แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตัวอย่างปัญหาในโรงแรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตัวอย่างปัญหาในโรงแรม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

จงวิเคราะห์เคสนี้ (ว่าที่กระทู้พลีชีพของเฮียเลย)

จงวิเคราะห์เคสนี้ (ว่าที่กระทู้พลีชีพของเฮียเลย)
"มีแขกหนึ่งคนขอ LCO โรงแรมตอนบ่ายสองโมง" ทางโรงแรมแจ้งว่าห้องเต็มไม่สามารถให้ LCO ได้แขกไม่พอใจและตัดสินใจว่า "จะไม่ใช้บริการโรงแรมนี้เลยตลอดชีวิต" เพราะเมื่อไปทำแบบเดียวกันอีกโรงแรมหนึ่งเขาได้รับการอนุญาตให้ LCO ได้ตามที่ขอ
??คำถาม..ในมุมมองของแขกและพนักงานเราคิดว่าเคสนี้ยุติธรรมสำหรับโรงแรมไหม??? ลองวิเคราะห์แบบถอยตัวเองออกมาจากสถานะพนักงานก่อนแล้วยืนอยู่ตรงกลางมองเข้าไปทั้งสองฝั่งทั้งแขกและพนักงานว่าเราคิดยังไง???


...สำหรับเฮีย..
มองในมุมแขกกรณีที่แขกปกติโรงแรมถ้าแขกขอ LCO ถ้าห้องมีเรามักจะให้แขกอยู่แล้วและแขกบางคนจำเป็นจริงๆ เช่น เกิดการเจ็บป่วยอยากจะพักอีกนิดหน่อยแบบนี้เชื่อว่าพนักงานทุกคนยังไงก็ยินดีให้ LCO อยู่แล้วหรือแม้แต่ขอเฉยๆ เพราะอยากอยู่ต่ออีกสักนิดถ้ามีห้องว่างก็เชื่อว่าหลายๆ คนไม่ปฏิเสธแขกแน่นอนแต่การที่พนักงานบอกว่า "ห้องเต็ม" แล้วไม่ได้ LCO จึงตัดสินโรงแรมเลยว่าไม่ดีและจะไม่ใช้บริการอีกก็ค่อนข้างจะไม่ยุติธรรมสักหน่อยเพราะคิดในมุมแขกอย่างเดียวว่าขอไม่ได้คือ "บริการไม่ดี" ทั้งที่คำว่า "ห้องเต็ม" คือถ้าให้ LCO ไปแล้วแขกใหม่มาจะไปอยู่ที่ไหนสุดท้ายก็ไปกระทบสิทธิคนอื่น..
คิดในมุมพนักงานกรณีขอ LCO เชื่อว่าหลายๆ คนถ้ามีห้องว่างส่วนใหญ่ก็ให้กันอยู่แล้วเพราะเราก็อยากสร้างความประทับใจให้กับแขกการถูกแขกตัดสินจากการ "ไม่ได้ดั่งใจ" ว่าบริการไม่ดีทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ทำดีมาทั้งหมดและเราก็อยากสร้างความประทับใจให้แขกอยู่แล้วหากกรณีที่ห้องเต็มแต่พนักงานยังให้ LCO ปัญหาคือกระทบทุกส่วน (แม้แขกจะอ้างได้ว่าเขาไม่จำเป็นต้องรู้เพราะคิดในมุมแขก) เช่น Front ต้องถอด Block ห้องใหม่ แม่บ้านต้อง Stand by รอทำห้องนี้อีกครั้งโดยที่มีแขกใหม่มารอเร่งอยู่แต่ก็เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องของแขกที่ต้องรู้และอยู่ที่ระบบจัดการของโรงแรมแต่จะดีกว่าไหมที่ตัดต้นตอของปัญหาไปแต่แรกด้วยการ "เคารพกฏระเบียบการเข้าพัก" ตั้งแต่แรก
