แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelreview แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #hotelreview แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

 เมื่อ Social Sanction ส่วนบุคคล มีผลต่อชีวิตนอกเวลางาน


จากรณีศึกษาเกี่ยวกับพนักงานโรงแรมคนหนึ่งได้กระทำกิริยาไม่เหมาะสมต่อผู้หญิงจนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกันไป ถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้วนี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่งแต่ก็ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นเขาคิดอะไรถึงได้ทำการแบบนั้นลงไป? แน่นอนว่าหลังจากที่ได้เกิดกระแสสังคมต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้ขึ้นซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกระทำนอกเวลางานซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในโรงแรมและเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลายเป็นวิกฤตชีวิตของพนักงานคนนี้ไปทันที เนื่องจากกระแสสังคมได้ตัดสินและลงโทษเขาไปเรียบร้อยแล้วจาก Comment มากมายในโลก Social ต่อพฤติกรรมของเขาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนจาก Clip ที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว กระแสความไม่พอใจ การด่าทอ เกิดขึ้นอย่างมากมายและจุดหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดการคือในช่วงเวลาต่อมา Social Sanction ที่เกิดขึ้นกับเขามันลามไปยังองค์กรที่เป็นต้นสังกัดอย่างโรงแรมของพนักงานคนนี้ มีการเข้าไป Comment ต่างๆ นาๆ ใน Official Page ของโรงแรมแห่งแรกที่ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าเป็นที่ทำงานของเขาจนโรงแรมต้องรีบออกมาชี้แจงว่าพนักงานท่านนี้ได้ลาออกจากการทำงานจากที่นี่ไปแล้วและไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะมีการชี้แจงก็จริงแต่กระแสที่หลั่งไหลเข้าไปใน Comment ที่เราคุ้นชื่อกันดีว่า “ทัวร์ลง” ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของโรงแรมนั้นอยู่พอสมควร
เมื่อโรงแรมแรกปฏิเสธความเป็นต้นสังกัดของเขาไปแล้วการดำเนินการ “ขุด” หาต้นสังกัดปัจจุบันจึงเกิดขึ้นและด้วยธรรมชาติของชาว Netizen ไทยถ้าจะสืบอะไรย่อมไม่แพ้ชาติใดในโลกหวยเลยมาออกเข้าสู่โรงแรมที่สองซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันซึ่งเมื่อรู้ต้นสังกัดของพนักงานคนนี้กระแสสังคมจึงไหลมาที่โรงแรมต้นสังกัดในเชิงกดดันถึง “การลงโทษต่อความผิดครั้งนี้ของพนักงานของโรงแรม” ซึ่ง Comment ส่วนใหญ่เป็นไปในทาง Negative มีการเชื่อมโยงไปถึงตัวของโรงแรมในด้านมาตรฐานการฝึกอบรมพนักงานและข้อสังเกตต่างๆ จนเกิดเป็น Social Media Crisis ขึ้นกับตัวโรงแรมและสุดท้ายโรงแรมจึงต้องออกมาประกาศเลิกจ้างพนักงานคนดังกล่าวในที่สุด ภายใตัเหตุผลในการเลิกจ้างเกี่ยวกับความผิดที่พนักงานคนนี้ได้กระทำซึ่งส่งผลให้โรงแรมได้รับผลกระทบไปด้วย
ในส่วนตัวของผู้ก่อเหตุนี่จะเป็นบทเรียนราคาแพงในการดำเนินชีวิตของเขาให้ได้จดจำและไม่กระทำการแบบนี้อีกเพราะ “ราคาที่ต้องจ่าย”​ จากเหตุการณ์ครั้งนี้มันน่าจะสูงเกิดกว่าที่เขาคาดไว้ ทั้งกระแสสังคมที่ไม่พอใจ การเป็นคดีความ ตกงานขาดรายได้ ไหนจะปัญหาสภาพจิตใจ อีก ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเพียงเท่านั้นเอง หากวันนั้นเขาเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น ณ วันนี้เชื่อว่าเขาก็ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่นเคย
วิเคราะห์เหตุการณ์จากกรณีศึกษานี้: เราคงไม่พูดถึงการตัดสินและผลของการกระทำผิดของพนักงานคนนี้เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับไปแล้วจากอารมณ์ชั่ววูบของเขาและเขาควรจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดราคาแพงในสิ่งที่เขาไม่ควรทำนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรจะนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อหาทางป้องกันปัญหานี้คือ
ประเด็นแรก: ความรุนแรงของ Social Sanction คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าในปัจจุบันสื่อ Social Media มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจและการใช้ชีวิตของพวกเรา โรงแรมอาจจำเป็นต้องบรรจุกรณีนี้เข้าไปในการจัดทำแผน Worse Case Scenarion ว่า “หากโรงแรมต้องได้รับผลกระทบจากมาตรการ Social Sanction ที่เกิดกับโรงแรมเองหรือการกระทำบุคคลากรของโรงแรมทั้งในและนอกเวลางาน กรณีนี้จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร?” เพราะอย่างที่รู้ว่าขอบเขตความไม่พอใจของมาตรการ Social Sanction นั้นมันสามารถลุกลามได้เป็นวงกว้างในระยะเวลาอันรวดเร็วและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโรงแรมในโลกออนไลน์ได้ แน่นอนว่าในเวลางานพนักงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายและไม่ทำให้โรงแรมเสียหาย แต่นอกเวลางานนั้นถือเป็นเวลาส่วนตัวการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโรงแรม ควรหรือไม่ควร ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย? ขอบเขตการรับผิดชอบอยู่แค่ไหน? และมันควรส่งผลต่อหน้าที่การงานหรือไม่? เพื่อความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจของโรงแรม อีกประเด็นหนึ่งคือถ้าพนักงานต้องรับผิดชอบแม้จะนอกเหนือเวลางานก็ตาม “นั่นถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานหรือไม่? ในการต้องรักษาผลประโยชน์ของโรงแรมตลอดเวลาแม้จะนอกเวลาทำงานก็ตาม?” นี่คือสิ่งที่ต้องวางแผนบริหารจัดการกันต่อไปเพื่อให้ได้ทางออกที่สมเหตุสมผลทั้งสองฝ่ายทั้งโรงแรมและพนักงาน การรักษาความสมดุลในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่สอง: เป็นสิ่งที่เริ่มมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานคนนี้ของโรงแรมว่า “เป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?” สาเหตุที่เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้เนื่องจาก สิ่งที่พนักงานคนนี้ทำถือว่าเป็นการกระทำส่วนตัวโรงแรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและที่สำคัญ “มันเป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือเวลาการทำงาน” การเลิกจ้างพนักงานคนนี้จะถือว่าโรงแรมทำเกินกว่าเหตุหรือเป็นการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมหรือเปล่า? ตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตและหาเหตุผลเกี่ยวกับการเลิกจ้างครั้งนี้ว่าไม่เป็นธรรมยกมาเป็นประเด็น แต่ในขณะเดียวกันหากมองในมุมของนายจ้างกรณีนี้เป็นไปได้ว่าการที่โรงแรมเลือกตัดสินใจเลิกจ้างนี้ โรงแรมก็น่าจะเช็คในข้อกฎหมายแรงงานมาแล้วเป็นอย่างดีเพราะคงไม่มีใครชอบที่จะไปขึ้นศาลแรงงานดังนั้นการตัดสินใจจึงน่าจะกลั่นกรองมาแล้วว่า “อยู่ในขอบเขตที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย” สาเหตุของการเลิกจ้างที่โรงแรมอาจมองว่าเป็นเหตุเป็นผลคงเป็นเรื่องของ “การทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียงซึ่งนับเป็นการสร้างความเสียหายให้กับนายจ้างอย่างหนึ่ง” ซึ่งเอาจริงๆ แม้จะไม่ได้เป็น “ความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานก็จริงแต่การกระทำที่นำมาซึ่ง Social Sanction ที่ไม่พอใจพนักงานแล้วพากันมาลงที่โรงแรมตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเลิกจ้างในที่สุด” ณ ตอนนี้เลยกลายเป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สำคัญของโรงแรมและอาจจะธุรกิจอื่นๆ ว่า “ถ้าเกิดกรณีพนักงานที่อยู่นอกเวลางานแต่กระทำผิดจนทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียง กรณีนี้ถือว่าสามารถทำการเลิกจ้างโดยไม่ผิดกฎหมายแรงงานได้หรือไม่? เพราะไม่ได้เป็นการกระทำในระหว่างปฏิบัติงานและถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานที่ต้องรับผิดชอบ”
เชื่อว่านี่คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โรงแรมต้องปรับตัวเพราะการเล่นกับกระแสสังคมถือเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะเมื่อมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงแรมมาเป็นเดิมพัน ในหลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นกันอยู่ว่า Social Sanction มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือถ้าเป็นกระแสสังคมที่กดดันให้สังคมดีขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงอันนี้ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสิ่งที่กลับกันอันนี้คือโจทย์ตัวใหญ่ที่เราต้องหาทางรับมือด้วยเช่นกัน
เคสนี้น่าสนใจว่า “ถ้าพนักงานคนนี้ก่อเหตุกระทำความผิดแบบนี้แต่โรงแรมไม่ได้รับผลกระทบหรือที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า “ทัวร์ลง” ไปที่เพจของโรงแรม ไม่มี Social Sanction พนักงานคนนี้ไปกดดันโรงแรมเพียงแต่ลงไปเฉพาะตัวคนที่กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว โรงแรมจะแก้ไขปัญหาและจัดการอย่างไร?
ในมุมของพนักงาน ณ ตอนนี้ก็คงต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นในการปฏิบัติตัวแม้จะอยู่นอกเวลางานว่าต้องไม่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของโรงแรมและในมุมของโรงแรมก็ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นอีกรายละเอียดหนึ่งในการเซ็นสัญญาจ้างงานในอนาคตก็ได้ นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมก็ต้องวางแผนการล่วงหน้าในการแก้ไขกรณีโรงแรมได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลากรนอกเวลางานด้วยเช่นกันเพราะไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตัวเอง
ส่วนตัวเฮียอยากชวนมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับว่ากรณีนี้เรามองยังไงกันบ้าง? เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและหาแนวทางป้องกันเคสในลักษณะนี้กันครับ

 จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

เรื่องของน้อง Join นี่มีเยอะนะเล่ายังไงก็ไม่หมดมันถือเป็นรสชาติของชีวิตเราเลยนะถ้าเราทำงานโรงแรมแล้วมีโอกาสได้ทำงานรอบ Night เรื่องน้อง Join เรื่องหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในงานโรงแรมคือเรื่องของ “น้อง Join ขโมยเงินแขกหรือหนักสุดก็รูดทรัพย์แล้วหายไปเลย” แต่เรื่องที่เฮียจะเล่าวันนี้มันเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจะว่าเป็นเรื่องตลกก็ไม่ได้มันออกไปทางตลกร้ายมากกว่าเพราะมันเป็นเรื่องของ "แขกขโมยเงินน้อง Join"



เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อแขกจากดินแดนภาระตะคนหนึ่งนำพาน้อง Join เข้ามาในโรงแรม ผ่านขั้นตอนปกติโดยการให้บัตรและชำระค่าน้อง Join (บางโรงแรมจะมีค่า Joiner Charge เพิ่มด้วยนะกรณีแขกพาน้อง Join เข้ามา บางโรงฯ นี่นับเป็นรายได้หลักของโรงแรมเลยก็มีนะ) หลังจากนั้นทั้งสองก็จูงมือกันขึ้นห้องพักไป
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง อยู่ๆ ก็มีเสียงดังจากจากทางลิฟท์เป็นเสียงเอะอะโวยวายลอยมาตามลมไกลๆ แล้วก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามาทีละนิดๆ จนเฮียและทีมงานมองเห็นเป็นน้อง Join และแขกคู่เมื่อกี้กำลังฟาดฟันกันมาลงไม้ลงมือ ออกท่าออกทางมาเต็มเหมือนกำลังดูหนังสงครามแบบ 4K กันเลย เฮียเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปพร้อมน้อง Bell Boy ไปห้ามทั้งคู่ให้สงบลงก่อนเพราะเดี๋ยวจะรบกวนแขกคนอื่นๆ เขา ตอนนั้นมันก็ดึกมากแล้วด้วย เฮียไปถึงก็รีบแจ้งทั้งคู่ก่อนเลยว่าให้ “หยุดเสียงดังและทะเลาะกันไม่งั้นจะเรียกตำรวจ” ทั้งคู่ก็เงียบไป สักพักฝ่ายน้อง Join พูดขึ้นมา “มันขโมยเงินหนูไปพี่ หนูไม่ยอมนะ” แล้วก็หันไปด่าแขกเป็นภาษาไทยซึ่งแขกก็น่าจะไม่เข้าใจ สารพัดสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ ถูกลากขึ้นมาสาดใส่หน้าพี่ภาระตะแบบไม่หยุดชนิดที่แขกนี่อึ้งไปเลย คาดว่าน่าจะกำลัง งง และคิดในใจอยู่ว่า “นี่น้อง Join กำลังพูดอะไรวะ?”
แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ กรรมการผู้หามบนเวทีก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานโรงแรมอย่างเฮียอีกแล้วแน่นอน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูชิ้นเบ้อเริ่มมาแขวนคออีกกู 555 แต่ทำไงได้มันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เรารัก รอบดึกกับน้อง Join นี่ของคู่กัน สีสัน (แต่บางทีก็สีสันหนักไปหน่อยนะ เล่นเอาไม่ได้พักกันเลยก็มี) น้อง Join ทำท่าจะตบแขกเฮียเลยต้องเรียกสติก่อน “น้อง หยุดก่อน ใจเย็นๆ น้องตบเค้าแล้วเค้าแจ้งตำรวจมาน้องเดือดร้อนนะ” น้องก็น่าจะโมโหเลยตะคอกใส่เฮียมา “อ้าวพี่..จะช่วยมันเหรอมันขโมยเงินหนูนะ” มาแบบนี้ต้องเรียกสติอีกรอบนึง “น้องครับ ตอนน้องขึ้นไปกับแขกพี่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยแล้วทำไมตอนมีปัญหาน้องมาโทษโรงแรมแบบนี้ไม่ถูกนะ” แล้วก็ซัดไปอีกดอกนึง “งั้นเดี๋ยวพี่เรียกตำรวจแล้วกันให้คนกลางที่เค้ามีหน้าที่ตามกฎหมายมาจัดการดีกว่านะครับ” น้อง Join ก็เหมือนได้สติพอจังหวะที่น้องเงียบแขกก็มาต่อเลย “ยูต้องช่วยชั้นนะ เค้าตีชั้น เค้าหาว่าชั้นไปขโมยเงินเค้า”
