วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วันนี้มาพบกับ 10 อันดับ ประโยคสุด Classic ของ Fantastic Guest

วันนี้มาพบกับ 10 อันดับ ประโยคสุด Classic ของ Fantastic Guest 

 
  1. "ห้องไม่มี Upgrade Free ให้ไม่ได้หรือไง" เป็นคำพูดที่จะทะลุออกมาจากพวกเค้าเวลาที่เค้าพยายามจะหาทางได้ Upgrade Free และพยายามทำให้ห้องพักมีปัญหา เช่น น้ำไม่ไหล ไฟดับ
  2. "ตอนนี้เพิ่ง 10 โมง ให้ Check In บ่ายสองแล้วชั้นจะไปอยู่ที่ไหน" เป็นอาการที่พี่แกมา ECI แล้วอยากจะเข้าห้องทันทีโดยไม่สนหอ สนตอ ว่าเวลา Check In Time คือ บ่ายสองโมง 
  3. "พี่จองอาหารเช้ามานะ แล้วทำไมต้องจ่ายเพิ่ม" เหลือบไปดู VCH จอง RO มาตั้งแต่ Check In และผ่านการ Confirm มาแล้วตอน Check In กับ G.S.A ว่า RO (Room Only)
  4. ขอ LCO (Late Check Out) สัก 4 โมงเย็นนะลูกพี่กำลังเล่นน้ำอยู่ ครับพี่แขกใหม่ต้องนั่งรอลูกพี่ใช่ไหมครับ เฮ่อๆ
  5. ขอ Floor สูงๆ นะน้อง (โรงแรมมี 10 ชั้น ห้องอยู่ชั้น 10 สูงกว่านี้ก็ดาดฟ้าแล้วครับ) 
  6. พี่รู้จักกับเจ้าของโรงแรม ขอราคาพิเศษนะคะ.... แต่เจ้าของโรงแรมเค้ารู้จักพี่ด้วยไหมครับนี่ 
  7. "พี่ไม่ได้กิน Mini Bar ในห้องเลยนะ พี่ไม่จ่ายหรอก".... ไปดูที่ถังขยะเจอกระป๋องแฟนต้าวางหราอยู่เลย 
  8. "น้ำเปล่านี่ เอามาให้พี่วันละแพ็คเลยนะคะ พี่กินน้ำเก่ง" ... โรงแรม 3 ดาวค่าห้อง 1 พันนิดๆ ขอน้ำฟรีวันละแพ็ค
  9. "พี่มากัน 3 คน พ่อ แม่ ลูก ถ้าพักด้วยกันไม่ได้แล้วจะให้พี่ไปนอนที่ไหน" ... ไม่ได้บอกว่าพักไม่ได้ครับพี่แต่อยากให้จ่ายค่า EB (Extra Bed) ที่พี่ไม่ยอมจ่ายอ่ะครับ 
  10. "พี่มาพักปีที่แล้วราคาไม่ใช่ราคานี้นะ มันถูกกว่านี้" .... โรงแรมเพิ่งเปิดยังไม่ถึงปี พี่มาพักตอนไหนครับ

         ปล. พวกเอ็งมีอะไรอีกม่ะ มาเติมกันได้ ณ จุดๆ นี้ 



วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Ok จำได้และว่าจะเล่าเรื่องอะไร

คือเมื่อ 4-5 ปีที่แล้วเนี่ยช่วงนั้นบัตรเครดิตปลอมมันระบาดหนักมากแล้วในส่วนของโรงแรมเองเราก็มีการเฝ้าระวังกันอยู่ตลอดมีทั้งการทำ Training การดูบัตรปลอมเบื้องต้น มีเจ้าหน้าที่ธนาคารมาให้คำแนะนำ จริงๆ ตอนนั้นวิวัฒนาการโรงแรมยังไม่นิยมจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตกันสักเท่าไหร่ส่วนใหญ่จะใช้เงินสดหรือจ่ายมาตั้งแต่ตอนจอง ทีนี้มันมีครั้งนึงที่เฮียรับแขก Walk In คนนึงเป็นผู้ชายสัญชาติแถวๆ เอเชียบ้านเรานี่แหละ มากันสองคนก็ดูปกติแต่งตัวดูดีมีสถุนรุนชาติมากมาถึงก็ถามว่า (แปลเป็นไทยเลยละกัน) "มีห้องว่างไหมครับ" เฮียก็ดูในระบบมันก็มีห้องว่างเยอะอยู่แต่เราก็ต้องแอบเนียนๆ สร้าง Demand เล่นใหญ่นิดนึง 555 เลยบอกไปว่า "ตอนนี้มีห้องอยู่นะครับ จองเลยไหมครับเดี๋ยวเผื่อมีแขกท่านอื่นจองเข้ามาก่อน" แขกก็ตอบเฮียว่า "จองเลยครับ" อันนี้แว้บแรกเฮียเอะใจนิดนึงแต่ยังไม่ได้นึกถึงบัตรเครดิตนะเพราะพวกเอ็งของคิดดูนะ โดยธรรมชาติของแขกไม่ว่าจะ Wonderful Guest หรือ Fantastic Guest หรือแม้แต่พวกเราที่ในบางครั้งแปลงร่างจาก Hotel Staff ไปเป็น Guest แม้ค่าห้องจะถูกยิ่งกว่าโลตัส บิ๊กซี คาร์ฟูร์ แม็คโคร แต่ยังไง ยังไง เราก็ต้อง "ต่อราคา" กันอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติแต่นีไม่ต่อเลย ด้วยความที่กลัวแขกจะเข้าใจผิดเฮียก็เลยแจ้งค่าห้องก่อนว่า "ค่าห้องพัก 3,000 บาท รวมอาหารเช้า Service Charge และ VAT แล้วนะครับ" แขกก็ตอบมาเฉยๆ ว่า "ครับ"