เห็นหลายๆ ที่มักอ้างกันทำนองแขกกันว่า "ใครยอมและให้แขกได้มากกว่านั่นคือบริการที่เหนือความคาดหมายที่แขกประทับใจ" เช่น เคสนี้ที่แขกชอบโรงแรมใหม่ที่ไปเพราะได้ LCO ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้จะมีกฏระเบียบไว้ให้ควบคุมการอยู่ร่วมกันเพื่อรักษาสิทธิของแขกคนอื่นทำไมเพราะการออกมาป่าวประกาศว่า "เธอให้สิทธินั้นไม่ได้แต่ชั้นให้ได้ชั้นดีกว่าเธอนะ" มันเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจหรือ?? ในเมื่อคุณกำลังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้คนข้างหลังต้อง "ทิ้งกฏระเบียบเพื่อมาตามใจแขกแข่งกับคุณ" ทำไมไม่คิดอีกมุมว่าเราสามารถบริการแขกได้ภายใต้กฏระเบียบและการอยู่ร่วมกันของแขกผู้เข้าพัก "ทุกคน" ไม่ใช่บางคน
เฮียไม่เถียงว่าการยอมแขกในบางครั้งคือการบริการที่ดีและเราก็ทำกันแต่ค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับการสปอยแขกแล้วเอาเป็นความภาคภูมิใจว่า "เราให้บริการที่เหนือความคาดหมายให้แขกประทับใจ" โดยการตามใจแขกทุกสถานการณ์ซึ่งเราไม่ได้เรื่องมากใดๆ เพราะก็เข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบันที่โรงแรมต้องดิ้นรนหาแขกอย่างยากเย็นเช่นทุกวันนี้
แล้วพวกเราคิดกันยังไงบ้างมาแลกเปลี่ยนกัน.........?????

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ตอน มาแล้วแก้วตาสัญญาให้ไว้ยังจำ
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความคิดไปเองของแขกว่ามาเมื่อไหร่ไปเมื่อไหร่ก็ได้? เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อมีแขกคนหนึ่งเดินเข้ามาแล้วยื่น CFM (Confirmation Letter) ให้เฮียเพื่อ C/I เฮียก็รับมาแล้วหารายชื่อในระบบปรากกว่าหาไม่เจอใน Function ของ Expect Arrival ในระบบ PMS และด้วยสัญชาติญาณที่ผ่านการ C/I ในลักษณะนี้มาอย่างโชคโชนเฮียก็ไปหาใน Function ของ Cancellation ก็ปรากกว่าไปเจอชื่อแขกตรงเป๊ะทุกอย่างจองผ่านพี่ด้ามาเฮียก็เลยแจ้งแขกไปว่า “ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงเราได้รับรายละเอียดการยกเลิกการจองของคุณผู้หญิงมานะครับหมายเลข...”
คือคาดว่าน่าจะยกเลิกการจองแล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากจะมาพักหรืออย่างไรไม่ทราบนี่แหละแต่เมื่อยกเลิกมาแล้วและไม่ได้จองใหม่ทางโรงแรมก็ต้องยึดเอาข้อมูลปัจจุบันและแขกอื่นที่ทำตามระบบไปก่อน