โอ้เวรกรรมจำพรากจากไปไกลตา ในอุราระทมตรมไหม้ ท่อนนี้ขึ้นมาในหัวโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เฮียก็เลยต้องค่อยๆ สืบสาวหาเรื่องราวก่อนว่าเกิดอะไรแต่ในใจตอนนั้นจากประสบการณ์ที่เคยเจอเอาจริงๆ มันก็มีแหละทั้ง “น้อง Join ขโมยเงินแขกและแขกขโมยเงินน้อง Join” แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแรกมากกว่า ทีนี้เฮียก็ถามแขกว่าเกิดอะไรขึ้น แขกก็เล่าเป็นฉากๆ เลยตั้งแต่ขึ้นไป จนถึงฉาก 18+ คือ “ถามตรูสักคำมั้ยเนี่ยว่าอยากรู้ป่าว” แขกก็บอกเฮียมาว่า พอเสร็จกิจแล้วเค้าก็กำลังจะให้น้อง Join กลับ พอน้องแต่งตัวเสร็จเปิดกระเป๋าดูอยู่ๆ ก็บอกว่า “เงินหาย” แล้วก็ไล่ตีแกมาจนแกหนีมาข้างล่างด้วยสภาพนี้ (Bathrobe และเท้าสด) แต่แขกก็ยืนยันว่าเค้าไม่ได้เอาเงิน 500 บาทนั้นไป อันนี้เอะใจนิดนึงเพราะนี่เรายังไม่ได้พูดจำนวนกันเลยนะ เฮียก็หันมาถามน้อง Join ว่า “น้องเงินหายไปกี่บาทนะ” น้องก็ตอบมาว่า “500 บาท พี่ หนูสาบานได้เลยตอนเข้ามาหนูพกมา 500 ก็เงินที่มันให้หนูมานั่นแหละ” เออ จำนวนตรงกันแฮะ พร้อมควักกระเป๋าสตางค์ออกมาให้ดู
คือเอาจริงๆ เคสแบบนี้เราก็เอาตัวเองไปตัดสินใจแทนไม่ได้อ่ะนะฝั่งนึงก็แขกที่ต้องดูแลอีกฝั่งก็เป็นเรื่องของความเสียหายของน้อง Join แต่ใครถูกใครผิดอันนี้เราไม่รู้ สักพักน้องก็เอากระเป๋าสตางค์มาเปิดให้ดูแบบแหกกว้าง 360 องศากันเลยเพื่อแสดงให้เห็นว่า “เงินมันหาไปจริงๆ” พอต่างฝ่ายต่างไม่ยอมและมันเริ่มจะวุ่นวายเฮียก็เลยบอกว่า “เอางี้นะเดี๋ยวชั้นจะเรียกตำรวจมาสืบสวนแล้วกันเพราะชั้นก็ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินอะไรแบบนี้” พอพูดจบน้อง Join ร้องไห้โฮเลยแต่ร้องแบบอาฆาตอ่ะเพราะเค้ารู้ว่าถ้าแบบนี้ยังไงเค้าก็เสียเปรียบแต่เหมือนจะเหลืออดมั้งน้องเลยบอกว่า “เออ เอามาเลย ให้มัน Ship loss กันให้หมดทั้งคู่นี่แหละกูยอมโดนจับที่รับแขกแต่กูจะเอามันเข้าคุกเพราะขโมยเงินกู”
ฝ่ายแขกพอได้ยินว่าเฮียจะเรียกตำรวจมาสอบสวนจะได้จบ ดันออกอาการแฮะแล้วอยู่ๆ แขกก็หลบเฮียและน้อง Join เดินไปขึ้นลิฟท์กลับขึ้นห้องไปเฉยเลย น้อง Join กำลังจะวิ่งขึ้นลิฟท์ไปด้วยตามไปด้วยเฮียกับน้อง Bell Boy ก็วิ่งไปห้ามไว้ เอาจริงๆ ก็เหนื่อยกับปัญหานี้เหมือนกันคนเข้ารอบดึกน่าจะเข้าใจสถานการณ์นี้ที่มาพร้อม Motto ที่สำคัญว่า “ต้องดูแลแขกเราก่อน ผิดถูกไม่รู้ ถ้าไม่มีหมายศาล ไม่มีหมายจับ ไม่มีเจ้าหน้าที่ (จริงๆ) มา เราก็ต้องดูแลแขกถึงที่สุด” เคสนี้เฮียก็ต้องห้ามน้องไม่ให้ขึ้นไปเพราะมันจะเป็นการรบกวนแขกเนื่องจากถ้าขึ้นไปก็มีเหตุวุ่นวายและแขกไม่น่าจะให้เข้าห้องแล้วคือการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านี่ต่างคนก็ต่างวิธีนะกรณีนี้บางคนอาจเลือกที่จะไล่น้องเค้าไปเลยทันทีก็ได้แต่เฮียแค่ไม่ได้เลือกทำแบบนั้นก็เท่านั้นเอง
�ยื้ดยุดกันสักพักน้อง Join ก็มานั่งร้องให้หน้า Lobby สักพักนึงแล้วก็ระบายความในใจด่าแขกอย่างนั้นอย่างนี้ เฮียก็ได้แต่แจ้งน้องไปว่า “พี่ก็ช่วยอะไรมากไม่ได้นะน้องยังไงคราวหลังก็ระวังหน่อยละกันแล้วเฮียก็น้อง Bell Boy ก็เดินไปส่งหน้าโรงแรม” ที่รู้ว่าแขกขโมยเงินไปคืออะไรรู้ป่ะ จังหวะที่น้องกำลังเดินออกไปจากปากประตูเข้า Lobby แขกโทรลงมาแล้วให้ Bell Boy ขึ้นไปหา พอ Bell Boy ขึ้นไปก็กลับลงมาด้วยเงิน 500 บาทแล้วบอกเฮียว่า "แขกบอกว่าแขกเจอเงิน 500 บาทตกอยู่ข้างเตียงเลยให้เอาลงมาให้น้อง Join" เฮียเลย ว. ให้ รปภ. แจ้งให้น้อง Join เข้ามาเอาเงินไป อนิจจา 500 เจ้ากรรมหล่นได้พอดิบพอดีจริงๆ รอบดึกนี่ดีจริงๆ มีทุกสิ่งให้เลือกสรรพ