แต่ทีนี้มันมีพิรุธตรงนี้แขกควักบัตรเครดิตออกมาให้เฮียก่อน Passport แล้วบอกประมาณว่า "ช่วยเช็คให้หน่อยว่าบัตรเค้ารูดผ่านมั้ย? ถ้าผ่านเค้าจะได้เอาห้อง แต่ถ้าไม่ผ่านเค้าจะได้ไปกดเงินมาให้แทน" คืองานโรงแรมอย่างที่เฮียบอกแหละทุกๆ แผนกในส่วนของ Operation หรือแม้แต่ Back Office เวลาทำงานไปนานๆ มันเหมือนจะมี Sense พิเศษอย่างนึงเวลาที่เราเจออะไรที่ผิดปกติเพราะลองคิดภาพตามว่าเราเจออะไรที่ทำมาอย่างถูกต้อง ทุกวันๆ เราวันนึงเราเจออะไรที่ไม่ปกติเราจะรู้ทันที อันนี้เฮียก็เอะใจแหละแต่ก็รับบัตรมาแล้วพยายามพาแขกไปอยู่ในวิถีมุมมองของ CCTV พอรับบัตรมาแล้วกำลังจะเอาบัตรเข้าเครื่อง EDC เหลือบไปเห็นเลขหน้าบัตรตัวแรกขึ้นต้นด้วย "5" ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำ Training น้องๆ ให้หัดสังเกตบัตรปลอมช่วงนั้นรู้เลยว่า "บัตรใบนี้ปลอมแน่นอน 100%" เพราะมันเป็นบัตร VISA ซึ่งหมายเลขประจำของ VISA มันจะขึ้นต้นด้วย "4" ไม่ใช่เลข "5" ที่เป็นหมายเลขของ Master Card เค้า ยังไม่นับรวม AMEX ที่เป็นเลข "3" แต่นี่บัตรเป็น VISA แต่เสือกขึ้นต้นเลขหน้าบัตรด้วย "5" ไม่รู้ว่าสองบริษัทนี้มันไป Merge กันตอนไหนวะเนี่ย ตอนนั้นเอาจริงๆ เราก็พนักงานโรงแรมธรรมดาอ่ะนะ จะให้แจ้งตำรวจมาตรวจสอบเลยมันก็จะข้ามหน้าข้ามตาไปและคงต้องส่งผลกระทบกับฝ่ายบริหารที่อยู่สูงขึ้นไปอีกเฮียก็เลยบอกแขกว่า "รอสักครู่นะครับ" (แต่ตรงนี้อ่ะพลาดเพราะดันลืมบอกน้องอีกคนให้ดูแขก 2 คนนี้ไว้ก่อน) แล้วก็รีบเอาบัตรเข้า Office ไปหา RM บอก "มีแขกเอาบัตรปลอมมาใช้" RM ก็รับไปดูแล้วก็เรียก Security Manager ขึ้นมา 3 คนหารือกันสักพักก็ตัดสินใจว่าจะโทรเรียกสายตรวจเข้ามาเชื่อมั้ยว่าผ่านไปแค่ 5 นาทีเฮีย ย้ำว่าแค่ 5 นาที เฮียออกมา แขกสองคนนี้หายไปเรียบร้อยแล้ว ถามน้องมันบอกว่า "เห็นแขกออกไปแล้วตั้งแต่เฮียเข้าไป เลยนึกว่าแขกไม่เอาห้อง"

คือพอเฮียถือบัตรเข้าหลัง Office ก็เหมือนเค้าจะรู้ตัวและออกไปเลย สุดท้ายเฮียก็ต้องมานั่งทำ Incident Report ส่วนพี่ RM กับ Sec.Mgr. ก็ประสานงานกับสายตรวจต่อ จากนั้นก็ส่งข้อมูลแชร์กันในสมาคมโรงแรมเกี่ยวกัับรูปพรรณลักษณะของแขกกสองคนนี้ให้เฝ้าระวังเอาไว้นี่แหละ.... ปล. เวลาเจออะไรที่สุ่มเสี่ยงเกี่ยวกับพวกมิจฉาชีพพวกนี้ พวกเอ็งต้องตั้งสติดีๆ และที่สำคัญ "อย่าทำคนเดียว" ให้หาคนช่วยหรือคนที่จะรับรองความปลอดภัยให้กับเอ็งได้เสมอ หัวหน้างาน หรือไม่ก็ GM แม้แต่ Owner เลยก็ได้ เวลามีปัญหามาจะได้ไม่เจ็บตัว


วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ตอน ฉันจะบิน
บางโรงแรมเค้าจะมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่งในเรื่องของการป้องกันบุคคลภายนอกคือระบบการใช้ลิฟท์โดยในบางโรงแรมเค้าจะมีนโยบายในการ Set ระบบของ Lift เพื่ออนุญาตแขกในการเดินทางไปยัง Floor ต่างๆ โดยระบบนี้ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ในกรณีที่แขกพักอยู่ชั้น 10 Key Card เวลาเข้าลิฟท์ก็จะต้องสอด Key Card เข้าไปเพื่อใช้งานลิฟท์ซึ่งเค้าจะกดได้แค่ชั้น 10 ที่เค้าอยู่หรือชั้นอื่นๆ ที่เป็น Public Area เช่น สระว่ายน้ำ ห้องอาหาร ฯลฯ เท่านั้น ไม่สามารถเดินทางไปชั้นอื่นได้ หากต้องการไปชั้นอื่นจะต้องติดต่อพนักงานให้ทำการ Access Key Card ให้ แขกหลายท่านเข้าใจและชอบในระเบียบนี้เพราะรู้สึกปลอดภัยแต่ไม่ใช่กับ Fantastic Guest ที่เฮียเคยเจอ

