แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hotel man travel แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Hotel man travel แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

 เมื่อ Social Sanction ส่วนบุคคล มีผลต่อชีวิตนอกเวลางาน


จากรณีศึกษาเกี่ยวกับพนักงานโรงแรมคนหนึ่งได้กระทำกิริยาไม่เหมาะสมต่อผู้หญิงจนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกันไป ถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้วนี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่งแต่ก็ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นเขาคิดอะไรถึงได้ทำการแบบนั้นลงไป? แน่นอนว่าหลังจากที่ได้เกิดกระแสสังคมต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้ขึ้นซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกระทำนอกเวลางานซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในโรงแรมและเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลายเป็นวิกฤตชีวิตของพนักงานคนนี้ไปทันที เนื่องจากกระแสสังคมได้ตัดสินและลงโทษเขาไปเรียบร้อยแล้วจาก Comment มากมายในโลก Social ต่อพฤติกรรมของเขาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนจาก Clip ที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว กระแสความไม่พอใจ การด่าทอ เกิดขึ้นอย่างมากมายและจุดหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดการคือในช่วงเวลาต่อมา Social Sanction ที่เกิดขึ้นกับเขามันลามไปยังองค์กรที่เป็นต้นสังกัดอย่างโรงแรมของพนักงานคนนี้ มีการเข้าไป Comment ต่างๆ นาๆ ใน Official Page ของโรงแรมแห่งแรกที่ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าเป็นที่ทำงานของเขาจนโรงแรมต้องรีบออกมาชี้แจงว่าพนักงานท่านนี้ได้ลาออกจากการทำงานจากที่นี่ไปแล้วและไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะมีการชี้แจงก็จริงแต่กระแสที่หลั่งไหลเข้าไปใน Comment ที่เราคุ้นชื่อกันดีว่า “ทัวร์ลง” ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของโรงแรมนั้นอยู่พอสมควร
เมื่อโรงแรมแรกปฏิเสธความเป็นต้นสังกัดของเขาไปแล้วการดำเนินการ “ขุด” หาต้นสังกัดปัจจุบันจึงเกิดขึ้นและด้วยธรรมชาติของชาว Netizen ไทยถ้าจะสืบอะไรย่อมไม่แพ้ชาติใดในโลกหวยเลยมาออกเข้าสู่โรงแรมที่สองซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันซึ่งเมื่อรู้ต้นสังกัดของพนักงานคนนี้กระแสสังคมจึงไหลมาที่โรงแรมต้นสังกัดในเชิงกดดันถึง “การลงโทษต่อความผิดครั้งนี้ของพนักงานของโรงแรม” ซึ่ง Comment ส่วนใหญ่เป็นไปในทาง Negative มีการเชื่อมโยงไปถึงตัวของโรงแรมในด้านมาตรฐานการฝึกอบรมพนักงานและข้อสังเกตต่างๆ จนเกิดเป็น Social Media Crisis ขึ้นกับตัวโรงแรมและสุดท้ายโรงแรมจึงต้องออกมาประกาศเลิกจ้างพนักงานคนดังกล่าวในที่สุด ภายใตัเหตุผลในการเลิกจ้างเกี่ยวกับความผิดที่พนักงานคนนี้ได้กระทำซึ่งส่งผลให้โรงแรมได้รับผลกระทบไปด้วย
ในส่วนตัวของผู้ก่อเหตุนี่จะเป็นบทเรียนราคาแพงในการดำเนินชีวิตของเขาให้ได้จดจำและไม่กระทำการแบบนี้อีกเพราะ “ราคาที่ต้องจ่าย”​ จากเหตุการณ์ครั้งนี้มันน่าจะสูงเกิดกว่าที่เขาคาดไว้ ทั้งกระแสสังคมที่ไม่พอใจ การเป็นคดีความ ตกงานขาดรายได้ ไหนจะปัญหาสภาพจิตใจ อีก ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเพียงเท่านั้นเอง หากวันนั้นเขาเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น ณ วันนี้เชื่อว่าเขาก็ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่นเคย
วิเคราะห์เหตุการณ์จากกรณีศึกษานี้: เราคงไม่พูดถึงการตัดสินและผลของการกระทำผิดของพนักงานคนนี้เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับไปแล้วจากอารมณ์ชั่ววูบของเขาและเขาควรจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดราคาแพงในสิ่งที่เขาไม่ควรทำนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรจะนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อหาทางป้องกันปัญหานี้คือ
ประเด็นแรก: ความรุนแรงของ Social Sanction คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าในปัจจุบันสื่อ Social Media มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจและการใช้ชีวิตของพวกเรา โรงแรมอาจจำเป็นต้องบรรจุกรณีนี้เข้าไปในการจัดทำแผน Worse Case Scenarion ว่า “หากโรงแรมต้องได้รับผลกระทบจากมาตรการ Social Sanction ที่เกิดกับโรงแรมเองหรือการกระทำบุคคลากรของโรงแรมทั้งในและนอกเวลางาน กรณีนี้จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร?” เพราะอย่างที่รู้ว่าขอบเขตความไม่พอใจของมาตรการ Social Sanction นั้นมันสามารถลุกลามได้เป็นวงกว้างในระยะเวลาอันรวดเร็วและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโรงแรมในโลกออนไลน์ได้ แน่นอนว่าในเวลางานพนักงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายและไม่ทำให้โรงแรมเสียหาย แต่นอกเวลางานนั้นถือเป็นเวลาส่วนตัวการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโรงแรม ควรหรือไม่ควร ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย? ขอบเขตการรับผิดชอบอยู่แค่ไหน? และมันควรส่งผลต่อหน้าที่การงานหรือไม่? เพื่อความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจของโรงแรม อีกประเด็นหนึ่งคือถ้าพนักงานต้องรับผิดชอบแม้จะนอกเหนือเวลางานก็ตาม “นั่นถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานหรือไม่? ในการต้องรักษาผลประโยชน์ของโรงแรมตลอดเวลาแม้จะนอกเวลาทำงานก็ตาม?” นี่คือสิ่งที่ต้องวางแผนบริหารจัดการกันต่อไปเพื่อให้ได้ทางออกที่สมเหตุสมผลทั้งสองฝ่ายทั้งโรงแรมและพนักงาน การรักษาความสมดุลในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่สอง: เป็นสิ่งที่เริ่มมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานคนนี้ของโรงแรมว่า “เป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?” สาเหตุที่เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้เนื่องจาก สิ่งที่พนักงานคนนี้ทำถือว่าเป็นการกระทำส่วนตัวโรงแรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและที่สำคัญ “มันเป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือเวลาการทำงาน” การเลิกจ้างพนักงานคนนี้จะถือว่าโรงแรมทำเกินกว่าเหตุหรือเป็นการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมหรือเปล่า? ตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตและหาเหตุผลเกี่ยวกับการเลิกจ้างครั้งนี้ว่าไม่เป็นธรรมยกมาเป็นประเด็น แต่ในขณะเดียวกันหากมองในมุมของนายจ้างกรณีนี้เป็นไปได้ว่าการที่โรงแรมเลือกตัดสินใจเลิกจ้างนี้ โรงแรมก็น่าจะเช็คในข้อกฎหมายแรงงานมาแล้วเป็นอย่างดีเพราะคงไม่มีใครชอบที่จะไปขึ้นศาลแรงงานดังนั้นการตัดสินใจจึงน่าจะกลั่นกรองมาแล้วว่า “อยู่ในขอบเขตที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย” สาเหตุของการเลิกจ้างที่โรงแรมอาจมองว่าเป็นเหตุเป็นผลคงเป็นเรื่องของ “การทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียงซึ่งนับเป็นการสร้างความเสียหายให้กับนายจ้างอย่างหนึ่ง” ซึ่งเอาจริงๆ แม้จะไม่ได้เป็น “ความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานก็จริงแต่การกระทำที่นำมาซึ่ง Social Sanction ที่ไม่พอใจพนักงานแล้วพากันมาลงที่โรงแรมตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเลิกจ้างในที่สุด” ณ ตอนนี้เลยกลายเป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สำคัญของโรงแรมและอาจจะธุรกิจอื่นๆ ว่า “ถ้าเกิดกรณีพนักงานที่อยู่นอกเวลางานแต่กระทำผิดจนทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียง กรณีนี้ถือว่าสามารถทำการเลิกจ้างโดยไม่ผิดกฎหมายแรงงานได้หรือไม่? เพราะไม่ได้เป็นการกระทำในระหว่างปฏิบัติงานและถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานที่ต้องรับผิดชอบ”
เชื่อว่านี่คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โรงแรมต้องปรับตัวเพราะการเล่นกับกระแสสังคมถือเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะเมื่อมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงแรมมาเป็นเดิมพัน ในหลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นกันอยู่ว่า Social Sanction มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือถ้าเป็นกระแสสังคมที่กดดันให้สังคมดีขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงอันนี้ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสิ่งที่กลับกันอันนี้คือโจทย์ตัวใหญ่ที่เราต้องหาทางรับมือด้วยเช่นกัน
เคสนี้น่าสนใจว่า “ถ้าพนักงานคนนี้ก่อเหตุกระทำความผิดแบบนี้แต่โรงแรมไม่ได้รับผลกระทบหรือที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า “ทัวร์ลง” ไปที่เพจของโรงแรม ไม่มี Social Sanction พนักงานคนนี้ไปกดดันโรงแรมเพียงแต่ลงไปเฉพาะตัวคนที่กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว โรงแรมจะแก้ไขปัญหาและจัดการอย่างไร?
ในมุมของพนักงาน ณ ตอนนี้ก็คงต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นในการปฏิบัติตัวแม้จะอยู่นอกเวลางานว่าต้องไม่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของโรงแรมและในมุมของโรงแรมก็ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นอีกรายละเอียดหนึ่งในการเซ็นสัญญาจ้างงานในอนาคตก็ได้ นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมก็ต้องวางแผนการล่วงหน้าในการแก้ไขกรณีโรงแรมได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลากรนอกเวลางานด้วยเช่นกันเพราะไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตัวเอง
ส่วนตัวเฮียอยากชวนมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับว่ากรณีนี้เรามองยังไงกันบ้าง? เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและหาแนวทางป้องกันเคสในลักษณะนี้กันครับ

