เพื่อเอาจริงๆ ก็มีแอบคิดว่าจะมีใครเปิดประตูมาไหมวะแต่ห้องต่างๆ ที่ว่ามานั้นเทียบแล้วบรรยากาศยังไม่น่าวังเวลเท่ากับการที่ผมต้องเดินผ่าน Staff Canteen ซึ่งเป็นห้องกระจกแล้วลองนึภาพว่าในห้องกระจกมีโต๊ะเก้าอี้นั่งทานข้าวเยอะๆ ไฟมืดๆ และโดยสัญชาตญาณคนเรามันก็อดมองไปไม่ได้จริงๆ ครับมีแว้บนึงผมมองเข้าไปมันรู้สึกวังเวงๆ เหมือนกันผมเลยหยุดมองและหันหน้ากลับมาแต่เชื่อมั้ยครับสัญชาตญาณคนเราเวลามีคนมองมันจะรู้สึกครับปรากฎว่าในขณะที่ผมกำลังเดินผ่าน Staff Canteen นั้นผมรู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองตามผมอยู่ สักพักขนผมลุกโดยไม่รู้ตัวครับ ซึ่งเป็นอาการที่ผมเข้าใจเลยว่าเวลาที่คนเค้าพูดกันว่าขนหัวลุกมันเป็นยังไงแต่ผมก็ไม่ได้สนใจก็เดินไปที่ครัวต่อ


จนไปถึงหน้าห้องครัว สภาพตอนนั้นคือมีไฟเปิดอยู่บางดวงให้แสงสว่างสลัวๆ อุปกรณ์เครื่องครัวถูกจัดวางตามปกติแสงไฟที่มีอยู่ตอนนั้นทำให้บางส่วนของห้องส่องสว่างแต่บางส่วนของห้องก็มืดสลัวๆ ผมพยายามมองหาพี่เดชเพราะอย่างที่บอกตอนแรกว่าผมกะจะมาแกล้งแกว่าแกแอบมานอนหรือเปล่าแต่พยายามมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอพี่เดช สายตาผมเริ่มสอดส่ายมองเข้าไปในห้องครัวอย่างละเอียดมากขึ้นทีละส่วนทีละส่วนก็ไม่มีอะไร ผมยืนดูแบบนั้นอยู่เกือบ 10 นาทีก็ไม่มีเจอพี่เดชและไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นครับ เลยตั้งใจว่ากลับดีกว่าไม่เห็นมีอะไรเลยแล้วตั้งใจว่าจะเดินไปหาพี่เดชที่ Office 


ตอนที่ผมหันหลังกลับมันมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นครับคืออยู่ๆ ผมได้ยินเสียงของอุปกรณ์กระทบกันประมาณว่าถ้ามาจากครัวก็เป็นลักษณะของภาชนะเครื่องครัวกระทบกันครับแต่มันเป็นเสียงช่วงสั้นๆ ไม่ดังมากเท่าไหร่เป็นเสียงแก้งๆสองครั้ง พอผมได้ยินตอนนั้นผมก็นึกไปว่าพี่เดชแอบมาหาอะไรกินแน่ๆผมเลยหันกลับไปมองอีกทีปรากฎว่ามันไม่มีใครในห้องครัวเลยครับผมก็ งง อยู่เหมือนกันเพราะมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นผมได้ยินมันจริงๆคราวนี้เริ่มเอะใจแต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไรผมก็เดินออกจากครัวต่อไปยัง Office พี่เดช 


ผมเดินมาถึงช่วงหัวมุมหนึ่งมันต้องผ่านห้องของ GM ก่อน ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะโดยปกติแล้วพนักงานอย่างเราๆ ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปในส่วน Executive Office แบบนี้หรอกครับเพราะถ้าโดนเรียกก็มีสองอย่างแหละคือทำดีจนเรียกไปชม กับ ทำตรงกันข้ามแล้วเรียกไปตำหนิผมก็เลยเดินผ่านไป