วันนั้นจำได้ว่าเฮียกำลังทำงานอยู่หน้า Lobby คือกำลังจัด Roster ตารางการทำงานของน้องมันนี่แหละแต่ต้องออกมาทำข้างนอกเพราะน้องคนแรกไปกินข้าวอีกคนอยู่คนเดียว อยู่ๆ ก็มีแขกจากแดนหมีขาวเดินมาพูดภาษาอังกฤษแบบไม่แข็งแรงจับใจความได้ว่า “ทำไมคียการ์ดชั้นใช้ไม่ได้” แต่ด้วยความที่ฟังไม่รู้เรื่องและเพื่อความแน่ใจเฮียก็เลยบอกเค้าไปว่า “รอแป๊บนึงนะ” แล้วก็ต่อสายหาย GRO หมีขาวให้คนบ้านเดียวกันเค้าคุยกัน พอรับสายไปเท่านั้นแหละพี่แกใส่เต็มเป็นภาษาพื้นบ้านคือเฮียกับน้องอีกคนนึงนี่อึ้งไปเลยอ่ะ อารมณ์เหมือนประมาณว่ามีใครไปแอบขโมยของกินในตู้เย็นบ้านแกนี่แหละ คือแกดูโมโหมากกกกกก กอไก่ล้านตัวเลย คุยอยู่สักพักแกก็หันมาส่งสายให้เฮียที่ตอนนี้แอบกังวลในใจว่า “กูจะโดนบาทาลูบพักตร์หรือก้านคอของพี่แกมั้ยวะเนี่ย” น้อง GRO หมีขาวที่กำลังติดเคสอยู่ข้างบนอีกเคสหนึ่งบอกว่า แขกแกจะขึ้นลิฟท์ไปชั้น 8 แต่ลิฟท์กดไม่ได้” เฮียลองเอา Key Card มาแล้วก็เอามาเข้าเครื่องอ่าน แน่นอนว่าที่แกขึ้นไปชั้น 8 ไม่ได้เพราะแกอยู่ชั้น 4 แต่ชั้น 8 แกจะไปหาเพื่อนแต่แกไปไม่ได้เพราะต้องให้พนักงานกดลิฟท์ให้ 

แต่ตอนนั้นเหมือนแกโกรธมากเลยนะประมาณว่าหงุดหงิดทำไมลิฟท์ใช้ไม่ได้ คือตอน C/I มันเป็นมาตรฐานปฏิบัติของโรงแรมอยู่แล้วแม้พี่แกจะเป็นหมีขาวแต่น้อง GRO หมีขาวเค้าก็อธิบายให้เข้าใจในเรื่องของการใช้ลิฟท์แล้วนะแต่ก็เข้าใจแหละเพราะในความเป็นจริงการที่มีเพื่อนมาด้วยกันและมาคนละชั้นมันก็ทำให้อยากขึ้นไปหาขึ้นไปเล่นกันบ้างถ้าเพื่อนไม่พาขึ้นไปก็อยากไปเองแต่ด้วยระเบียบของโรงแรมเค้าก็ต้องปฏิบัติตามมันเลยทำให้พี่แกไม่พอใจ
เฮียก็เลยบอกน้อง GRO ให้อธิบายเค้าที่ตอนนี้บ่นพึมพัมอยู่คนเดียวโดยมีเฮียตั้งการ์ดรอรับอยู่ในระยะประชิดว่า “ให้แจ้งแขกอีกครั้งเกี่ยวกับระบบ Key Card และการขึ้นไปชั้นอื่นๆ ที่ไม่ใช่ห้องพักของตนเองอีกครั้งและแจ้งด้วยว่าเพื่อความสะดวกคราวหลังถ้าจะไปให้ไปพร้อมเพื่อนหรือลงมาติดต่อพนักงาน” น้องมันก็รับสายแล้วก็แจ้งแขกไป” แต่อยู่ดีๆ พี่แกก็ตบ Counter (นี่ถ้าเป็นกระท้อนนี่จะหวานมากเลยนะ Counter เนี่ย โดนทุบจนหวานและ) แล้วก็พูดอะไรสักอย่างนี่แหละก่อนส่งสายให้เฮีย พอรับสายมาในขณะที่อีกมือตั้งการ์ดรอรับแรงกระแทกน้อง GRO ก็บอกว่า “แขกอยากให้ Access Card ให้ขึ้นไปชั้นเพื่อนของเค้าได้เพื่อทีเค้าจะได้ไม่ต้องลงมาติดต่อ” เฮียก็บอกน้องมันไปให้บอกแขกว่า “ทำแบบนั้นไม่ได้เรามีกฏระเบียบเค้าต้องปฏิบัติตามไม่งั้นคนอื่นๆ ก็จะทำบ้างแล้วแขกใน Floor ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย” แล้วก็ส่งให้ให้น้องมันคุยกับแขกซึ่งเป็นไปดั่งที่คิด “ป้าบ เสียงตบ Counter พร้อมสายตาอาฆาตพยาบาทที่หันมามองเฮียปานว่าโรงแรมทำอะไรผิดไป” จริงๆ ตอนแรกที่แขกกลุ่มนี้มาพักเราก็พยายามจะ Assign ห้องชั้นเดียวกันให้นี่แหละแต่ห้องมันไม่มีก็เลยต้องอยู่คนละ Floor แล้วพี่หมีก็ยืนบ่นเสียงดังใส่โทรศัพท์กับน้อง GRO อยู่สักพักก่อนส่งสายให้เฮียคุยกับน้อง GRO ต่อก็ได้ความว่า “เค้าต้องการย้ายห้องพักไปอยู่ชั้นเดียวกันกับเพื่อน” เฮียก็บอกไน้องมันไปว่า “ตอนนีห้องไม่มีชั้น 8 ถ้าอยากได้ต้องรอพรุ่งนี้ให้แขกเก่า Check Out ก่อนแล้วถึงจะย้ายได้เค้าโอเคไหม? ถ้าโอเคเดี๋ยวจะทำย้ายรอไว้ให้ในกรณีที่แขกเก่าไม่ Extend Stay นะ” น้องมันก็รับสายไปแจ้งแขก คราวนี้จากตอนแรกที่มีตบ Counter ก็เริ่มเบาลงและเป็นเสียงดังก่อนบ่นๆ พึมพัมๆ และส่งสายให้เฮียแล้วก็เดินขึ้นห้องไป ด้วยความโล่งใจในความปลอดภัยที่กลับคืนมา