 ตอน เจ็บใจ คนรักโดนรังแก


มีอยู่ครั้งหนึ่ง (จริงๆ ก็หลายครั้งแหละ) เฮียเจอเคสเสี่ยงบาทา เป็นเรื่องของ “ความรักเป็นเหตุสังเกตุได้” 

โดยเรื่องมันเริ่มต้นขึ้น ณ ช่วงดึกวันหนึ่งที่เฮียเข้างานรอบดึก มีชายจากดินแดนตะวันออกกลางคนหนึ่งเดินหน้ามุ่ยเข้ามาที่ Lobby พร้อมน้องนางหนึ่งคน เฮียที่กำลังยืนตรวจ Room Rate อยู่เลยรีบเข้าไปหาแขกแล้วกล่าวทักทาย “สวัสดีครับ มีอะไรให้ช่วยเหลือครับ?” แขกคนนั้ที่ดูหงอยเหงา ในมือของเขามีทินเนอร์ เอ้ย!!! ไม่ใช่ๆ แขกก็สาดอารมณ์ใส่มาเต็มๆ เลยบ่งบอกได้ว่า “โมโหมาก” คือตอนนั้นเฮียก็ งงๆ นะ เพราะเขาไม่ได้ลงมาจากห้องพักแต่เดินเข้ามาจากด้านหน้าโรงแรมบ่งบอกว่าน่าจะออกไปทำธุระแล้วกลับเข้ามา การโมโห นี้ไม่น่าจะเกี่ยวกับโรงแรม แต่ก็ด้วยความที่ยังไม่รู้นี่แหละเลยคาดการณ์อะไรมากไม่ได้ ทำได้แค่ตั้งรับไว้ก่อน

แขกบอกเฮียมาด้วยอารมณ์โมโหว่า “ทำไม รปภ. ต้องขอดูบัตรประชาชนของผู้หญิงคนนี้เค้ามากับชั้น?” โอเค จบประโยคนี้เราอนุมานได้ว่าน่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของน้อง Join แต่น่าจะไม่ใช่ปัญหาที่ตกลงกับน้องเค้าไม่ได้เหมือนในหลายๆ เคส น่าจะเป็นปัญหาอื่น ว่าแล้วเฮียก็ขอทราบหมายเลขห้องแขกก่อนเพื่อเช็คว่าเป็นใครมาจากไหน แขกก็บอกห้องมา เฮียก็เอาไปเช็คใน PMS เจอตัวตนแขกเรียบร้อยซึ่งในการเข้าพักนั้นแขกลงทะเบียนไว้คนเดียวไม่มีใครอื่น อธิบายก่อนว่าในรอบกลางคืนนั้นจะมี รปภ. หรือ Bell Boy คอยตรวจเช็คน้อง Join ที่มาเข้าพักกับแขกเพื่อป้องกันการแอบอ้างเป็นแขกที่เข้าพัก ซึ่งก็เป็นไปตาม Process ปกติ ที่ต้องมีการขอดูบัตรประชาชนและเก็บบัตรประชาชนไว้เพื่อความปลอดภัยของแขกและก็ของตัวน้อง Join ด้วยนี่แหละเผื่อเกิดอะไรไม่คาดฝันขึ้น” แต่ก็อย่างที่รู้ว่ามันจะมีหลายครั้งที่แขกจะ “แสดงอภินิหารต่อหน้าน้องนางด้วยการปฏิเสธที่จะไม่ให้น้อง Join ให้บัตรประชาชนกับทางโรงแรม” ซึ่งก็ต้องหาเหตุผลมาอธิบายกันไป