แขกพอได้ยินดังนั้นก็โมโหแล้วก็บอกเฮียมาว่า “ยกเลิกอะไรก็นี่ไงใบจองของชั้น” แล้วก็วางใบ CFM บน Counter ให้เฮียดูเฮียก็รับมาแล้วให้น้อง G.S.A เอาเข้าไปค้นในห้อง RSVN ว่ามีใบ Cancellation ของแขกท่านนี้หรือไม่ในระหว่างนั้นแขกก็บ่นใหญ่โตว่า “ยกเลิกบ้าอะไรใบจองก็เห็นอยู่เนี่ยถ้าไม่ได้ห้องพักนะน่าดู” เฮียก็ให้น้องเอาเวรกรรมดริ๊งค์กับผ้าเย็นมาให้ระงับสติอารมณ์ก่อนแต่ส่วนตัวเชื่อว่าแขกยกเลิกแล้วเพราะข้อมูลในระบบมันบอกไว้ชัดเจนแต่เพื่อความแน่นอนเลยขอหลักฐานก่อนดีกว่า
สักพักน้อง G.S.A ก็วิ่งออกมาพร้อมกับใน Cancellation ของแขกคนนี้จริงๆ
เฮียก็เลยกางให้แขกดูว่า “นี่ครับคุณผู้หญิงใบยกเลิกการจองชื่อและนามสกุลหมายเลขตรงกับของคุณผู้หญิง (แดนสยาม) เลยครับ” แขกรับไปก็นิ่งไปพักนึงคงนึกได้ว่าตัวเองไปยกเลิกการจองจริงๆ แต่ก็มาขนาดนี้แล้วเลยไปต่อแขกก็บอกว่า “แล้วยังไงแต่ชั้นมาแล้วเนี่ยมีห้องไหมชั้นจะพัก” เฮียก็ตอบไปว่า “มีห้องว่าครับราคา Walk In วันนี้ 2,300 บาท Net ครับ” แขกก็ปรี๊ดเลย “อะไรกัน!!! ทำไมแพงกว่าจองในเว็บล่ะลดให้หน่อยไม่ได้หรือไง” เฮียก็ตอบไปว่า “นี่เป็นราคา Walk In นะครับส่วนถ้าจอง Promotion สามารถจองผ่านหน้าเว็บของโรงแรมแบบ Last Minute ได้นะครับราคาจะถูกกว่านี้” แขกก็จัดการเปิดเว็บโรงแรมแล้วก็เตรียมจะจองแต่ทันใดนั้นแขกก็หันมาเหวี่ยงใส่เฮียระดับ 10 ริกเตอร์อีกว่า “ถูกแค่ไม่กี่ร้อยบาทเนี่ยนะเปลืองเน็ตชั้นจริงๆ” เฮียก็เงียบและทีนี้แขกอื่นๆ ก็เริ่มมองๆ เขาแล้วสักพักแขกก็ก้มลงน่าจะจองห้องผ่าน OTA นี่แหละอีกทีก่อนยื่นโทรศัพท์มาให้เฮียแล้วบอกว่า “เอ้า!! นี่ใบจองชั้นถูกกว่าที่เธอเสนอตั้งเยอะ..แทนที่จะลดให้ชั้นเท่าเค้าจะได้ไม่ต้องเสียค่า commission”
คือราคาใน OTA ถูกกว่า Rate Walk In ที่เฮียบอกอยู่ 150 บาทที่สำคัญมันเป็นราคาเดียวกับวันนั้นที่ขายผ่าน Last Minute ด้วยเฮียก็เลยไม่รู้ว่ามันถูกกว่าตรงไหนวะเนี่ย????


วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

Speed

ตอน Speed เร็วกว่านรก
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น้อง Bell Boy เล่าให้เฮียฟังจากประสบการณ์ของเขาซึ่งตอนนั้นเฮียเพิ่งไปรับตำแหน่ง Front Office Manager ที่ระยองใหม่ๆ ก็เลยคุยกันน้องมันเล่าให้ฟังว่า “พี่รู้มั้ยครั้งนึงผมเคยเอา Passport ไปส่งให้แขกที่สนามบินแบบ EMS เรียกพี่มาแล้ว” เฮียก็เลยถามมันว่าเรื่องมันเป็นยังไงน้องมันก็เล่าให้ฟังว่า