แต่ทันใดนั้นอยู่ดีๆ พี่แกก็เดินกลับมาอีกครั้งสร้างความตกตะลึงให้เฮียและน้องอีกคนมาก พอเดินมาถึง Counter แกก็บอกว่า “ช่วยกดชั้น 8 ให้หน่อย” เฮียก็เลยให้น้อง Bell Boy มันไปกดลิฟท์ให้


วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

ตอน ไทยเที่ยวไทย

ช่วงนี้พวกเราน่าจะเสร็จสิ้นจากงานไทยเที่ยวไทยกับการวุ่นวายวึ่นวือสำหรับการออกบูธกันไป เฮียเลยมีเคสนึงที่ซื้อ VCH ไปจากงานแล้วทีนี้ในเงื่อนไขมันระบุไว้ชัดเจนว่า “ต้องจองล่วงหน้า” ก่อนเข้าพักซึ่งมันเป็นเงื่อนไขปกติแต่ก็มีบางครั้งที่จะมี FG Guest ทะลุยอดหญ้าคาแบบอยู่ดี ๆ โผล่มาทันทีโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเช่นเคสนี้
บ่ายวันหนึ่งมีสาวน้อยนางหนึ่งพร้อมด้วยแฟนหนุ่มเดินตรงดิ่งมาที่ Counter ซึ่งตอนนั้นเฮียและน้องก็กำลังรับ Check In แขกกันอยู่ตามปกติสถานการณ์ตอนนั้นก็ยุ่งพอสมควรเป็นเพราะช่วง Long Weekend ที่แขกหลั่งไหลกันมาปานว่าห้องนี้แจกฟรีมณีเด้งกันทีเดียวในขณะที่น้องๆ กำลังทำงานกันอยู่สายตาเฮียเหลือบไปเห็นแขกสองคนนี้กำลังเดินมาซึ่งเป็นจังหวะที่เฮียจัดการเคสเสร็จพอดีเฮียก็เลยรีบเสือกหน้าเข้าไปต้อนรับขับไล่ เอ้ย!! ขับสู้ สองคนนี้ทันทีเพราะไม่อยากโดนข้อหาว่า “ไม่มีใครมาต้อนรับ”

“สวัสดีครับยินดีต้อนรับครับ จองห้องพักมาหรือยังครับ” เฮียกล่าวต้อนรับตามปกติสองคนนั้นมีท่าทียิ้มแย้มแจ่มใสแล้วก็ตอบแบบหางานมาให้ทันทีเลยว่า “ยังไม่ได้จองมาค่ะ มีห้องว่างไหมคะ?” อ่ะ ไม่ได้จองมาไม่เป็นไรเพราะแม้จะ High Occ. แต่มันก็ยังมีห้องเหลือขายอยู่เฮียรีบนำเสนอเพื่อเป้าหมายปิด Occ. วันนี้ให้ได้ 90% “เรายังมีห้องว่างอยู่นะครับสำหรับราคาค่าห้องพักตอนนี้อยู่ที่ 2,500 บาทรวมอาหารเช้าครับ” 

แล้วบุพเพอาละวาดก็เกิดขึ้นเพราะแขกสองคนนี้รีบตอบมาเลยว่า “อ๋อไม่ค่ะ พอดีซื้อ VCH มาจากงานไทยเที่ยวไทยค่ะ จะใช้ VCH พักค่ะ” เอ่อ คือ เอิ่ม พูดมาแบบนี้คาดว่าน่าจะไม่ได้อ่านและทำความเข้าใจรายละเอียด (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ FG Guest) คือตอนนั้นเฮียรู้แล้วล่ะว่า “หายนะกำลังมาเยือนกูแล้ววววว” ก็เลยรีบออกตัวอธิบายก่อนเผื่อร้ายจะกลายเป็นดีว่า “ขอโทษนะครับ สำหรับ VCH ต้องรบกวนทำการจองล่วงหน้าตามเงื่อนไขที่ระบุนะครับ (ตอนนั้นโชคดีว่ามันไม่มีช่วง Blackout Date ไม่งั้นยาวอย่างกับขบวนรถไฟความเร็วสูงแน่นอนเคสนี้)”