 Communication Skill อีกหนึ่งทักษะจำเป็นในโลกอนาคต

เคยสังเกตกันไหมครับว่าปัจจุบันนี้ในมุมของความเป็นแรงงาน มีทักษะมากมายหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้ทั้งความรู้ในงาน ทั้งความรู้รอบตัว ความรู้ด้านเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัลต่างๆ ฯลฯ ทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้เรามีแต้มต่อในการหาโอกาสเติบโตด้านหน้าที่การงานและก้าวไปสู่ความเป็นแรงงานทักษะสูงซึ่งเป็นแรงงานที่ภาคธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตต้องการ “ยอมจ่ายแพงแต่แลกกับทักษะที่หลากหลาย”



แต่เชื่อไหมครับว่ามันยังมีทักษะพื้นฐานมากๆ ของมนุษย์ที่เรามักจะละเลยและไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควรเพราะมองว่ามันเป็น “ทักษะพื้นฐาน” นั่นคือเรื่องของ “Communication” หรือการติดต่อสื่อสารกัน การมีปฎิสัมพันธ์กัน การพบปะพูดคุยกัน เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ถาโถมเข้ามาในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมากมายและหนึ่งในเป้าหมายการอำนวยความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเหล่านั้นคือเรื่องของ “การอำนวยความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสาร” Application ต่างๆ หรือแม้แต่ Chat bot ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายให้เราเลือกใช้แบบนับไม่ถ้วนให้เราได้ติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวกสบายทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและทางธุรกิจ หนึ่งในวิธีการยอดนิยมคือการ “Chat” ผ่าน Application ต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาโทรคุยกันให้ยุ่งยากและไม่จำเป็นต้องพบหน้าค่าตากัน (ไม่นับกรณี VDO Call หากัน) ยกเว้นมีธุระจริงๆ
และจากความสะดวกนี้เมื่อเราพิมพ์โต้ตอบกันไปมาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว จนไม่จำเป็นต้องมาพบเจอกัน ในบางครั้งพอเรามาเจอหน้ากันมันดันกลายเป็นว่าเกิดอาการ “ไม่รู้จะพูดยังไง” เพราะการเจอกันแบบ Face to Face เป็นการเจอกันของมนุษย์ซึ่งมีอารมณ์และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางเข้ามาเกี่ยวข้องและจากการที่เราไม่จำเป็นต้องเจอกันนานเข้ามันทำให้เราอาจเกิดอาการที่เรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า “ไม่รู้จะแสดงทีท่ากับคู่สนทนายังไง” เพราะมันแตกต่างจากการ Chat กันที่ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบนี้เข้ามา และพอไม่รู้จะทำตัวยังไงมันเลยกลายเป็นบทสนทนาที่อาจจะจับใจความอะไรไม่ได้
เมื่ออาการนี้เข้ามาบรรจบในที่ทำงานมันเลยกลายเป็นการ “พูดกันไม่รู้เรื่อง” สื่อสารกันไม่เข้าใจเพราะคุ้นชินกับการคุยกันแบบไม่เห็นหน้าและ “Chat” กันมากกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่มาของทักษะที่น่าจะต้องถูกบรรจุเข้าไปในอนาคตด้วยเช่นกันนั่นคือเรื่องของ “ทักษะการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน” เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมถูกเทคโนโลยีเข้าแทรกกลางและลดความเป็นสัตว์สังคมที่ต้องเจอหน้าค่าตา พูดคุยกัน รับรู้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างกันลงไป ความเฉยชา ความสนใจและใส่ใจผู้อื่นก็อาจจะน้อยลงไปจนนำมาซึ่งการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่อาจจะทำให้พูดกันไม่รู้เรื่องเมื่อต้องมาเจอหน้ากันได้
อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ “ทักษะในการสื่อสารสำคัญในอนาคต” คือข้อมูลต่างๆ ที่ในปัจจุบันมีให้เสพกันมากมาย และแน่นอนว่าเมื่อข้อมูลมันมีมาก บางคนก็อยากจะแสดงออกมากซึ่งในมุมหนึ่งมันก็ดีที่ถ้าข้อมูลนั้นมาช่วยเติมเต็มทางธุรกิจและเป็นประโยชน์ในการดำเนินงาน แต่หากกลับกันถ้าข้อมูลที่ได้มาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับงานที่ทำเลยเพียงแต่ผู้นำเสนออยากจะสื่อสารออกมาแบบนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะทำให้การติดต่อสื่อสารกันไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุยกันไม่รู้เรื่อง เสียเวลาและเสียโอกาสในการเริ่มงานไป
ถึงตรงนี้แล้ว “ทักษะการติดต่อสื่อสาร” น่าจะเป็นอีก Skill ที่ควรจะต้องหันกลับมามองอย่างจริงจังเพราะไม่ว่าข้อมูล วิธีการ จะดีแค่ไหนแต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันได้ครับ

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

ทันทีที่ Facebook ประกาศ Rebrand ตัวเองเป็น “META” และนำตัวเองเข้าสู่ยุคของ METAVERSE หรือ “จักรวาลนฤมิตร” ใน Version ภาษาไทยอย่างเต็มตัว หลายๆ ภาคธุรกิจมีการตื่นตัวกันอย่างแพร่หลายและพยายามวางแผนปรับองค์กรเข้าสู่ยุคของ Metaverse กันอย่างคึกคัก มีทั้งการปรับองค์กรด้วยตนเองหรือแม้แต่การไปเป็นพันธมิตรทางการค้ากับบริษัทที่มี Know How ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Metaverse เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรของตนเองให้ดูทันสมัยและมี Movement อยู่ตลอดเวลา ส่วนในความเป็นจริงๆ แล้วการปรับตัวเหล่านั้นจะไปได้ไกลแค่ไหนคำตอบคงมีให้เห็นในไม่ช้า