เรื่องมันเกิดขึ้นตอนที่แขก Check Out แล้วรีบออกจากโรงแรมไปซึ่งตอนนั้นพอ Front Office ถามแขกว่าได้กินมินิบาร์ไหมแขกก็ตอบมาว่าไม่ได้กินคือช่วงนั้นแขกรอ Check In/ Check Out เยอะก็เลยพยายามจะลดขั้นตอนการรอ Check Mini Bar ออกไปก็เอาศัยการวัดใจถามเอาเลยถ้ากินก็จ่ายเท่าที่จำได้ถ้าไม่กินก็ปล่อยแขกเลยเพราะ GM อนุมัตแล้วทีนี้แขกแจ้งว่าไม่ได้กินก็ลาจากกันไปด้วยดี
คล้อยหลังไปประมาณ 30 นาทีมีโทรศัพท์สายนึงโทรเข้ามาในโรงแรมน้อง Operator โอนสายมาให้คุยกับทาง FOM คนเก่าซึ่งปลายสายมีท่าทีกระวนกระวาย กระสับกระส่ายคล้ายจะเป็นลมซึ่งพี่ FOM คนเก่าเค้าก็คุยกับแขกจนได้ใจความว่า “แขกลืม Passport และมั่นใจว่าลืมไว้ที่นี่อยากให้เราเอาไปส่งให้ตอนนี้ที่สนามบินด่วนที่สุดแบบที่เท่าไหร่ก็จ่ายไม่งั้นบินไม่ได้พี่ FOM เค้าก็แจ้งให้แม่บ้านขึ้นไปหาบนห้องก็ปรากฏว่าเจอจริงๆ (ตอนนั้นแม่บ้านไม่ได้ Check ห้องทันทีเพราะแขกเยอะกะว่าจะย้อนกลับมา Check และทำ VC เลยทีเดียว) Passport ของแขกอยู่ในตู้ Safe ที่ไม่ได้ Lock ไว้ (ยังดีที่ไม่ได้ Lock ถ้า Lock ไว้นี่เรื่องยาว) จากนั้นพี่ FOM ก็มาหาน้อง Bell Boy คนนี้แล้วบอกว่า “ตอนนี้แขกอยู่ Motorway แล้วช่วยเอา Passport ไปส่งให้หน่อยได้ไหมขอให้ถึงให้เร็วที่สุด” น้องมันก็ตอบไปว่า “ไปได้พี่ผมเหยีบได้รถโรงแรมเป็น Toyota Camry แต่ถ้าเกิดอะไรกับรถพี่ต้องรับผิดชอบให้ผมนะถ้าพี่ OK ผมก็ OK” พี่ FOM คนเก่าแกก็ไม่มีทางเลือกก็เลยตอบไปว่า “Ok ได้พี่รับผิดชอบเอง”
จากนั้นไอ้น้องคนนี้ก็อัดตั้งแต่ระยองมาถึง Motorway แบบที่ว่า “จ่ายทุกด่าน โดนทุกใบสั่ง แถมหม้อน้ำเกือบแตกเพราะร้อนจัด 555 (ไม่รู้มันพูดจิงมั้ย)” โชคดีที่ไม่มีอุบัติเหตุซึ่งถ้าเกิดมันก็ไม่คุ้มจริงๆ แต่ท้ายที่สุดแล้ว Passport ก็ไปถึงแขกทันเวลาพอดีเป็นบทเรียนที่ว่า “ทำงานโรงแรมนี่เจอทุกสถานการณ์จริงๆ”

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ตอน ปรับทุกข์
พนักงานโรงแรมอย่างเราบางทีก็ต้อง Service กันแบบ โค ตะ ระ Mind เลยนะเรียกได้ว่าต้องเป็นทุกอย่างให้เธอแล้วกันจริงๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เฮียเข้ารอบดึกและเป็นเรื่องที่เฮียจำได้ดีเลยว่ามันเป็นการดูแลแขกแบบเหนือจินตนาการเลยจริงๆ