แทนที่จะเข้าใจพี่แกโมโหแล้วก็เล่นใหญ่ใส่ชฏารีบพูดด้วยน้ำเสียงโมโห หงุดหงิด งุ่นง่าน มาเลยว่า “อ้าว เนี่ย เป็นแบบนี้ตลอด ตอนขายไม่เคยบอกให้ครบ พอจะใช้เนี่ยใช้ไม่ได้” เฮียได้แต่นึกในใจว่า ตอนขายน่ะเค้าน่าจะบอกและโดยปกติมันก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะครับแม้แต่จองห้องที่ไม่ใช้ VCH เค้ายังต้องให้ให้สำรองห้องพัก หรือถ้าไม่ได้จองล่วงหน้าก็ต้องใช้เงื่อนไข Walk In และรับราคาขายนั้นตามมาตรฐานที่แขกคนอื่นปฏิบัติ 

อ่ะ ไม่เป็นไรหน้าที่เราคืออธิบายเฮียก็เริ่มต้นอธิบายก่อนเลย “ขอโทษนะครับตอนขายเราแจ้งชัดเจนนะครับว่าต้องสำรองห้องพักก่อนล่วงหน้า” รีบสวนเลยทันทีเหมือนกันว่า “ไม่ค่ะ พนักงานคุณไม่ได้บอกชั้น” อ่ะ ข้อหานี้ว่ากันตามตรงมันก็ว่ากันไม่ได้เพราะมันไม่ได้มี Record หรือหลักฐานใดๆ มาบันทึกว่า “แจ้งแขกแล้วหรือยังไม่แจ้ง” เพราะถ้ามานั่งจดบันทึกทุกคนก็นับว่าเยี่ยมมาก ซึ่งมันก็มีบางครั้งที่ Human Error

เฮียก็เลยอธิบายดอกสอง “ครับ เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นเราจึงหาทางป้องกันโดยเขียนเงื่อนไขการใช้ VCH ไว้ด้านหลังนะครับว่าต้องสำรองห้องพักล่วงหน้า ซึ่งทางโรงแรมเราให้สิทธิผู้ซื้อในงานสามารถใช้งานได้ทุกช่วงเวลานะครับไม่มีการจำกัดว่าใช้ไม่ได้ช่วงเสาร์-อาทิตย์หรือวันหยุดยาว” หากพวกเอ็งคิดว่าเธอจะยอมพวกเอ็งคิดผิดเพราะเธอยังไปต่อ “ไม่ค่ะ คุณไม่ได้บอกชั้น คุณต้องให้ชั้นใช้ VCH ชั้นไม่ยอม” เดี๋ยวนะฮะคุณสระยุทธคือผมจะไปบอกคุณได้ไงฮะผมไม่ได้ไปขาย VCH (อันนี้นึกในใจนะ) อ่ะไม่เป็นไรคุณไม่ยอมผมก็ไม่ยอม เฮียก็เลยแจ้งไปว่า “ไม่ได้จริงๆ ครับต้องรบกวนจองล่วงหน้านะครับ หากต้องการเข้าพักวันนี้ต้องรบกวนเป็น Walk In Rate ตามราคาที่แจ้งครับ” แล้วเฮียก็ยืนนิ่ง เงียบไม่ตอบโต้ไม่อธิบายอะไรเพื่อจะไปเป็นประเด็นให้เค้าจุดและสาวจนยาวอีก เธอก็หันหน้าไปคุยกับผู้ชายสักพักผู้ชายออกโรงมาบ้างกะว่าจะเอาความเข้มมาข่ม “คุณหาทางออกดีๆ อย่างอื่นให้ผมไม่ได้เหรอ ทำไมมีแค่วิธีนี้วิธีเดียวล่ะ ผมเป็นแขกคุณนะนี่ผมอุตส่าห์ซื้อ VCH ของคุณมาในงานเลยนะทั้งๆ ที่ผมไปซื้อโรงแรมอื่นก็ได้ในงานมีเยอะแยะ”
“ต้องรบกวนเป็น Walk In Rate จริงๆ ครับ” พูดลอยๆ ขึ้นมา “อะไรวะ แม่งรู้งี้ไม่ซื้อตั้งแต่แรกก็ดี” เริ่มมีหยาบ อ่ะ ไม่เป็นไรพนักงานโรงแรมอย่างเรามันน้องๆ กระสอบทรายอยู่และเฮียก็เงียบและรอดู สองคนนี้หายไปอยู่มุมหนึ่งของ Lobby สักพักก่อนกลับมาแล้วบอกว่า “ผมจะอยู่ 2 คืนๆ นี้ผมจ่ายเงิน VCH อีกคืนขอผมจ่ายเป็น VCH ได้ไหม เดี๋ยวผมจะทำจองใช้ VCH ของวันพรุ่งนี้ตอนนี้เลย” จริงๆ ตอนนั้น VCH ที่ทำเงื่อนไขมันระบุแค่ต้องจองล่วงหน้าแต่ไม่ได้บอกว่าอย่างต่ำกี่วันเฮียก็เลยยกผลประโยชน์ให้จำเลยได้ตามที่ขอแต่วันนี้ยังไงก็จ่ายเต็มไปก่อนละกันนะ