มาถึงอุตสาหกรรมการโรงแรมซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่หนีไม่พ้นในการต้องเริ่มหาทางปรับตัวรับ Trend ของ Metaversee นี้ เพราะแม้เราจะเข้าใจกันดีว่าอุตสาหกรรมโรงแรมนั้นเป็นธุรกิจที่ “สร้างความสุขกับการพักผ่อน” ของแขกผู้เข้าพัก การได้มาพักในโรงแรมที่มีทัศนียภาพสวยๆ มีบริการที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วนถือเป็นจุดแข็งและเอกลักษ์ที่โลกเสมือนจริงไม่สามารถมอบประสบการณ์เหล่านี้ให้กับแขกผู้เข้าพักได้ดีเท่ากับการที่แขกได้เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง
แต่ถึงยุคหนึ่งที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและกระแสการไหลบ่าเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายทำให้ในหลายๆ ครั้งโรงแรมเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวไปตามกระแสเหล่านั้นแม้จะยังคงมีจุดแข็งด้านการมอบ Customer Experience ในโลกแห่งการพักผ่อนที่สัมผัสได้ให้กับแขกผู้เข้าพักแต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ในบางครั้ง “แขกผู้เข้าพักก็อยากลองประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่ล้อไปตามกระแสเทคโนโลยีดูบ้าง” แม้จะไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจโรงแรมไปอย่างเต็มตัวแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีหลายบริการที่ต้องปรับไปตามกระแสเทคโนโลยีตั้งแต่ การใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานในโรงแรม การพัฒนาระบบการชำระเงินและการ Check In ให้เป็นแบบ Touchless บ้าง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงต้องมีการพัฒนากันไปอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีการนำเทคโนโลยี VR/AR ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเสมือนที่มีความใกล้เคียงกับความเป็น Metaverse เข้ามาใช้งานในบางโรงแรมแต่ก็ยังไม่นับว่านี่เป็นการเข้าสู่ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะ VR/AR เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกเสมือนที่สร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าได้เฉพาะส่วนที่ได้มีการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น เช่น การสำรวจห้องพักและโรงแรมผ่านเทคโนโลยี VR/AR เป็นต้น
ในส่วนของ Metaverse ถ้าจะมองกันตามความเป็นจริงๆ แล้วเชื่อว่าน่าจะเข้ามาส่งผลกระทบเป็นส่วนน้อยกับอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะถ้าเรามองดูธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับกระแส Metaverse และทำให้จักรวาลนฤมิตรนี้ได้รับความนิยมจนมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาเป็นอีกโลกคู่ขนาดหนึ่งของเราอย่างอุตสาหกรรมเกมส์เราจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมถ้าจะเติบโตในโลก Metaverse ได้เท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์นั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะ Ecosystem ที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยทั้งในมุมของนักพัฒนาและผู้ใช้งานแล้วยังมีเรื่องของ “เศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมโลก Metaverse” ที่ยังคงไม่มีมูลค่ามหาศาลจนดึงดูนักลงทุนและผู้ใช้งานได้มากเท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์ที่มีพร้อมทั้งนักพัฒนา ผู้เล่น ผู้ใช้งาน และเศรษฐกิจหมุนเวียนต่างๆ เช่น การซื้อขายที่ดินและตัวละครในเกมส์ ยังไม่นับรวมกระแส “Play to Earn” ที่เล่นเกมส์แล้วสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นได้อีก
แต่หากจะมองกันว่าจะมีส่วนไหนของ “Metaverse” ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงแรมได้บ้างและน่าจะทำให้ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเกิดขึ้นได้จริง อาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นดังนี้
1. การร่วมมือกันของ Supply Chain ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการสร้าง Metaverse ร่วมกัน เพราะหากจะสร้าง Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพียงอย่างเดียว คนเดียว อาจจะดึงดูผู้ใช้งานได้น้อยมากแต่หากเป็นการรวมกลุ่มกัน ตัวอย่างเช่น การซื้อที่ดินใน Metaverse แล้วสร้างเป็น Communities ด้านการท่องเที่ยวขึ้นมา มีโรงแรม มีร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว มีกิจกรรม ให้ผู้เข้าใช้งานได้มีส่วนร่วม เป็นโลกเสมือนอีกโลกหนึ่งที่ให้ผู้ใช้งานมาใช้เวลาในการท่องเที่ยวได้เหมือนการมาเที่ยวด้วยตนเองจริงๆ โดยอาจจะต้องมี Challenge การให้รางวัลหรือการสร้างรายได้เข้ามาจูงใจ หากเป็นลักษณะนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ในการเข้าสู่โลก Metaaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
2. ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งหากอุตสาหกรรมโรงแรมจะเข้าสู่ Metaverse เพราะด้วยข้อจำกัดด้านความนิยม แรงดึงดูให้ผู้คนเข้าไปใช้งาน หาก Metaverse ที่อุตสาหกรรมโรงแรมจะสร้างขึ้นไม่มีขนาดของเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ที่ใหญ่พอจะดึงดูให้คนเข้าไปใช้งานได้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse ของอุตสาหกรรมเกมส์ที่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในปัจจุบัน
3. Ecosystem สภาพแวดล้อมภายใน Metaverse ทั้งในส่วนของนักพัฒนา นักลงทุน ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน และผู้ใช้งาน ที่จำเป็นต้องใช้เวลาและสิ่งดึงดูดให้องค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้น
คงจะเร็วไปที่จะสรุปว่า Metaverse ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมการโรงแรมและผู้ประกอบการรวมทั้งบุคคลากรในอุตสาหกรรมไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลกับกระแสของ Metaverse มากไปเพราะด้วยข้อมูลและภาพของอุตสาหกรรมโรงแรมที่จะโลดแล่นอยู่ในโลกของ Metaverse นั้นยังคงไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเราจะไม่มีโอกาสเห็นอุตสาหกรรมโรงแรมบนโลก Metaverse เกิดขึ้นจริง จนกว่าจะถึงเวลานั้นคงต้องรอให้กระแสของ Metaverse มีความชัดเจนและเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ก่อนจึงจะตอบได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมและยุค Metaverse ที่จะมาถึงนี้สามารถเดินทางควบคู่กันไปได้หรือไม่? และถ้าไปได้ จะไปในทิศทางใดเราคงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
N. Kamolpollapat - Hotel Man
5 December 2021