เฮียก็เลยแจ้งแขกไปว่า “ยูต้องการจะให้เขา (น้อง Join) ลงทะเบียนเข้าพักไว้กับยูด้วยเลยไหม? เพราะห้องพักยูพักได้สองคนอยู่แล้วไม่ใช่ Single Occupancy เราจะได้ไม่ต้องขอตรวจสอบบัตรประชาชนเขาในครั้งต่อไป” แขกก็โมโหต่อว่าเฮียว่า “ไม่...เค้าแค่มาหาชั้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น” ทีนี้ก็ต้องอธิบายกันอีกว่าทำไมถึงต้องมีการขอบัตรประชาชนน้อง Join เพราะยังไงพี่แกก็ไม่ยอมเข้าใจซะทีแม้จะให้เหตุผลเรื่องความปลอดภัยของตัวแกเองนี่แหละว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นจะได้ติดตามน้อง Join ได้เพราะในสังคมมันก็มีทั้งคนดีคนไม่ดีปะปนกันไป เราไม่มีทางรู้ว่าใครเป็นใคร แต่แขกก็ไม่เข้าใจ

น้อง Join ที่เห็นแขกโมโหก็รีบเข้ามาหาเฮียแล้วยื่นบัตรประชาชนให้ก่อนหันไปบอกแขกว่า “OK” เหมือนพยายามจะอธิบายว่า “เข้าใจ Process โรงแรมและ OK กับการให้บัตรไม่มีปัญหา” แต่แขกก็ยังไม่จบยังหันมาบอกกับน้องเค้าว่า “แต่ชั้นไม่ OK” แล้วก็หันมาโชว์รวยใส่เฮียอีกว่า “ชั้นต้องจ่ายเท่าไหร่?” ป๊าดดด รวยแท้หนอ เฮียก็เลยตอบไปว่า “ ผมไม่ง่ายนะครับ เอ้ย!! ไม่ใช่ๆ ไม่ต้องจ่ายอะไรเลย แค่ยูแจ้งมาว่าจะให้เขาลงทะเบียนเข้าพักด้วยไหม หรือจะให้เขาฝากบัตรไว้ แค่นั้นเอง” แต่ในชีวิตการทำงานรอบดึกของคุณน้อยครั้งนักที่คุณเจอเคสแบบนี้แล้วมันจะจบลงด้วยดี แขกก็จะไม่ยอมท่าเดียวและจะพาน้องขึ้นห้องให้ได้โดยที่ไม่ยอมให้บัตร เฮียก็ยืนยันคำเดิมว่า “ถ้าไม่ฝากบัตรไว้ก็ไม่ให้ขึ้น” สักพักแขกถามหา “ผู้จัดการ” คราวนี้เฮียก็เลยแสดงตัวไปว่า “ฉันเป็นผู้จัดการรอบดึกวันนี้และมีหน้าที่ในการดูแลแขกทุกคนรวมทั้งยูด้วย” แขกก็ไม่ยอมและยกสถานะขึ้นไปอีกว่า “ชั้นต้องการคนที่ใหญ่กว่ายู” จังหวะที่เฮียกำลังอ้าปากจะอธิบาย ทันใดนั้นน้อง Join เหมือนจะอยากไปให้พ้นจากคนแถวนี้ คือพยายามที่เอาบัตรมาให้เฮียแต่แขกก็ยังห้ามไว้ตลอด

เฮียเลยหันไปมองน้อง Bell Boy ส่งสัญญาณลับข้ามเวลาที่รอบดึกซึ่งอยู่คู่กันมาจะรู้กัน ก่อนเฮียใช้วิธีการ “เล่าเรื่อง” เพราะถ้าใช้การอธิบายยังไงแขกก็ไม่น่าจะฟังเฮียเลยลองเปลี่ยนวิธีซึ่งตอนนั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะได้ผลไหม 555 เพื่อให้แขกสงบสติอารมณ์โดยค่อยๆ ดึงความสนใจแขกมาทีละนิดด้วยประโยคคำถาม “ยูรู้ไหมว่าทำไมเราต้องเก็บบัตรประชาชนเขา?” แขกเริ่ม งง ว่ามันจะมาไม้ไหนวะเมื่อกี้ยังยืนมึนๆ อยู่เลย แขกก็ตอบกลับมาแบบมีอารมณ์แต่เหมือนเบาลงเพราะเริ่มจะ งง กับท่าทีของเฮีย 555 “ชั้นไม่รู้หรอก นั่นไม่ใช่ธุระของชั้น” เฮียก็เลยบอกแกไปว่า “ยูโชคดีนะน้องคนนี้เค้าเป็นคนดีและยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงแรมไม่เหมือนกับเคสเมื่อเดือนก่อนนี้เลย” คราวนี้แขกเริ่ม งง อีกรอบและถามกลับมา “เคสอะไร?” เฮียก็เล่าให้แขกฟัง “มีแขกคนนึงแอบพาบุคคลภายนอกขึ้นไปโดยไม่ยอมบอกเราและไม่ยอมให้บุคคลภายนอกนั้นให้บัตรประชาชนซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในการอ้างอิงตัวตนของบุคคลภายนอกไว้กับเรา....แล้วยูรู้ไหมเกิดอะไรขึ้นกับเขา?” แขกเริ่ม งง แต่ยังมีท่าทีหงุดหงิดอยู่ “อะไร?” เฮียก็เลยเฉลยไปว่า “แขกคนนั้นโดนรูดทรัพย์หมดตัวเลย จนต้องไปติดต่อสถานฑูต โรงแรมก็ติดตามอะไรคนร้ายไม่ได้เลยเพราะไม่มีเอกสารอะไรให้ติดตาม

จังหวะที่กำลังดึงความสนใจแขกมาตอนแรกนั้นเฮียหันไปบอกน้อง Bell Boy รอบดึก ซึ่งเป็นภาษากายที่เรารู้กันว่า “ถ้าเกิดกรณีนี้ให้เข้าไปทางน้อง Join และรับบัตรมาเลยโดยไม่ให้แขกรู้” เนื่องจากปัญหาไม่ได้อยู่ที่น้องแต่อยู่ที่แขก ถ้าเคลียร์ทุกอย่างเรียบร้อยตามกระบวนการก็จบ

แขกฟังเฮียจนจบทีนี้ก็หันไปมองผู้หญิงแล้วก็หันกลับมาหาเฮียก่อนพูดด้วยเสียงที่ยังหงุดหงิดอยู่แต่น้อยลงว่า “ไม่เป็นไรชั้นดูแลตัวเองได้” เฮียก็เลยแจ้งแขกไปว่า “เชิญขึ้นห้องได้เลยนะ ตอนนี้แขกของยูให้บัตรเราเรียบร้อยแล้ว” แขกก็เหมือนจะตกใจนิดๆ ว่ามันไปให้กันตอนไหนวะ และยังไม่ทันจะอ้าปากน้อง Join ก็คว้าแขนแล้วรีบเดินขึ้นห้องเลย แขกก็โดนลากไปแบบ งงๆ หันหลังกลับมาจะด่าต่อแต่ก็ไม่ทันเพราะน้อง Join พาเข้าลิฟท์เรียบร้อยแล้ว เอวัง ด้วยประการละฉะนี้แล 