วันอาทิตย์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ตอน Extend Stay

เฮียเห็นดราม่าอยู่โพสต์นึงเกี่ยวกับการเอากระเป๋าแขกออกมานอกห้องอ่านเนื้อหาแล้วประมาณว่าแขกขอ Extend Stay แล้วก็มีเรื่องมีราวกันนี่แหละทีนี้เฮียเลยอยากจะแชร์อีกมุมนึงที่เป็นประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องของการขอ Extend Stay นะครับ อย่างที่เรารู้กันว่ามันมีความเป็นไปได้เสมอที่แขกเมื่อพักอยู่กับแล้วอยากจะขออยู่ต่ออาจจะด้วยเพราะชอบโรงแรม ชอบบริการ หรือไฟลท์ดีเลย์อะไรก็ตามและโดยขั้นตอนปฏิบัติแขกก็จะแจ้งให้กับพนักงานทราบอยู่แล้วว่า “เขาจะขออยู่ต่อนะ มีห้องว่างไหม” ซึ่งโดยปกติถ้าห้องเดิมมันมีแขกใหม่ต่ออยู่จากการทำ Room Assignment แต่มีห้องอื่นว่างโดยที่แขกที่ใหม่ไม่ได้ Highly request ขนาดว่าต้องพักห้องนี้เท่านั้น เราก็จะทำการให้แขก Extend Stay ต่อห้องเดิมอยู่แล้วเพื่อที่พนักงานจะได้ไม่ต้องลำบากในการย้ายข้อมูล Guest Folio ในระบบ PMS และแขกก็ไม่ต้องหอบของไปหอบของมาเรียกได้ว่าก็ Win Win กันทั้งคู่

แต่อีกในกรณีนึงที่ห้องนั้นมี Highly Request หรือจำเป็นต้องปิดซ่อมบำรุงอะไรสักอย่างตามแผนที่ได้วางไว้หลังสิ้นสุด Period Stay ปกติของแขก กรณีนี้มันก็เป็นไปได้ที่พนักงานจะเสนอแขกให้อยู่ต่อได้แต่ต้องเป็นห้องใหม่เพราะเหตุผลอะไรก็ว่ากันไป? แขกก็จะได้ไม่ต้องลำบากหาโรงแรมใหม่เพียงแค่ยอมเปลี่ยนห้องเท่านั้นเพราะแขกเข้าใจได้ด้วยเหตุผลที่โรงแรมแจ้งกับแขกซึ่งเป็นทางเลือกและสิ่งปฏิบัติที่ Wonderful Guest จะเข้าใจและทำกันแต่ในส่วนของ Fantastic Guest นั้นมันจะเป็นอะไรที่ Paradox กันมากเลยทีเดียวเชียว ทีนี้มันก็มีอีกกรณีนึงที่แขกมาขอ Extend Stay ที่ในบางครั้งพนักงานยังให้คำตอบไม่ได้อาจจะด้วยเพราะแขกที่จองมาเป็น Tentative Booking ที่ยังไม่ CFM โดยการชำระเงินซึ่งมีช่วง Deadline การชำระเงินที่ใกล้เคียงกับวันที่แขกเก่าขอ Extend Stay แบบนี้พนักงานก็จะบอกว่าขอเป็น Tentative Extend Stay ไว้ก่อนซึ่งแขกบางคนถ้าเค้ากังวลกลัวจะอยู่ต่อไม่ได้และต้องมาหาโรงแรมอื่นทีหลังหากถึงวันที่ Extend แล้วห้องเกิดไม่ว่างเค้าก็จะได้ไม่ Extend กับโรงแรมและไปหาที่พักใหม่เพราะโรงแรมไม่สามารถให้คำตอบเขาได้ ณ ตอนนั้น

เนื่องจากต้องรอแขกใหม่ที่เป็น Tent. Booking ชำระเงินมาเพื่อยืนยันการจองก่อน (นี่เป็นอีกตัวอย่างนะครับว่าทำไมเราต้องมีการตัด Booking ประเภท 6PM Release, หรือ No Show Charge เพราะเราเสียโอกาสทางการขายไปเรียบร้อยตั้งแต่จองห้องไว้ให้คุณแล้ว) ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งกันคือ “ตอนที่เราบอกว่าไม่สามารถ CFM ว่า Extend Stay ได้” ตรงนี้โดยทั่วไปพนักงานจะต้องมีลายลักษณ์อักษรหรือควรจะมีอะไรที่ยืนยันได้ว่า “แจ้งแล้วว่าไม่ CFM” เพราะมันจะมีเหตุการณ์ที่แขก Fantastic Guest ทึกทักเอาเองว่าการที่พนักงานแจ้งว่า “จะ CFM อีกที” นั่นคือการยืนยันแล้ว (แต่ถ้าพนักงาน CFM ไปแล้วว่า “อยู่ได้” แต่ถึงเวลากลับลำกลายเป็นว่า “ไม่ได้ CFM” อันนี้คนละเรื่องกันครับและก็ต้องรับผิดชอบกันไป) ซึ่งโดยมาตรฐานแล้วเราก็ควรจะต้องแจ้งแขกด้วยว่าจะ CFM เค้าว่าอยู่ได้หรือไม่ได้เมื่อไหร่? วันไหน? และช่วงไหน? เพราะต้องนึกภาพเราไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองการทำอะไรต้องวางแผนกตลอดถ้าเราไม่แจ้ง เราไม่บอกเขาให้เขารอไปเรื่อยๆ ถึงเวลาเค้าอยู่ต่อไม่ได้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาที่พักใหม่ในสถานที่ๆ เราไม่รู้จักมาก่อนแม้จะมี List โรงแรมจาก OTAs ก็ตาม 