แต่จังหวะที่กำลังหันหน้ามาเพื่อจะเดินต่อ สายตาของผมเหลือบไปเห็นแบบผ่านๆ ว่าผู้ชายคนหนึ่งครับกำลังเปิดประตูเข้าไปใน Office ของ GM คือแม้จะเป็นการเห็นแบบหางตาในจังหวะที่จะหันหน้าแต่ผมก็มั่นใจว่าผมเห็นคนกำลังเปิดประตูเข้าไปจริงๆ คือโรงแรมผม GM แกจะ In House อยู่ในโรงแรมผมก็เลยคิดไปว่าแกลืมของอะไรหรือนึกอะไรได้ตอนดึกหรือเปล่าเลยลงมาเอาแต่ตอนนั้นมันก็ตี 3 แล้วแกทำไมแกไม่รอให้มันเช้าก่อนนะ คือคิดไปอย่างก็มีความย้อนแย้งอีกอย่างเข้ามา ผมเลยตัดสินใจหันกลับมามองแบบเต็มตัวเพื่อให้รู้ว่าใครนะที่เข้าไป? ความรู้สึกที่ผมเห็นผู้ชายคนนั้นคือเหมือนเค้าเป็นคนต่างชาติไม่ใช่คนไทยกำลังเปิดประตูเข้าไปแต่ตอนผมหันหน้ามานั้นปรากฎว่าประตูมันปิดอยู่ครับไม่ได้มีเสียงประตูเพิ่งปิดจากการที่เพิ่งมีคนเปิดเข้าไปเลยและลักษณะก็ปกติดี ผมชักเริ่มไม่แน่ใจว่าที่ผมเห็นนั้นมันจริงหรือเปล่าผมเลยตัดสินใจเดินไปที่ประตูห้อง GM แล้วกะว่าจะลองเปิดเข้าไปเลยกะว่าถ้าเจอใครก็ไม่เป็นไรเพราะเราเป็นพนักงานการดูแลความปลอดภัยของสถานที่ก็เป็นอีกอย่างที่เราทำได้ไม่ผิด 


แต่ ตอนนั้นมีอีกสิ่งหนึ่งที่สงสัยอยู่เหมือนกันเพราะจากความรู้สึกผมที่เห็นเป็นลักษณะของชาวต่างชาติที่เข้าไปซึ่งถ้าจะเป็น GM ตามที่ผมสันนิษฐานนั้น GM แกของผมเป็นคนไทยแต่ที่ผมเห็นเข้าไปในห้องน่าจะเป็นชาวต่างชาติแล้วมันจะเป็น GM ไปได้ยังไงที่เข้าไปในห้องนั้น??


เดินมาถึงหน้าห้องผมจัดการจับลูกบิดประตูแล้วเปิดเข้าไปปรากฎว่า...ลูกบิดมันล็อค...เข้าไม่ได้ครับ ซึ่งเอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้กลัวและก็ไม่ได้แปลกใจอะไรเพราะมันน่าจะเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่าบางครั้ง GM มีธุระมีความลับอะไรเวลาเข้าห้องไปแล้วมีการล็อคบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติแต่ที่ผมสงสัยคือแล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่ามันมีคนเข้าไปในห้องนั้นจริงหรือเปล่าในระหว่างที่เริ่ม งงๆ นั้น ผมก็เลยคิดว่าเดี๋ยวจะไปหาพี่เดชจะลองไปเล่าให้แกฟังซะหน่อยกะว่าเดี๋ยวจะชวนกันมาดู ส่วนอีกข้อสันนิษฐานคือ “Room Boy” เข้าไปทำความสะอาดหรือเปล่า? แต่อันนี้ก็ไม่น่าจะใช่เพราะส่วนใหญ่ที่รู้กันเขาจะมาทำช่วงเช้ามืดเป็นหลัก คิดแบบนั้นแล้วผมก็หันหลังกลับมาแล้วเดินไปตามทางที่จะไป Office พี่เดชต่อกะว่าจะไปคุยเรื่องนี้ด้วย


ผมเดินมาเรื่อยๆ ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องผ่านส่วนของ Staff Canteen อีกครั้งครับ ซึ่งครั้งแรกที่ผ่านอย่างที่บอกว่าผมมีอาการขนลุกไปทั้งตัวแบบไม่ทราบสาเหตุรอบนี้ในระหว่างที่ผมเดินผ่านมันไม่ได้มีอาการนี้ครับเพียงแต่รอบนี้ผมเลือกที่จะไม่มองเข้าไปในห้องแล้วเดินผ่านไปเฉยๆ ระหว่างที่เดินผ่านไปได้ครึ่งห้องจนถึงผ่านประตูทางเข้า Canteen และกำลังจะเดินผ่านไป อยู่ๆ ผมได้ยินเสียงพูดตามหลังมาเบาๆ แบบไม่แน่ใจว่าหูฝาดหรือเปล่าเสียงแผ่วเบา แหบแห้งนั้นพูดว่าหิว”.....