Movenpick

Hotel Man Travel EP ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "น้องต่อ" Marcom. Manager ก่อนนะครับที่เชิญเฮียไปพักและให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับ Mövenpick Siam Hotel Na Jomtien Pattaya อีกหนึ่ง Family Hotel ที่น่าสนใจมากครับ ด้วยตัวทำเลที่ตั้งที่อยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก ตัวโรงแรมมีความเป็นส่วนตัวสูงหาดโรงแรมมีลักษณะเป็นเหมือนหาดส่วนตัว สำหรับประสบการณ์การเข้าพักของเฮียกับที่นี่นะครับ


1. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Junior Suite Room - Seaview ตัวห้องค่อนข้างกว้างขวางและดูโปร่งโล่งดีครับ ไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรมาก *ที่ให้เต็มสิบเลยคือที่นอนและหมอนครับเพราะนอนหลับสบายมากแบบเวลาที่เอนหลังลงไปหัวถึงหมอนแล้วมันรองรับสรีระเราพอดีช่วยให้หลับสบายหลับสนิทขึ้นครับ ส่วนห้องน้ำก็มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่คนที่มี Honeymoon หรือ Wedding Aniversary น่าจะชอบ ระเบียงห้องเฮียมองออกไปเห็นวิวทะเลแบบเต็มลูกหูลูกตาเลยแต่จะมีบางครั้งด้วยความที่มันตั้งอยู่กับ Project Residence ของโครงกรร White Sand Beach เลยอาจจะมีกลิ่นบุหรี่ลอยมานิดๆ
2. F&B Outlet ค่อนข้างเยอะเลยครับเลือกได้ตามใจชอบเลยมีครบทุกความต้องการตั้งแต่ คนรักเนื้อและสเต๊กกับเนื้อวัวนำเข้าระดับ Premium ที่ห้องอาหาร T55 New York Grill Room คนรักของหวานที่ Red Coral Lounge คนรักอาหารไทยที่ Twist และ La Costa สำหรับอาหารเช้าของเฮียไปทานในส่วนของ Panorama Club Lounge ชั้น 3 อาหารค่อนข้าง Premium ดีครับในส่วนของเนื้อสัตว์ แฮม ต่างๆ แต่สำหรับอาหารเช้าที่ Twist ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากครับมีความหลากหลายและคุณภาพดีเหมือนกัน เข้าพักที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลยครับถ้าไม่มี Program ต้องออกไปกินร้านข้างนอกโรงแรมอยู่ในโรงแรมก็หาทานได้สะดวก รสชาติดีครับ
3. ตัวสระว่ายน้ำแบ่งโซนระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ค่อนข้างเป็นสัดส่วนและยังมี Lifeguard คอยดูแลตลอด มีห้องอาหาร "La Costa" เผื่อเวลาหิวด้วย หน้าหาดมี Sunbed ให้บริการค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ บวกกับกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัค ที่พายได้ฟรี (ถ้าไม่กลัวร้อนนะ 55)
4. สำหรับเด็กๆ ที่นี่จะมีส่วนของสนามเด็กเล่นและห้อง Kids Club ไว้ให้บริการด้วยนะครับ เท่าที่เฮียเห็นนี่น้องๆ ดู Enjoy กันมากเลย ที่สำคัญเค้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยโดยจะมีการทำความสะอาดเครื่องเล่นเป็นรอบๆ ด้วยนะครับ
5. ลานจอดรถถือว่าเยอะอยู่แต่ถ้าจะจอดในร่มอาจจะต้องรอจังหวะดีๆ นิดนึงเพราะมีจำนวนจำกัดส่วนใหญ่จะได้จอดที่ลานกลางแจ้งกันเพราะมีขนาดใหญ่และจุได้เยอะกว่า แม้จะไกลจากตัว รร แต่เค้าก็มีรอรับ-ส่ง อยู่ครับ
โดยรวมก็แนะนำสำหรับคนที่กำลังหาที่พักแนวครอบครัวที่มีกิจกรรมเยอะ อยากใช้เวลาในโรงแรมมากกว่าการใช้เวลาข้างนอกเพราะที่นี่ถ้ามาแล้วอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวันเลยครับ
Room Type : Junior Suite Room - Sea View
Room Rate : Full Complimentary
Hotel Man Rating Score : 8/10
สำหรับคนที่สนใจโรงแรมนี้นะครับ ติดต่อได้ที่
ช่องทางการจอง https://bit.ly/3BAIQyK
โทรศัพท์ 033-078-888
อีเมล์ HB4J6-RE1@accor.com
ข่าวสารและ Promotion โรงแรม: facebook.com/movenpickpattaya
LINE: https://in.ee/TEsZJPA
หรือ @movenpickpattaya.

Cryptocommerce เทรนด์การค้าใหม่ในอนาคต?

ในโลกธุรกิจการค้าเราคงคุ้นชินกระ Trend การค้าที่เปลี่ยนแปลงมาตลอดตั้งแต่ยุคก่อนที่เป็นการแลกเปลี่ยนกันแบบ Offline Market การซื้อขายทำได้ที่หน้าร้านค้า ต่อมาเราก็พัฒนามาสู่ยุคของความเป็น E-Commerce ซึ่งเป็นยุคที่การซื้อขายเกิดขึ้นได้ผ่าน Website ซึ่งเป็นช่องทาง Online ของร้านค้าซึ่ง Trend นี้เกิดขึ้นตามกระแสการเติบโตของระบบ Internet ที่เชื่อมโลกการค้าระหว่างกันได้อย่าไร้รอยต่อไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก จากนั้นเราได้สัมผัสกับการค้าแบบ Social Commerce, Live Commerce, ตามการเติบโตของ Platform Social Media ต่างๆ หรือแม้แต่การใช้กลยุทธ์ O2O หรือ “Online to Offline” ให้ลูกค้าชมและสัมผัสสินค้าจริงที่หน้าร้านแล้วสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Online ของธุรกิจ