อีกกรณีสำหรับการย้ายของออกจากห้องพักแขกนั้นส่วนมากเราจะทำกันในกรณีที่ “ติดต่อแขกไม่ได้และห้องค่อนข้างเต็มจนตอนนั้นต้องทำการ Turn ห้องเพื่อรับแขกใหม่แล้ว” แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เราจะไปย้ายของแขกได้สุ่มสี่สุ่มห้านะครับ วิธีปฏิบัติเวลาที่เราจะเอาห้องให้แขกใหม่แต่ติดต่อแขกเก่าไม่ได้ซึ่งสาเหตุอันดับ 1 ของ Fantastic Guest คือ “อยากได้ LCO ตั้งแต่แรกแล้วพนักงานไม่ให้เลยมึนมันซะเลย” แต่บางเคสแขกก็ลืมจริงๆ และคิดว่าจะกลับมาทันแต่ไม่ทัน สำหรับเคส LCO ของ Fantastic Guest ที่มึนจะเอาแบบดิบๆ อันนี้เราไม่พูดถึงเราจะมาพูดถึงในกรณีที่แขกลืมประเภทออกไปข้างนอกแล้วกลับมาไม่ทันเที่ยงแน่นอนซึ่งอาจจะ Late ไปนานจนถึง 4-5 โมงเย็นซึ่งโรงแรมที่มีเวลาจำกัดเพราะต้องให้ห้องแขกใหม่ก่อนบ่าย 2 ไม่สามารถรอได้ จากประสบการณ์เฮียนะครับ (อันนี้ไม่ทราบว่าโรงแรมอื่นทำเหมือนกันไหมเลยไม่ขอเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานและพูดแทน) เฮียจะเริ่มจากการพยายามติดต่อแขกก่อนโดยดูจากรายละเอียดการติดต่อใน Reg. Card พยายามจนให้แน่ใจแล้วว่าติดต่อแขกไม่ได้จริงๆ จากนั้นจึงตาม รปภ. แม่บ้าน และพยานอีก 1 คนขึ้นไปที่ห้องแขกแล้วค่อยๆ เก็บข้าวของแขกอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้เสียหายก่อนรวบรวมและนำลงมาเก็บไว้ที่ Store ของ Bell Boy “ซึ่งจะไม่มีการเอาวางไว้หน้าห้องหรือที่อื่นที่เสี่ยงต่อการสูญหายโดยเด็ดขาด” แล้วก็พยายามหาทางติดต่อแขกต่อไป

ที่ต้องตามพนักงานขึ้นไปเยอะขนาดนั้นเพราะสมัยก่อนเทคโนโลยีมันยังไม่ก้าวหน้าขนาดนี้ แต่สมัยนี้สามารถถ่าย VDO เก็บไว้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนการขึ้นลิฟท์ไปจนถึงเข้าห้องพักและเริ่มเก็บของเพื่อยืนยันให้แขกเห็นความบริสุทธิ์ใจว่าเราไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์สินของเค้าจริงๆ มีการแสดงรายชื่อคนที่ขึ้นไปชัดเจน จริงๆ เคสนี้ไม่ค่อยได้เกิดบ่อยเท่าไหร่เพราะส่วนใหญ่จะกลับมาทันหรือไม่ก็ถามพนักงานก่อนว่า “จะไปเที่ยวตรงนั้นแล้วกลับมาทันไหม” ถ้าไม่ทันเค้าก็จะ C/O ออกไปแล้วฝากของไว้แทนแต่บางครั้งแม้จะติดต่อแขกไม่ได้แต่ก็ไม่สามารถทำการย้ายของแขกได้เช่นกันเพราะ “ Safe ในห้องพักแขกมัน Locked อยู่” ซึ่งไม่รู้ว่าข้างในนั้นมีอะไรบ้าง ตรงนี้ก็ต้องลงมารับศีลรับพรกับแขกใหม่กันไปและหาวิธีรับมือกันต่อ ก็ถือว่าเฮียไม่ได้พูดแทนใครสำหรับเคสนี้นะครับแต่เพียงชี้ให้เห็นถึงวิถีปฏิบัติของโรงแรมทั่วไปในกรณี Extend Stay ที่เหลือก็แล้วแต่การคิดและวิเคราะห์ของพวกเราเองนะ


วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ตอน สายชำระ
สมัยเฮียเป็น DM (Duty Manager) ในกรุงเทพโรงแรมที่เฮียทำงานเป็นอาคารที่ก่อสร้างมานานนับ 10 ปีแล้วซึ่งตัวโครงสร้างเค้าไม่ได้ทำระบบสายชำระในห้องน้ำมาคือเค้าใช้กระดาษทิชชู่เช็ด เอาเข้าจริงๆ แขกบางคนก็ OK ในเหตุผลของการประหยัดน้ำ (แต่เปลืองกระดาษซึ่งก็ไม่รู้ว่าระหว่างน้ำกับกระดาษอะไรมันควรจะประหยัดมากกว่ากันและก็ไม่เคยมีหน่วยงานไหนในชีวิตที่เฮียรู้ทำ Infographic มาเทียบให้ดูเลยว่า “น้ำ” กับ “กระดาษทิชชู่” ใช้อันไหนแล้วส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมกว่ากัน) แต่แขกบางคนโดยเฉพาะแถวตะวันออกกลางเค้าไม่ OK เพราะการใช้กระดาษเช็ดอย่างเดียวมันไม่สะอาดสำหรับเค้าเพราะซึ่งก็ไม่ผิดแต่กรณีของเฮียนี้โรงแรมรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอปัญหาแบบนี้เราก็ได้แจ้งรายละเอียดนี้ไว้ในส่วนของรายละเอียดองพักในหน้าเว็บของโรงแรมและ OTAs เรียบร้อยแล้ว (สมัยนั้น FB ยังไม่เรืองอำนาจเท่าไหร่เลย Focus ที่ Direct Booking กับ OTAs เป็นหลัก)