โปรดติดตามตอนต่อไป...




เรื่องหลอนก่อนนอน (EP. 1)

เรื่องหลอนก่อนนอน EP.1

ผมทำงานอยู่ในโรงแรมชายทะเลแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยครับ โรงแรมนี้มีทำเลดีมากเพราะอยู่ติดหาดเลยครับ เรียกได้ว่าแขกที่พักที่นี่สามารถใช้บรรยากาศชายหาดได้ทุกเวลาในการหาความสุขเพื่อดื่มด่ำให้ชีวิต ช่วงเช้าแขกหลายคนจะตื่นมาวิ่งออกกำลังกายหรือเดินเล่นรับไอทะเล ช่วงบ่ายหลายคนก็ลงไปเล่นน้ำ บางคนก็ทำกิจกรรมริมชายหาด ขี่ม้าบ้าง เล่นกีฬาทางน้ำบ้าง ปะปนกันไปครับ ส่วนพนักงานอย่างเราๆ บางครั้งมันก็มีครับที่จะเดินไปชาร์จพลังที่ริมชายหาดโดยการยืนให้ลมไอเย็นของทะเลกระทบหน้าด้วยเพราะเจอเรื่องราวที่หนักหนาสาหัสกันมาในแต่ละวันพอได้ไอเย็นจากธรรมชาติมาบำบัดมันก็ช่วยให้ดีขึ้นได้ไม่ยากครับ กิจกรรมของโรงแรมทั้งแขกและพนักงานก็ดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งเมื่อปลายปี 2547 หายนะก็มาเยือนโรงแรมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างของที่นี่พังทลายลงตั้งแต่ตัวโรงแรมไปจนถึงชีวิตของพนักงานและแขกจำนวนหนึ่งที่ต้องสูญเสียไปกับวิกฤตในครั้งนั้น 


ผมคงไม่ได้เล่าเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่คลื่นยักษ์ลูกแล้วลูกเล่าซัดเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับโรงแรมอย่างบ้าคลั่งและไม่ได้สนใจความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ว่าจะอยู่หรือตาย ภาพหนึ่งที่ติดตาอยู่ไม่ขาดคือภาพของชายคนหนึ่งที่ลอยคออยู่ในทะเลเพื่อรอความช่วยเหลือแล้วอยู่ๆ ก็มีสังกะสีที่ไหนไม่รู้ถูกคลื่นซัดมากระทบกับร่างของชายคนนั้นก่อนจมหายไปในท้องทะเลมันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากสำหรับผม


แน่นอนว่าหลังจากที่ความพิโรธของท้องทะเลได้จบลง ภาพของความเสียหายของโรงแรมไม่มีอะไรที่จะสามารถมาบรรยายได้ ความสวยงามก่อนหน้านั้นบัดนี้มันได้กลายเป็นซากปรักหักพังจนไม่เหลือเค้าของความสวยงามหรูหราเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป แต่นั่นคือเรื่องของสิ่งของต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายแต่ในส่วนของผู้คนในสถานการณ์ที่มีความเป็นความตายเป็นเดิมพัน สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์เริ่มปะทุขึ้นอย่างรุนแรง เริ่มมีการพยายามหาน้ำและอาหารเพื่อนำมาประทังชีวิตให้กับคนเองและคนในครอบครัว มีการฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่พอจะมีกำลังในการจัดหาอาหารและเครื่องดื่มมาได้ด้วยการขายในราคาที่เกินจะรับได้ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขายให้ซองละ 100 บาทหรือน้ำเปล่าขวดละ 200 บาท ใครที่พอจะมีเงินติดเนื้อติดตัวก็ได้สิทธินี้ไปใครที่ไม่มีก็ต้องหาวิธีเอาตัวรอดประทังชีวิตเอาเองกว่าที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาช่วยเหลือคนเหล่านี้ก็สร้างผลตอบแทนไปได้มากอยู่