เราจะเห็นได้ว่าในทุกการเปลี่ยนแปลงของ Trend การค้ามักจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ Technology หลักของโลกอยู่เสมอและจากปัจจุบันสู่อนาคตเทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับการพูดถึงกันในวงกว้างและคาดการณ์ว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกจากความเป็น Centrallization สู่การเป็น Decentralization ตัดระบบตัวกลางออกไปจากกิจกรรการค้านั่นคือเทคโนโลยี Blockchain และสิ่งที่เกี่ยวข้องการการค้า การลงทุน ที่เชื่อมโยงและมีหัวใจในการดำเนินกิจกรรมระบบที่เชื่อมโยงกับ Blockchain นี้คือระบบเงินตราการใช้จ่ายที่ถูกคาดหมายว่าจะกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของวงการด้านการเงินของธุรกิจธนาคารพาณิชย์และสถานบันการเงิน จะเข้ามา Disruption ระบบเงิน Fiat เดิมที่ใช้จ่ายกันอยู่นั่นคือ “Cryptocurrency” เพราะ ณ วันนี้แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกยังถือครองสกุลเงินที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่ง Cryptocurrency” อย่าง Bitcoin (BTC) กันในปริมาณมหาศาล อาทิ TESLA ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 2,012.40 ล้านดอลลาร์, MICRODTRATEGY ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 3,326.50 ล้านดอลลาร์, และ GALAXY DIGITA ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 767.61 ล้านดอลลาร์ (https://www.bangkokbiznews.com/news/930762
)
จนถึงวันนี้เราน่าจะได้คำตอบกันแล้วว่า Cryotocurrency จะเข้ามามีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในโลกปัจจุบันและอนาคต หากคำถามนี้ถูกถามขึ้นก่อนหน้านี้สัก 5 ปี เชื่อว่าคนทั่วไปหรือแม้แต่หลายภาคธุรกิจไม่น่าจะมองภาพออกว่ามันจะเข้ามามีบทบาทได้อย่างไรในการขับเคลื่อนโลกแห่งการค้า? เพราะนอกจาก Ecosystem ที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานประกอบกับความเข้าใจในกลไกการทำงานของ Cryptocurrency ที่ยังมีเฉพาะกลุ่มจนแทบจะเป็น Niche Market ที่มีการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนกันเองระหว่างกลุ่มเท่านั้น แต่ในปัจจุบันหลายภาคธุรกิจรวมถึงธุรกิจโรงแรมเองได้มีการพยายามนำเอาระบบการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น
- Kessler Collection ผู้ให้บริการ Luxury Boutique Hotel จากสหรัฐอเมริกาประกาศรับชำระค่าห้องพักด้วย Cryptocurrency ตามสกุลเงินที่กำหนด
- The Pavilion Hotels and Resort ประกาศรับชำระค่าห้องพักด้วย Cryptocurrency สำหรับการใช้บริการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ
- Sri Panwa และ Ba Ba Beach Club ผู้ให้บริการโรงแรมระดับ Luxury จากประเทศไทยเตรียมเปิดให้บริการรับชำระค่าห้องพักด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ด้วยเช่นกัน
สำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจซึ่งมีการนำระบบการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency มาให้บริการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการคาดการณ์ว่าในอนาคต Trend การค้าในรูปแบบ Cryptocommerce จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ประกอบด้วย
- Sansiri บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยประกาศรับชำระด้วย Cryptocurrency ด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ในการทำสัญญา การทำจอง และค่าส่วนกลาง
- Ananda Development เปิดรับชำระด้วย Cryptocurrency ในการซื้อบ้านและคอนโดในเครือของบริษัท
- ร้านกาแฟอินทนิล ในเครือ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศรับชำระค่ากาแฟในร้านด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency อย่าง BTC, ETH, USDT.
ยังไม่นับรวมการซื้อขายโดยตรงในลักษณะ P2P ของกลุ่มบุคคลทั่วไปที่ผู้ซื้อและผู้ขายเริ่มมีการยอมรับการชำระค่าสินค้าและบริการด้วย Cryptocurrency มากขึ้นแม้จะยังไม่ถึงขนาดที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าให้เข้าสู่ยุค Cryptocommerce อย่างเต็มตัวแต่ก็ถือว่าเติบโตอย่างน่าสนใจและน่าจะกลายมาเป็นช่องทางในการรับชำระเงินจากการซื้อขายอีกช่องทางหนึ่งที่จะถูกถามถึงเมื่อมีกิจกรรมทางการค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้นสังเกตได้จากการ Post ขายสินค้าและบริการในช่องทาง Social Media ต่างๆ ที่มีการระบุให้การจ่ายเงินด้วย Cryptocurrency เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการชำระหรือแม้แต่บางคนก็ระบุเลยว่า “รับชำระด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ที่ตอนเองต้องการเท่านั้น”
จนถึงวันที่ Cryptocommerce จะได้รับความนิยมและกลายมาเป็น Trend การซื้อขายหลักแทนที่หรือควบคู่ไปกับ E-Commerce เชื่อว่าระหว่างทางน่าจะต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคอีกมากมายแต่สิ่งที่จะตอบได้ว่า Trend นี้จะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมหรือไม่คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่าผู้บริโภคที่จะนิยมการซื้อขายด้วยวิธีนี้มากน้อยแค่ไหน
Natthapat Kamolpollapat (POP)
30 November 2021

holiday inn soi soon vijai

Hotel Man Travel EP นี้เฮียจะพาพวกเราไปที่ ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพ

ไปเยี่ยมชมโรงแรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การหาที่พักสำหรับผู้ป่วยพักฟื้นหรือญาติผู้ป่วยที่ต้องมาติดต่อกับโรงพยาบาล เฮียพาพวกเรามากันที่โรงแรม Holiday Inn Express Bangkok Soi Soonvijai สำหรับประสบการณ์ในการเข้าพักของเฮียครั้งนี้


1. ตัวโรงแรมค่อนข้างชัดเจนใน Market Segment หลักของโรงแรมและจากประสบการณ์ตรงของเฮียที่เคยได้มาเฝ้าไข้คุณแม่บอกเลยว่าโรงแรมนี้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้อย่างมากครับเพราะเวลาคนเฝ้าไข้จะมีอารมณ์หนึ่งคืออยากหาที่เงียบๆ สบายๆ พักสักหน่อยเพราะเครียดและเหนื่อยทั้งกายใจการได้ออกมาจากโรงพยาบาลบ้างสักนิดก็ช่วยเติมพลังชีวิตให้เราได้ครับ
2. โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มากมีทั้งหมด 8 ชั้นแต่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายดีครับ Lobby ด้านล่างค่อนข้างโปร่งโล่งดีอีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสถานที่จัดงาน Event งาน Meeting ขนาดไม่ใหญ่ได้อีกด้วย วันที่เฮียมาพักเค้ามีงานพอดีเลยครับแต่เวลาจัดงาน ABF จะเปลี่ยนเป็น ABF Box นำส่งขึ้นไปบนห้องแทนเพื่อลดความแออัดบริเวณ Lobby ด้านข้างๆ โรงแรมตรงทางเข้าจะมีซุ้มขายอาหารอยู่ด้วยนะครับและข้างๆ ทางลงลานจอดรถเค้าก็เปิดให้พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งซุ้มขายของด้วยครับถือเป็นการปรับตัวหารายได้เพิ่มที่ดีทีเดียว
3. ห้องพักของเฮียเป็นห้อง Queen Bed Standard สิ่งอำนวยความสะดวกครบตามมาตรฐานของ IGH ที่นอนนิ่มกำลังดีมีหมอนให้ถึง 4 ใบ ห้องน้ำเฮียชอบที่การออกแบบในการเปิด-ปิดประตูห้องน้ำเค้ามากครับคือถ้าเราเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปจนสุดจะกลายเป็นไปปิดประตูห้องอาบน้ำและเมื่อเปิดประตูห้องอาบน้ำจนสุดก็จะเป็นการปิดประตูห้องน้ำ แนวดีครับ
4. อาหารเช้ารสชาติปกติครับช่วงนี้สามารถสั่ง Request ได้จนกว่าจะอิ่มของเฮียอย่างที่บอกว่ามาตอนเค้าจัดงานพอดีเลยต้องสั่งก่อนล่วงหน้า 1 วันว่าจะกินอะไรเมนูก็มีหลากหลายพอสมควรครับ
5. Location เหมาะสำหรับคนที่ต้องมาติดต่อธุระหรือมาพักฟื้น มารักษา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่มากครับเพราะอยู่แทบจะติดกันเลย ของกินของใช้ก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีศูนย์การค้าเล็กๆ ที่เป็นพื้นที่เช่าของรพ. คอยอำนวยความสะดวก ของกินเพียบ ของใช้ก็เยอะ สะดวกมากครับ
6. Roof Deck นี่เฮียขึ้นไปเดินเล่นแล้วชอบนะมันร่มรื่นดีต้นไม้เยอะเหมาะกับการขึ้นมานั่งพักผ่อนคลายเครียดมากครับแต่ต้องมาตอนเช้าตรู่หรือไม่ก็เย็นเลยนะเพราะไม่งั้นจะร้อนมาก
รวมๆ แล้วก็คุ้มราคาดีครับกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับ
Room Type: Queen Bed Standard
Room Rate: 1,013.64 THB Net. (IHG Member Rate) + ABF
Hotel Man Rating Score : 7.5 / 10