ทีนี้วันนึงมีแขกเดินตรงดิ่งเข้ามาหาเฮียเลยแล้วก็ใส่เต็มๆ แบบโมโหมากว่า “ชั้นขอพบผู้จัดการหน่อย?” เฮียก็แสดงตัว “ชั้นเป็นผู้จัดการมีอะไรให้ช่วยเหลือครับ” แขกก็มาเต็มเลยว่า “เธอต้องหาห้องใหม่ให้ชั้นเดียวนี้เลยเพราะมั้นไม่มีสายชำระ ชั้นไม่สามารถใช้ห้องน้ำแบบนี้ได้เพราะมันไม่สะอาดสำหรับชั้น ชั้นต้องการห้องที่มีสายชำระในห้องน้ำเดี๋ยวนี้” เฮียก็ขอเบอร์ห้องแขกมาแล้วเปิดดูในระบบ PMS เพื่อดูข้อมูลการจองก่อนว่ามาจากช่องทางใด สำหรับ Case นี้เป็น Direct Booking จองตรงมาเองผ่านหน้าเว็บโรงแรมซึ่งถ้าเค้าอ่านสักนิดก็จะเห็นว่าเราไม่มีสายชำระอยู่แล้วในห้องน้ำ แต่ก็ที่รู้กันว่ากฏของแขกข้อแรกคือ “แขกถูกเสมอ” และถ้าแขกผิดก็ให้ย้อนไปดูข้อแรก เฮียก็เลยอธิบายก่อนว่า “ชั้นต้องขอโทษจริงๆ แต่โรงแรมเราทุกห้องเป็นกระดาษชำระหมดไม่มีสายชำระเลย” แขกก็โมโหแล้วก็บอกว่า “ยูไม่เข้าใจใช่ไหมว่าชั้นใช้กระดาษไม่ได้เพราะมันไม่สะอาด ยูไปหาห้องที่มีสายชำระมาให้ชั้นเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นชั้นจะ C/O ตอนนี้เลย”

คือพูดมาแบบนี้จากประสบการณ์ที่เคยเจอแน่นอนว่า “เค้าไม่ได้อ่าน Detail ของห้องพักที่เค้าจองแน่นอน” ว่าแล้วเฮียก็จัดการอธิบายไปเต็มๆ ว่า “โรงแรมของเราเป็นระบบนี้มา 10 ปีแล้ว เราไม่มีสายชำระในห้องน้ำ เราใช้กระดาษชำระซึ่งเราได้อธิบายไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ขั้นตอนการให้รายละเอียดห้องพักในหน้าเว็บไซต์ของเราที่ยูได้จองมา” เว้นวรรคแป๊บนึงเฮียต่อก๊อกสองว่า “ชั้นช่วยยูแบบนี้ได้ไหม เดี๋ยวชั้นจะให้ทางแม่บ้านนำถังน้ำพร้อมอุปกรณ์สำหรับตักน้ำไปวางไว้ข้างๆ แยกเป็นสัดส่วนให้ยูทำความสะอาด เพราะชั้นไม่สามารถที่จะติดสายชำระให้ได้จริงๆ (คือถ้าให้ทุบผนังแล้วเดินท่อน้ำเพื่อต่อสายชำระใหม่นี่ ท่าทางน่าจะต้องทำทั้งโรงแรมแหละนะคงปิด OOO เป็นปีแหละแบบนั้น) ได้ไหม?”

ตัวพี่แกก็ยังโมโหอยู่เพราะไม่พยายามจะเข้าใจอะไรเลย แต่ตัวเพื่อนที่มาด้วยกันตอนนี้เข้าใจแล้วว่ามันติดสายชำระไม่ได้และโรงแรมทำอะไรไม่ได้ก็เริ่มเข้ามากอดคอเพื่อนที่กำลังโมโหและด่าโรงแรมอย่างเมามันด้วยคำพูดเดิมๆ คือ “ทำไมติดสายชำระให้ชั้นไม่ได้ ชั้นจ่ายเงินมาพัก มันต้องติดได้ซิ ทำไม ทำไม ทำไม และทำไม” คือมีแต่ Why เต็มหน้า Counter เลยตอนนี้ทั้งไวน์แดง ไวน์ขาว โรเซ่ เต็มไปหมด จนเพื่อนเริ่มไม่ไหวและบอกกับเฮียว่า “Ok ไม่เป็นไรเดี๋ยวชั้นเคลียร์เอง” แล้วก็ลากเพื่อนที่ตอนนี้อารมณ์ยังเดือดอยู่ตามประสาคนรวยมาก โคตรรวย รวยไม่บันยะบันยัง รวยจนเขินของคนแถบๆ นี้ซึ่งพวกเอ็งน่าจะเคยเจออิทธิฤทธิ์กันมาบ้างแล้วเวลาที่เค้าไม่ได้ดั่งใจและไม่ต้องการเหตุผล

สรุปสุดท้ายเฮียก็ถามเพื่อนเค้าอีกครั้งว่า “จะเอาถังน้ำแยกไว้ไหม? จะได้ให้แม่บ้านไป Set up ให้เพราะมันติดสายชำระไม่ได้เนื่องจากปัญหาทางโครงสร้าง” เพื่อนพี่แกก็บอกว่าไม่เอาไม่เป็นไร ที่ตลกคืออะไรรู้ป่ะ? หลังจากนั้น 2 วัน พี่คนนี้คนเดิมที่เสิรฟ์ไวน์ให้เฮียนี่แหละลงมา Extend Stay ต่ออีกคืนนึงพร้อมสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส .........เออ งง เดาอารมณ์ไม่ถูกเลยกู

เฮียว่าโรงแรมไหนที่เป็นร
ะบบกระดาษชำระแทนสายชำระน่าจะเคยเจอกับปัญหานี้มาบ้างนะ ซึ่งเราก็ต้องเข้าใจแขกที่เค้าไม่ชอบใช้กระดาษเพราะมันรู้สึกไม่สะอาดจริงๆ แหละ แต่บางคนก็เฉยๆ และ OK ไม่มีปัญหา


บทความแนะนำ