#hotelman #hotelmantravel #hotelblogger#hoteljob #hotelstaff




 Communication Skill อีกหนึ่งทักษะจำเป็นในโลกอนาคต

เคยสังเกตกันไหมครับว่าปัจจุบันนี้ในมุมของความเป็นแรงงาน มีทักษะมากมายหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้ทั้งความรู้ในงาน ทั้งความรู้รอบตัว ความรู้ด้านเทคโนโลยี ทักษะดิจิทัลต่างๆ ฯลฯ ทั้งหมดก็เป็นไปเพื่อให้เรามีแต้มต่อในการหาโอกาสเติบโตด้านหน้าที่การงานและก้าวไปสู่ความเป็นแรงงานทักษะสูงซึ่งเป็นแรงงานที่ภาคธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตต้องการ “ยอมจ่ายแพงแต่แลกกับทักษะที่หลากหลาย”



แต่เชื่อไหมครับว่ามันยังมีทักษะพื้นฐานมากๆ ของมนุษย์ที่เรามักจะละเลยและไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าที่ควรเพราะมองว่ามันเป็น “ทักษะพื้นฐาน” นั่นคือเรื่องของ “Communication” หรือการติดต่อสื่อสารกัน การมีปฎิสัมพันธ์กัน การพบปะพูดคุยกัน เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่างๆ ถาโถมเข้ามาในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างมากมายและหนึ่งในเป้าหมายการอำนวยความสะดวกสบายของเทคโนโลยีเหล่านั้นคือเรื่องของ “การอำนวยความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสาร” Application ต่างๆ หรือแม้แต่ Chat bot ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายให้เราเลือกใช้แบบนับไม่ถ้วนให้เราได้ติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวกสบายทั้งในด้านชีวิตส่วนตัวและทางธุรกิจ หนึ่งในวิธีการยอดนิยมคือการ “Chat” ผ่าน Application ต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาโทรคุยกันให้ยุ่งยากและไม่จำเป็นต้องพบหน้าค่าตากัน (ไม่นับกรณี VDO Call หากัน) ยกเว้นมีธุระจริงๆ
และจากความสะดวกนี้เมื่อเราพิมพ์โต้ตอบกันไปมาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว จนไม่จำเป็นต้องมาพบเจอกัน ในบางครั้งพอเรามาเจอหน้ากันมันดันกลายเป็นว่าเกิดอาการ “ไม่รู้จะพูดยังไง” เพราะการเจอกันแบบ Face to Face เป็นการเจอกันของมนุษย์ซึ่งมีอารมณ์และการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางเข้ามาเกี่ยวข้องและจากการที่เราไม่จำเป็นต้องเจอกันนานเข้ามันทำให้เราอาจเกิดอาการที่เรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า “ไม่รู้จะแสดงทีท่ากับคู่สนทนายังไง” เพราะมันแตกต่างจากการ Chat กันที่ไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบนี้เข้ามา และพอไม่รู้จะทำตัวยังไงมันเลยกลายเป็นบทสนทนาที่อาจจะจับใจความอะไรไม่ได้
เมื่ออาการนี้เข้ามาบรรจบในที่ทำงานมันเลยกลายเป็นการ “พูดกันไม่รู้เรื่อง” สื่อสารกันไม่เข้าใจเพราะคุ้นชินกับการคุยกันแบบไม่เห็นหน้าและ “Chat” กันมากกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่มาของทักษะที่น่าจะต้องถูกบรรจุเข้าไปในอนาคตด้วยเช่นกันนั่นคือเรื่องของ “ทักษะการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน” เมื่อมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมถูกเทคโนโลยีเข้าแทรกกลางและลดความเป็นสัตว์สังคมที่ต้องเจอหน้าค่าตา พูดคุยกัน รับรู้อารมณ์ความรู้สึกระหว่างกันลงไป ความเฉยชา ความสนใจและใส่ใจผู้อื่นก็อาจจะน้อยลงไปจนนำมาซึ่งการติดต่อสื่อสารระหว่างกันที่อาจจะทำให้พูดกันไม่รู้เรื่องเมื่อต้องมาเจอหน้ากันได้
อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ “ทักษะในการสื่อสารสำคัญในอนาคต” คือข้อมูลต่างๆ ที่ในปัจจุบันมีให้เสพกันมากมาย และแน่นอนว่าเมื่อข้อมูลมันมีมาก บางคนก็อยากจะแสดงออกมากซึ่งในมุมหนึ่งมันก็ดีที่ถ้าข้อมูลนั้นมาช่วยเติมเต็มทางธุรกิจและเป็นประโยชน์ในการดำเนินงาน แต่หากกลับกันถ้าข้อมูลที่ได้มาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับงานที่ทำเลยเพียงแต่ผู้นำเสนออยากจะสื่อสารออกมาแบบนี้ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจจะทำให้การติดต่อสื่อสารกันไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุยกันไม่รู้เรื่อง เสียเวลาและเสียโอกาสในการเริ่มงานไป
ถึงตรงนี้แล้ว “ทักษะการติดต่อสื่อสาร” น่าจะเป็นอีก Skill ที่ควรจะต้องหันกลับมามองอย่างจริงจังเพราะไม่ว่าข้อมูล วิธีการ จะดีแค่ไหนแต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นชิ้นเป็นอันได้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565

Robinhood Travel

 “ก้าวไปด้วยกัน ก้าวไปให้ไกล ก้าวไปกับ Robinhood Travel”


อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเรามีมูลค่านับล้านล้านบาทด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากถึง 39 ล้านคนในช่วงก่อนวิกฤต COVID-19 ระบาดที่ผ่านมา ประเทศไทยของเราได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมนี้แต่ก็อาจจะเรียกได้ว่าไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยสักเท่าไหร่นักโดยเฉพาะเมื่อมองลึกเข้าไปในภาคธุรกิจโรงแรม
ช่องทางการจองห้องพักของนักท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือการจองห้องพักผ่านตัวกลางการรับจองในระบบ Online อย่าง OTA (Online Travel Agency) ซึ่งโรงแรมมีภาระค่าใช้จ่ายในส่วนของค่า Commission ที่เริ่มต้นตั้งแต่ 15% จนถึงอัตราสูงสุดกว่า 40% แลกกับความสามารถในการทำตลาดและเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวของ OTA ต่างๆ สิ่งที่น่าเป็นห่วงตรงจุดนี้นอกเหนือจากอัตราค่า Commission ที่ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายของโรงแรมซึ่งในปัจจุบันเริ่มมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ผู้ประกอบการโรงแรมต้องเสียค่า Commission ในอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในช่วง COVID-19 ด้วยก็ตามเพื่อแลกกับยอดการจองที่จะได้รับเข้ามา แม้จะรู้ว่าบางกรณีเป็นการได้ไม่คุ้มเสียแต่ก็จำเป็นที่จะต้องทำ อีกกรณีหนึ่งคือผลประโยชน์รายได้ด้านภาษีของประเทศไทยจากอัตราค่า Commission ของผู้ให้บริการ OTA เหล่านั้นที่ไม่สามารถเรียกเก็บได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเนื่องจากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจอยู่ในต่างประเทศทำให้ประเทศไทยสูญเสียสิทธิประโยชน์ตรงนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปด้วย Game Changer กับ Platform OTA สัญชาติไทยแท้อย่าง Robinhood Travel ที่เป็นบริการซึ่งต่อยอดมาจาก Application : Robinhood ที่ก่อนหน้านี้ได้มีบริการ Food Delivery ออกมาเป็นตัวช่วยในการสร้างรายได้เพิ่มด้วย Model การลดรายจ่ายค่า GP ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารมาแล้ว สำหรับ Robinhood Travel นี้เป็น Function ใหม่ใน Platform ของ Robinhood ที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมและการท่องเที่ยวด้วยนโยบายที่ช่วยต่อลมหายใจและพาธุรกิจการท่องเที่ยวไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรงด้วยสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการในรูปแบบ “Zero Commission” เพราะ Robinhood Travel เข้าใจในสถานการณ์ที่ยากลำบากของผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว การเลือกที่จะ “ไม่เก็บค่าคอมิชชั่น” ของ Robinhood Travel ก็เพื่อให้โรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยว ได้นำค่าใช้จ่ายที่ไม่ต้องจ่ายตัวนี้กลับไปเป็น “ส่วนลดและสิทธิประโยชน์ให้กับนักท่องเที่ยวแทน” เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ประเทศชาติได้ผลประโยชน์ ผู้ประกอบการลดภาระค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ สำหรับผู้เข้าร่วม Platform กับ Robinhood Travel ประกอบด้วย
1. สามารถรับเงินจากการขายได้ภายใน 1 ชั่วโมงหลังแขก Check Out
2. สามารถบริหารจัดการราคา แพ็คเกจส่งเสริมการขายและดีลต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
3. สามารถเพิ่มช่องทางในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆของ Robinhood ได้อย่างต่อเนื่อง
4. มีระบบ Partner Care Center ติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง (แก้ไขปัญหาการติดต่อยากที่นักท่องเที่ยวยังคงพบเจออยู่ในผู้ให้บริการ OTA ในปัจจุบัน)
Robinhood Travel มีแผนเปิดตัวให้บริการในเดือนมีนาคม 2565 นี้นะครับ โรงแรมหรือที่พักไหน สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Robinhood Travel เพื่อรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ในอนาคตสามารถลงทะเบียนได้ทันทีตาม Link ด้านล่างนี้หรือสนใจสอบถามเพิ่มเติมโทร 02 777 7564 ครับ
Link ลงทะเบียน : https://otaregister.robinhood.in.th/...
มาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบนผลประโยชน์ของประเทศไทยไปกับ Robinhood Travel : OTA สัญชาติไทยที่พร้อมอยู่เคียงข้างและพาผู้ประกอบการไทยก้าวไกลไปสู่ระดับโลกครับ

วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

อุตสาหกรรมโรงแรมกับยุคของ Metaverse

ทันทีที่ Facebook ประกาศ Rebrand ตัวเองเป็น “META” และนำตัวเองเข้าสู่ยุคของ METAVERSE หรือ “จักรวาลนฤมิตร” ใน Version ภาษาไทยอย่างเต็มตัว หลายๆ ภาคธุรกิจมีการตื่นตัวกันอย่างแพร่หลายและพยายามวางแผนปรับองค์กรเข้าสู่ยุคของ Metaverse กันอย่างคึกคัก มีทั้งการปรับองค์กรด้วยตนเองหรือแม้แต่การไปเป็นพันธมิตรทางการค้ากับบริษัทที่มี Know How ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Metaverse เพื่อปรับภาพลักษณ์องค์กรของตนเองให้ดูทันสมัยและมี Movement อยู่ตลอดเวลา ส่วนในความเป็นจริงๆ แล้วการปรับตัวเหล่านั้นจะไปได้ไกลแค่ไหนคำตอบคงมีให้เห็นในไม่ช้า