Centara Ladprow

Hotel Man Travel EP. นี้เป็น EP แรกที่เฮียกลับมารีวิวอีกครั้งหลังจากที่มีมาตรการคลายล็อคดาวน์นะครับวันนี้เฮียพาพวกเรามาที่โรงแรม City Hotel ระดับ 5 ดาวโรงแรมหนึ่งที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ Central Grand at Central Plaza Ladprao Bangkok สำหรับ Experience จากการเข้าพักรอบนี้




1. เรื่องการจองที่เฮียใช้สิทธิ "เราเที่ยวด้วยกัน" พนักงานให้ความช่วยเหลือในการจองดีมากครับตั้งแต่รับจองและการส่ง Link การชำระเงินมาให้ "แต่" ตอนจองเฮียดันไปกดใส่ 1 Adult ราคาเลยรวมอาหารเช้าคนเดียวรู้ตัวก็ตอนไป Check In แล้ว สุดท้ายก็เลยต้องยอมไปจ่ายเพิ่มอีก 1 คนที่ห้องอาหารและก็ใช้ Benefit ค่าอาหารจากเราเที่ยวด้วยกันลดราคา ABF แบบ Walk-in จากพันกว่าบาทเหลือจ่าย 500 บาทเพราะรัฐช่วยไปแล้ว 600 พนักงานก็บอกเฮียมานะว่า "ถ้าจองมาตอนจองจะถูกกว่านี้" แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมันจองไปแล้ว พลาดเลย
2. เรื่องของพนักงานอันนี้ชื่นชมมากจากใจจริงเลยครับเพราะทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทาย ดูแลเอาใจใส่แขกดีมากและเป็นการยิ้มและทักทายให้ความช่วยเหลือที่มาจากใจจริง มี Service Mind ดีมาก Concierge คอยถามตลอดที่เฮียลงลิฟท์มาที่ Lobby ว่า "ไปไหนครับ" คอยบอกทางตลอดเนื่องจากโรงแรมค่อนข้างใหญ่ Outlet จะกระจายๆ กันเขารู้จุดนี้เลยเตรียมความช่วยเหลือไว้แต่เนิ่นๆ ส่วนห้องอาหารก็ดีมากๆ ครับ มี Manager เดินมาแนะนำตัวตอน ABF ด้วยว่า "เขาชื่ออะไร? เป็นผู้จัดการห้องอาหารนะ มีอะให้ให้ช่วยยินดีครับ" ชื่นชมแผนก Training และระบบการฝึกอบรมที่นี่มากครับ ปล.เจอน้อง FC คนนึงดีใจมากครับที่ได้พบ Fan Page ที่นี่
3. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Deluxe King Bed เตียงนุ่มมากกกก หลับสบาย เข้ากับหมอนที่นุ่มกำลังดี โต๊ะทำงานกว้างมากก็เหมาะเลยครับกับ Business Trip หรือ Workation ห้องน้ำก็ขนาดกำลังดีมีที่นั่งอาบน้ำด้วยครับ
4. สระว่ายน้ำในความรู้สึกเฮียค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดโรงแรมแต่คาดว่าด้วยความเป็น City Hotel น่าจะไม่ค่อยมีใครลงมาว่าย บรรยากาศรอบๆ สระว่ายน้ำร่มรื่นดีครับมีต้นไม้เยอะพื้นที่สีเขียวเหมาะแก่การนั่งพักผ่อนอ่านหนังสือ นอนเล่น ริมสระน้ำมากครับ ตอน Check In พนักงานแจ้งว่าสระน้ำต้องจองก่อน อาจด้วยเพราะต้องจำกัดจำนวนผู้ใช้งานมาตรมาตรฐาน SHA+ เช่นเดียวกับการใช้งาน SPA Cenvaree
5. อาหารเช้าค่อนข้างหลากหลายเลยครับ รสชาติดี มีให้เลือกเยอะจนเลือกไม่ถูก 555 พนักงานดูแลดีมากๆ ครับ
6. สาย Shopping น่าจะชอบเลยเพราะโรงแรมมีทางเชื่อมต่อกับห้าง "เซ็นฯ ลาดฯ" ไปมาสะดวกเหมาะแก่การ Shopping พร้อมการพักผ่อนนักแล 555
ปล. ใครที่มาจากถนนรัชดาฯ​ ให้ดูทางเลี้ยงตรงห้าแยกลาดพร้าวดีๆ นะครับเพราะถ้าเลี้ยวผิดจากพหลโยธินไปออกวิภาวดีนี่หนังชีวิตดีๆ เลยนะกว่าจะได้ U-Turn กลับมา อีกอย่างตอนเลือกเข้าลาดจอดรถให้เลือกเข้าช่องที่ 4 นะครับมันจะมีช่องสำหรับแขกจอดรถที่พักในโรงแรมอยู่จะได้ไม่ต้องเดินไกลครับ
Room Type: Deluxe King Bed
Room Rate : 1,900 THB Net. + ABF 1 Adult
Special Benefit : Discount from "เราเที่ยวด้วยกัน" 40% + คูปองอาหาร 600 บาท
Hotel Man Rating Score : 7/10

บทความแนะนำ