กระบวนการเก็บกู้ศพผู้เสียชีวิตและสำรวจผู้รอดชีวิตดำเนินไปอย่างเร่งรีบและละเอียดถี่ถ้วนเพื่อให้สามารถนำร่างผู้เสียชีวิตออกมาระบุอัตลักษณ์ตัวตนเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฏหมายและติดต่อญาติทั้งในและต่างประเทศให้มาดำเนินการต่อได้เร็วที่สุดส่วนผู้บาดเจ็บก็จะได้รับการช่วยเหลือและดูแลรักษาให้ได้ทันท่วงทีทุกอย่างต้องแข่งกับเวลาตลอดทั้งวันทั้งคืน ในส่วนโรงแรมของผมเองก็เช่นกันที่เริ่มมีการสำรวจความเสียหายและทำการเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตพร้อมกับค้นหาผู้บาดเจ็บ การค้นหาดำเนินไปอย่างเร่งรีบและละเอียดรอบคอบซากปรักหักพังชิ้นใหญ่ๆ ที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์แล้วว่าอยู่นอกบริเวณที่ไม่เสี่ยงต่อการอาจไปกระทบกับผู้ที่อาจจะถูกทับอยู่ใต้ซากปรักหักพังเหล่านั้นค่อยๆ ถูกเคลื่อนย้ายออกไป การทำงานเป็นไปอย่างระมัดระวังเจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บที่ยังรอดชีวิตในซากปรักหักพังของโรงแรมหลายคนในสภาพอิดโรยรวมถึงพบศพผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกันสร้างความสลดใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมากเพราะไม่ได้มีแค่แขกเท่านั้นที่เสียชีวิตแต่ร่างไร้วิญญาณของพนักงานที่เคราะห์ร้ายไม่สามารถหนีได้ทันก็ถูกนำออกมาด้วยเช่นกัน ที่น่าสลดและเสียใจคือบางคนยังใส่ชุด Uniform ของพนักงานอยู่เลยครับ ในส่วนของกระบวนการจัดการกับสภาพของโรงแรมนั้นดำเนินการมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 1 เดือนและเมื่อปรับพื้นที่ของแรมเสร็จแล้วคราวนี้จึงมาถึงขั้นตอนของการปรับปรุงโรงแรมให้กลับมาดำเนินการได้อีกครั้งซึ่งทางเจ้าของและฝ่ายบริหารคาดการณ์ว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือนน่าจะเสร็จ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วขั้นตอนการปรับปรุงก็ดำเนินการไปตามระยะเวลาที่กำหนด


หลังจาก 1 ปีผ่านไปสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหลายๆ อย่างเริ่มได้รับการฟื้นฟูจากการทำงานที่รวดเร็วของภาครัฐและประชาชนรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทำให้สถานการณ์ค่อยๆ กลับมาดีขึ้น เริ่มมีการวางระบบรักษาความปลอดภัยในการแจ้งเตือนคลื่นยักษ์สึนามิเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว หลายอย่างกลับมาอยู่ในสภาพเดิมรวมทั้งตัวโรงแรมของผมด้วยที่บัดนี้มันได้รับการ Renovation จนกลับมาสู่สภาพใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม เริ่มมีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าพักได้และเริ่มรับพนักงานกลับเข้าไปทำงานได้เหมือนเดิม แน่นอนว่ามีพนักงานเก่าหลายคนได้โอกาสกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้งพร้อมกับพนักงานใหม่ที่รับเพิ่มเข้ามาแทนพนักงานเดิมและเป็นที่น่าเศร้าใจที่พนักงานบางคนนั้นไม่มีโอกาสกลับมาทำงานหรือใช้ชีวิตได้อีกแล้วเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเหล่านั้นและเป็นความสูญที่ยิ่งใหญ่ด้านบุคคลากรที่มีความรู้ความสามารถของโรงแรมด้วยเช่นกัน ผมขอไว้อาลัยให้กับทุกดวงวิญญาณของชาวโรงแรมที่ล่วงลับจากเหตุการสึนามิ ในครั้งนั้นด้วยจิตคาราวะและเคารพรักทุกท่านครับ


แต่เมื่อมีผู้เสียชีวิตโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเกิดขึ้น ที่ใดเรื่องราวลี้ลับมันก็ย่อมเกิดตามมาด้วยเช่นกันเหมือนกับเรื่องที่ผมจะเล่าต่อจากนี้


โปรดติดตามตอนต่อไป




บทความแนะนำ