มาถึงอุตสาหกรรมการโรงแรมซึ่งก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่หนีไม่พ้นในการต้องเริ่มหาทางปรับตัวรับ Trend ของ Metaversee นี้ เพราะแม้เราจะเข้าใจกันดีว่าอุตสาหกรรมโรงแรมนั้นเป็นธุรกิจที่ “สร้างความสุขกับการพักผ่อน” ของแขกผู้เข้าพัก การได้มาพักในโรงแรมที่มีทัศนียภาพสวยๆ มีบริการที่ดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบถ้วนถือเป็นจุดแข็งและเอกลักษ์ที่โลกเสมือนจริงไม่สามารถมอบประสบการณ์เหล่านี้ให้กับแขกผู้เข้าพักได้ดีเท่ากับการที่แขกได้เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง
แต่ถึงยุคหนึ่งที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและกระแสการไหลบ่าเข้ามาของเทคโนโลยีต่างๆ มากมายทำให้ในหลายๆ ครั้งโรงแรมเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปรับตัวไปตามกระแสเหล่านั้นแม้จะยังคงมีจุดแข็งด้านการมอบ Customer Experience ในโลกแห่งการพักผ่อนที่สัมผัสได้ให้กับแขกผู้เข้าพักแต่ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ในบางครั้ง “แขกผู้เข้าพักก็อยากลองประสบการณ์อะไรใหม่ๆ ที่ล้อไปตามกระแสเทคโนโลยีดูบ้าง” แม้จะไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงธุรกิจโรงแรมไปอย่างเต็มตัวแต่ก็ต้องยอมรับว่ามีหลายบริการที่ต้องปรับไปตามกระแสเทคโนโลยีตั้งแต่ การใช้หุ่นยนต์เข้ามาทำงานในโรงแรม การพัฒนาระบบการชำระเงินและการ Check In ให้เป็นแบบ Touchless บ้าง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังคงต้องมีการพัฒนากันไปอย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีการนำเทคโนโลยี VR/AR ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีเสมือนที่มีความใกล้เคียงกับความเป็น Metaverse เข้ามาใช้งานในบางโรงแรมแต่ก็ยังไม่นับว่านี่เป็นการเข้าสู่ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะ VR/AR เป็นแค่ส่วนหนึ่งของโลกเสมือนที่สร้างการรับรู้ให้กับลูกค้าได้เฉพาะส่วนที่ได้มีการกำหนดไว้แล้วเท่านั้น เช่น การสำรวจห้องพักและโรงแรมผ่านเทคโนโลยี VR/AR เป็นต้น
ในส่วนของ Metaverse ถ้าจะมองกันตามความเป็นจริงๆ แล้วเชื่อว่าน่าจะเข้ามาส่งผลกระทบเป็นส่วนน้อยกับอุตสาหกรรมโรงแรมเพราะถ้าเรามองดูธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับกระแส Metaverse และทำให้จักรวาลนฤมิตรนี้ได้รับความนิยมจนมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาเป็นอีกโลกคู่ขนาดหนึ่งของเราอย่างอุตสาหกรรมเกมส์เราจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมถ้าจะเติบโตในโลก Metaverse ได้เท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์นั้นเป็นไปได้ยากมากเพราะ Ecosystem ที่อาจจะไม่เอื้ออำนวยทั้งในมุมของนักพัฒนาและผู้ใช้งานแล้วยังมีเรื่องของ “เศรษฐกิจหมุนเวียนที่จะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมโลก Metaverse” ที่ยังคงไม่มีมูลค่ามหาศาลจนดึงดูนักลงทุนและผู้ใช้งานได้มากเท่ากับอุตสาหกรรมเกมส์ที่มีพร้อมทั้งนักพัฒนา ผู้เล่น ผู้ใช้งาน และเศรษฐกิจหมุนเวียนต่างๆ เช่น การซื้อขายที่ดินและตัวละครในเกมส์ ยังไม่นับรวมกระแส “Play to Earn” ที่เล่นเกมส์แล้วสร้างรายได้ให้กับผู้เล่นได้อีก
แต่หากจะมองกันว่าจะมีส่วนไหนของ “Metaverse” ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโรงแรมได้บ้างและน่าจะทำให้ Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเกิดขึ้นได้จริง อาจจะเป็นเรื่องของสิ่งที่จะเกิดขึ้นดังนี้
1. การร่วมมือกันของ Supply Chain ด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการสร้าง Metaverse ร่วมกัน เพราะหากจะสร้าง Metaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมเพียงอย่างเดียว คนเดียว อาจจะดึงดูผู้ใช้งานได้น้อยมากแต่หากเป็นการรวมกลุ่มกัน ตัวอย่างเช่น การซื้อที่ดินใน Metaverse แล้วสร้างเป็น Communities ด้านการท่องเที่ยวขึ้นมา มีโรงแรม มีร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยว มีกิจกรรม ให้ผู้เข้าใช้งานได้มีส่วนร่วม เป็นโลกเสมือนอีกโลกหนึ่งที่ให้ผู้ใช้งานมาใช้เวลาในการท่องเที่ยวได้เหมือนการมาเที่ยวด้วยตนเองจริงๆ โดยอาจจะต้องมี Challenge การให้รางวัลหรือการสร้างรายได้เข้ามาจูงใจ หากเป็นลักษณะนี้อาจจะมีความเป็นไปได้ในการเข้าสู่โลก Metaaverse ของอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว
2. ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งหากอุตสาหกรรมโรงแรมจะเข้าสู่ Metaverse เพราะด้วยข้อจำกัดด้านความนิยม แรงดึงดูให้ผู้คนเข้าไปใช้งาน หาก Metaverse ที่อุตสาหกรรมโรงแรมจะสร้างขึ้นไม่มีขนาดของเศรษฐกิจหรือผลประโยชน์ที่ใหญ่พอจะดึงดูให้คนเข้าไปใช้งานได้ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จเหมือนกับระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนใน Metaverse ของอุตสาหกรรมเกมส์ที่เกิดขึ้นและได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในปัจจุบัน
3. Ecosystem สภาพแวดล้อมภายใน Metaverse ทั้งในส่วนของนักพัฒนา นักลงทุน ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยน และผู้ใช้งาน ที่จำเป็นต้องใช้เวลาและสิ่งดึงดูดให้องค์ประกอบเหล่านี้เกิดขึ้น
คงจะเร็วไปที่จะสรุปว่า Metaverse ไม่เหมาะกับอุตสาหกรรมการโรงแรมและผู้ประกอบการรวมทั้งบุคคลากรในอุตสาหกรรมไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลกับกระแสของ Metaverse มากไปเพราะด้วยข้อมูลและภาพของอุตสาหกรรมโรงแรมที่จะโลดแล่นอยู่ในโลกของ Metaverse นั้นยังคงไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตเราจะไม่มีโอกาสเห็นอุตสาหกรรมโรงแรมบนโลก Metaverse เกิดขึ้นจริง จนกว่าจะถึงเวลานั้นคงต้องรอให้กระแสของ Metaverse มีความชัดเจนและเป็นรูปเป็นร่างมากกว่านี้ก่อนจึงจะตอบได้ว่าอุตสาหกรรมโรงแรมและยุค Metaverse ที่จะมาถึงนี้สามารถเดินทางควบคู่กันไปได้หรือไม่? และถ้าไปได้ จะไปในทิศทางใดเราคงต้องรอติดตามกันต่อไปครับ
N. Kamolpollapat - Hotel Man
5 December 2021

Movenpick

Hotel Man Travel EP ก่อนอื่นต้องขอบคุณ "น้องต่อ" Marcom. Manager ก่อนนะครับที่เชิญเฮียไปพักและให้การดูแลต้อนรับเป็นอย่างดีสำหรับ Mövenpick Siam Hotel Na Jomtien Pattaya อีกหนึ่ง Family Hotel ที่น่าสนใจมากครับ ด้วยตัวทำเลที่ตั้งที่อยู่ในจุดที่ไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากนัก ตัวโรงแรมมีความเป็นส่วนตัวสูงหาดโรงแรมมีลักษณะเป็นเหมือนหาดส่วนตัว สำหรับประสบการณ์การเข้าพักของเฮียกับที่นี่นะครับ


1. ห้องพักของเฮียเป็นแบบ Junior Suite Room - Seaview ตัวห้องค่อนข้างกว้างขวางและดูโปร่งโล่งดีครับ ไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งอะไรมาก *ที่ให้เต็มสิบเลยคือที่นอนและหมอนครับเพราะนอนหลับสบายมากแบบเวลาที่เอนหลังลงไปหัวถึงหมอนแล้วมันรองรับสรีระเราพอดีช่วยให้หลับสบายหลับสนิทขึ้นครับ ส่วนห้องน้ำก็มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่คนที่มี Honeymoon หรือ Wedding Aniversary น่าจะชอบ ระเบียงห้องเฮียมองออกไปเห็นวิวทะเลแบบเต็มลูกหูลูกตาเลยแต่จะมีบางครั้งด้วยความที่มันตั้งอยู่กับ Project Residence ของโครงกรร White Sand Beach เลยอาจจะมีกลิ่นบุหรี่ลอยมานิดๆ
2. F&B Outlet ค่อนข้างเยอะเลยครับเลือกได้ตามใจชอบเลยมีครบทุกความต้องการตั้งแต่ คนรักเนื้อและสเต๊กกับเนื้อวัวนำเข้าระดับ Premium ที่ห้องอาหาร T55 New York Grill Room คนรักของหวานที่ Red Coral Lounge คนรักอาหารไทยที่ Twist และ La Costa สำหรับอาหารเช้าของเฮียไปทานในส่วนของ Panorama Club Lounge ชั้น 3 อาหารค่อนข้าง Premium ดีครับในส่วนของเนื้อสัตว์ แฮม ต่างๆ แต่สำหรับอาหารเช้าที่ Twist ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากครับมีความหลากหลายและคุณภาพดีเหมือนกัน เข้าพักที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลยครับถ้าไม่มี Program ต้องออกไปกินร้านข้างนอกโรงแรมอยู่ในโรงแรมก็หาทานได้สะดวก รสชาติดีครับ
3. ตัวสระว่ายน้ำแบ่งโซนระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ค่อนข้างเป็นสัดส่วนและยังมี Lifeguard คอยดูแลตลอด มีห้องอาหาร "La Costa" เผื่อเวลาหิวด้วย หน้าหาดมี Sunbed ให้บริการค่อนข้างเยอะเลยทีเดียวครับ บวกกับกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัค ที่พายได้ฟรี (ถ้าไม่กลัวร้อนนะ 55)
4. สำหรับเด็กๆ ที่นี่จะมีส่วนของสนามเด็กเล่นและห้อง Kids Club ไว้ให้บริการด้วยนะครับ เท่าที่เฮียเห็นนี่น้องๆ ดู Enjoy กันมากเลย ที่สำคัญเค้ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสุขอนามัยโดยจะมีการทำความสะอาดเครื่องเล่นเป็นรอบๆ ด้วยนะครับ
5. ลานจอดรถถือว่าเยอะอยู่แต่ถ้าจะจอดในร่มอาจจะต้องรอจังหวะดีๆ นิดนึงเพราะมีจำนวนจำกัดส่วนใหญ่จะได้จอดที่ลานกลางแจ้งกันเพราะมีขนาดใหญ่และจุได้เยอะกว่า แม้จะไกลจากตัว รร แต่เค้าก็มีรอรับ-ส่ง อยู่ครับ
โดยรวมก็แนะนำสำหรับคนที่กำลังหาที่พักแนวครอบครัวที่มีกิจกรรมเยอะ อยากใช้เวลาในโรงแรมมากกว่าการใช้เวลาข้างนอกเพราะที่นี่ถ้ามาแล้วอยู่ในโรงแรมได้ทั้งวันเลยครับ
Room Type : Junior Suite Room - Sea View
Room Rate : Full Complimentary
Hotel Man Rating Score : 8/10
สำหรับคนที่สนใจโรงแรมนี้นะครับ ติดต่อได้ที่
ช่องทางการจอง https://bit.ly/3BAIQyK
โทรศัพท์ 033-078-888
อีเมล์ HB4J6-RE1@accor.com
ข่าวสารและ Promotion โรงแรม: facebook.com/movenpickpattaya
LINE: https://in.ee/TEsZJPA
หรือ @movenpickpattaya.

Cryptocommerce เทรนด์การค้าใหม่ในอนาคต?

ในโลกธุรกิจการค้าเราคงคุ้นชินกระ Trend การค้าที่เปลี่ยนแปลงมาตลอดตั้งแต่ยุคก่อนที่เป็นการแลกเปลี่ยนกันแบบ Offline Market การซื้อขายทำได้ที่หน้าร้านค้า ต่อมาเราก็พัฒนามาสู่ยุคของความเป็น E-Commerce ซึ่งเป็นยุคที่การซื้อขายเกิดขึ้นได้ผ่าน Website ซึ่งเป็นช่องทาง Online ของร้านค้าซึ่ง Trend นี้เกิดขึ้นตามกระแสการเติบโตของระบบ Internet ที่เชื่อมโลกการค้าระหว่างกันได้อย่าไร้รอยต่อไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก จากนั้นเราได้สัมผัสกับการค้าแบบ Social Commerce, Live Commerce, ตามการเติบโตของ Platform Social Media ต่างๆ หรือแม้แต่การใช้กลยุทธ์ O2O หรือ “Online to Offline” ให้ลูกค้าชมและสัมผัสสินค้าจริงที่หน้าร้านแล้วสามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทาง Online ของธุรกิจ




เราจะเห็นได้ว่าในทุกการเปลี่ยนแปลงของ Trend การค้ามักจะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ Technology หลักของโลกอยู่เสมอและจากปัจจุบันสู่อนาคตเทคโนโลยีหนึ่งที่กำลังได้รับการพูดถึงกันในวงกว้างและคาดการณ์ว่าจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกจากความเป็น Centrallization สู่การเป็น Decentralization ตัดระบบตัวกลางออกไปจากกิจกรรการค้านั่นคือเทคโนโลยี Blockchain และสิ่งที่เกี่ยวข้องการการค้า การลงทุน ที่เชื่อมโยงและมีหัวใจในการดำเนินกิจกรรมระบบที่เชื่อมโยงกับ Blockchain นี้คือระบบเงินตราการใช้จ่ายที่ถูกคาดหมายว่าจะกลายมาเป็นคู่แข่งตัวฉกาจของวงการด้านการเงินของธุรกิจธนาคารพาณิชย์และสถานบันการเงิน จะเข้ามา Disruption ระบบเงิน Fiat เดิมที่ใช้จ่ายกันอยู่นั่นคือ “Cryptocurrency” เพราะ ณ วันนี้แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกยังถือครองสกุลเงินที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่ง Cryptocurrency” อย่าง Bitcoin (BTC) กันในปริมาณมหาศาล อาทิ TESLA ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 2,012.40 ล้านดอลลาร์, MICRODTRATEGY ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 3,326.50 ล้านดอลลาร์, และ GALAXY DIGITA ถือครอง BTC มูลค่ากว่า 767.61 ล้านดอลลาร์ (https://www.bangkokbiznews.com/news/930762
)
จนถึงวันนี้เราน่าจะได้คำตอบกันแล้วว่า Cryotocurrency จะเข้ามามีบทบาทมากน้อยแค่ไหนในโลกปัจจุบันและอนาคต หากคำถามนี้ถูกถามขึ้นก่อนหน้านี้สัก 5 ปี เชื่อว่าคนทั่วไปหรือแม้แต่หลายภาคธุรกิจไม่น่าจะมองภาพออกว่ามันจะเข้ามามีบทบาทได้อย่างไรในการขับเคลื่อนโลกแห่งการค้า? เพราะนอกจาก Ecosystem ที่ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานประกอบกับความเข้าใจในกลไกการทำงานของ Cryptocurrency ที่ยังมีเฉพาะกลุ่มจนแทบจะเป็น Niche Market ที่มีการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนกันเองระหว่างกลุ่มเท่านั้น แต่ในปัจจุบันหลายภาคธุรกิจรวมถึงธุรกิจโรงแรมเองได้มีการพยายามนำเอาระบบการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency เข้ามาอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น
- Kessler Collection ผู้ให้บริการ Luxury Boutique Hotel จากสหรัฐอเมริกาประกาศรับชำระค่าห้องพักด้วย Cryptocurrency ตามสกุลเงินที่กำหนด
- The Pavilion Hotels and Resort ประกาศรับชำระค่าห้องพักด้วย Cryptocurrency สำหรับการใช้บริการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ
- Sri Panwa และ Ba Ba Beach Club ผู้ให้บริการโรงแรมระดับ Luxury จากประเทศไทยเตรียมเปิดให้บริการรับชำระค่าห้องพักด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ด้วยเช่นกัน
สำหรับธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจซึ่งมีการนำระบบการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency มาให้บริการ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งในการคาดการณ์ว่าในอนาคต Trend การค้าในรูปแบบ Cryptocommerce จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ประกอบด้วย
- Sansiri บริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยประกาศรับชำระด้วย Cryptocurrency ด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ในการทำสัญญา การทำจอง และค่าส่วนกลาง
- Ananda Development เปิดรับชำระด้วย Cryptocurrency ในการซื้อบ้านและคอนโดในเครือของบริษัท
- ร้านกาแฟอินทนิล ในเครือ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประกาศรับชำระค่ากาแฟในร้านด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency อย่าง BTC, ETH, USDT.
ยังไม่นับรวมการซื้อขายโดยตรงในลักษณะ P2P ของกลุ่มบุคคลทั่วไปที่ผู้ซื้อและผู้ขายเริ่มมีการยอมรับการชำระค่าสินค้าและบริการด้วย Cryptocurrency มากขึ้นแม้จะยังไม่ถึงขนาดที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการค้าให้เข้าสู่ยุค Cryptocommerce อย่างเต็มตัวแต่ก็ถือว่าเติบโตอย่างน่าสนใจและน่าจะกลายมาเป็นช่องทางในการรับชำระเงินจากการซื้อขายอีกช่องทางหนึ่งที่จะถูกถามถึงเมื่อมีกิจกรรมทางการค้าระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากขึ้นสังเกตได้จากการ Post ขายสินค้าและบริการในช่องทาง Social Media ต่างๆ ที่มีการระบุให้การจ่ายเงินด้วย Cryptocurrency เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในการชำระหรือแม้แต่บางคนก็ระบุเลยว่า “รับชำระด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ที่ตอนเองต้องการเท่านั้น”
จนถึงวันที่ Cryptocommerce จะได้รับความนิยมและกลายมาเป็น Trend การซื้อขายหลักแทนที่หรือควบคู่ไปกับ E-Commerce เชื่อว่าระหว่างทางน่าจะต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคอีกมากมายแต่สิ่งที่จะตอบได้ว่า Trend นี้จะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมหรือไม่คงไม่มีใครตอบคำถามนี้ได้ดีเท่าผู้บริโภคที่จะนิยมการซื้อขายด้วยวิธีนี้มากน้อยแค่ไหน
Natthapat Kamolpollapat (POP)
30 November 2021

holiday inn soi soon vijai

Hotel Man Travel EP นี้เฮียจะพาพวกเราไปที่ ซอยศูนย์วิจัย กรุงเทพ

ไปเยี่ยมชมโรงแรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์การหาที่พักสำหรับผู้ป่วยพักฟื้นหรือญาติผู้ป่วยที่ต้องมาติดต่อกับโรงพยาบาล เฮียพาพวกเรามากันที่โรงแรม Holiday Inn Express Bangkok Soi Soonvijai สำหรับประสบการณ์ในการเข้าพักของเฮียครั้งนี้


1. ตัวโรงแรมค่อนข้างชัดเจนใน Market Segment หลักของโรงแรมและจากประสบการณ์ตรงของเฮียที่เคยได้มาเฝ้าไข้คุณแม่บอกเลยว่าโรงแรมนี้ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้อย่างมากครับเพราะเวลาคนเฝ้าไข้จะมีอารมณ์หนึ่งคืออยากหาที่เงียบๆ สบายๆ พักสักหน่อยเพราะเครียดและเหนื่อยทั้งกายใจการได้ออกมาจากโรงพยาบาลบ้างสักนิดก็ช่วยเติมพลังชีวิตให้เราได้ครับ
2. โรงแรมขนาดไม่ใหญ่มากมีทั้งหมด 8 ชั้นแต่ให้ความรู้สึกสะดวกสบายดีครับ Lobby ด้านล่างค่อนข้างโปร่งโล่งดีอีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนเป็นสถานที่จัดงาน Event งาน Meeting ขนาดไม่ใหญ่ได้อีกด้วย วันที่เฮียมาพักเค้ามีงานพอดีเลยครับแต่เวลาจัดงาน ABF จะเปลี่ยนเป็น ABF Box นำส่งขึ้นไปบนห้องแทนเพื่อลดความแออัดบริเวณ Lobby ด้านข้างๆ โรงแรมตรงทางเข้าจะมีซุ้มขายอาหารอยู่ด้วยนะครับและข้างๆ ทางลงลานจอดรถเค้าก็เปิดให้พ่อค้าแม่ค้ามาตั้งซุ้มขายของด้วยครับถือเป็นการปรับตัวหารายได้เพิ่มที่ดีทีเดียว
3. ห้องพักของเฮียเป็นห้อง Queen Bed Standard สิ่งอำนวยความสะดวกครบตามมาตรฐานของ IGH ที่นอนนิ่มกำลังดีมีหมอนให้ถึง 4 ใบ ห้องน้ำเฮียชอบที่การออกแบบในการเปิด-ปิดประตูห้องน้ำเค้ามากครับคือถ้าเราเปิดประตูห้องน้ำเข้าไปจนสุดจะกลายเป็นไปปิดประตูห้องอาบน้ำและเมื่อเปิดประตูห้องอาบน้ำจนสุดก็จะเป็นการปิดประตูห้องน้ำ แนวดีครับ
4. อาหารเช้ารสชาติปกติครับช่วงนี้สามารถสั่ง Request ได้จนกว่าจะอิ่มของเฮียอย่างที่บอกว่ามาตอนเค้าจัดงานพอดีเลยต้องสั่งก่อนล่วงหน้า 1 วันว่าจะกินอะไรเมนูก็มีหลากหลายพอสมควรครับ
5. Location เหมาะสำหรับคนที่ต้องมาติดต่อธุระหรือมาพักฟื้น มารักษา ที่โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่มากครับเพราะอยู่แทบจะติดกันเลย ของกินของใช้ก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีศูนย์การค้าเล็กๆ ที่เป็นพื้นที่เช่าของรพ. คอยอำนวยความสะดวก ของกินเพียบ ของใช้ก็เยอะ สะดวกมากครับ
6. Roof Deck นี่เฮียขึ้นไปเดินเล่นแล้วชอบนะมันร่มรื่นดีต้นไม้เยอะเหมาะกับการขึ้นมานั่งพักผ่อนคลายเครียดมากครับแต่ต้องมาตอนเช้าตรู่หรือไม่ก็เย็นเลยนะเพราะไม่งั้นจะร้อนมาก
รวมๆ แล้วก็คุ้มราคาดีครับกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับ
Room Type: Queen Bed Standard
Room Rate: 1,013.64 THB Net. (IHG Member Rate) + ABF
Hotel Man Rating Score : 7.5 / 10

บทความแนะนำ