วันนั้นจำได้ว่าเป็นเวลาประมาณตี 2 ซึ่งเฮียก็จัดการตรวจ Room Rate เสร็จเรียบร้อย ตรวจ Bill เรียบร้อยแล้วก็ไปเดินตรวจโรงแรมมาเรียบร้อยสำหรับรอบแรกก่อนกลับมาที่หน้า Front เพื่อจะมาช่วยน้องมันเตรียม Reg. Card สำหรับ Check In วันใหม่ทีนี้อยู่ก็มีแขกกระทาชายนายหนึ่งลงมาหน้า Front แล้วก็เดินร้องไห้มาเลยออกจากลิฟท์มาก็ตรงดิ่งมาหาเฮียเลยเฮียก็ตกใจแล้วรีบเข้าไปถามว่า “ยูเป็นอะไรหรือเปล่า” ตอนนั้นที่กลัวอย่างเดียวคือกลัวแขกไม่สบายเจ็บปวดอะไรจนร้องไห้หรือเปล่าแต่พอถามจบแขกก็พูดขึ้นมาว่า “ยูมีเวลาฟังชั้นสัก 5 นาทีไหม”
พูดจบเฮียนี่รู้สึกแบบ “เฮ้ย!! จะมาไม้ไหนวะ??” แต่ก็ด้วยความมีจิตวิญญาณแห่งการบริการสูงปรี๊ดชนิดตึกใบหยกยังอายก็เลยบอกแขกไปว่า “ด้วยความยินดี” แล้วก็พาแขกไปนั่งที่ Lobby พอนั่งเสร็จแขกก็ร้องไห้ออกมาเฮียก็เลยหันไปบอกน้อง G.S.A ให้เอากระดาษทิชชู่มาให้แขกหน่อยแขกร้องไห้อยู่พักนึงโดยที่เฮียก็ไม่ได้กวนอะไรอยากให้เค้าระบายให้หมดพอตั้งสติได้แขกก็บอกมาว่า “แฟนชั้นเค้าทิ้งชั้นไปมีคนใหม่เค้าไม่สนใจชั้นแล้วชั้นไม่เข้าใจว่าทำไม? ชั้นไม่ดีตรงไหน? ชั้นผิดอะไร” ด้วยความเป็นพนักงานโรงแรมที่ดีนั่นหมายความว่าเราต้องช่วยเหลือแขกให้ดีที่สุดแม้เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เกี่ยวกับปัญหาด้านการเข้าพักของแขกแต่ถ้าปล่อยให้แขกเก็บกดแบบไม่มีที่ระบายแบบนี้ปัญหาอื่นๆ อาจตามมาได้แบบที่เราอาจไม่คาดคิด
เฮียก็เลยตัดสินใจอยู่รับฟังและปลอบใจเค้าไปก็คุยกลับไปว่า “ยูใจเย็นๆ ก่อนนะชั้นคิดว่าเรื่องทุกอย่างมันมีทางออกยูลองให้เค้าใจเย็นๆ แล้วคุยกันอีกทีดีไหม? เผื่ออะไรๆ มันจะดีขึ้น” แขกก็ตอบกลับมาแบบเคล้าน้ำตาเลยว่า “มันเป็นไปไม่ได้แล้วแหละเพราะเค้าไปมีคนใหม่แล้วและชั้นก็เพิ่งรู้ว่าเค้าคบกันมาเกือบปีแล้วโดยที่ชั้นไม่รู้” จากนั้นก็ดราม่ามาอีกดอกนึงโดยการร้องไห้เล่นใหม่รัชดาลัยเธียร์เตอร์เลยตัดพ้อกับตัวเองไปว่า “ทำไมต้องทิ้งชั้นไป ทำไมทำอย่างนั้น ทำไมทำอย่างนี้” รวมแล้วก็น่าจะเกิน 5 นาทีไปไกลโขแล้วแหละเฮียก็ไม่รู้จะทำยังไงเพราะพี่แกเล่นใหญ่ไม่หยุดเลยก็เลยรอจังหวะเค้าเหนื่อยและหยุดพักก่อนจะพยายามใช้ Human Touch โดยการจับแขนเค้าเบาๆ แล้วปลอบใจเพื่อให้เขารู้สึกดีขึ้นแล้วก็เลยเปิดอกคุยกันเลยตามประสาคนเคยมีประสบการณ์การโดนทิ้งว่า “ยูรู้ไหมชั้นก็เคยเจอแบบยูนะ เจอแบบที่เค้าไปแล้วไม่บอกชั้นเลยแหละชั้นไปเจอเค้าอีกทีตอนเค้าไปอยู่กับคนอื่นแล้ว” คราวนี้แขกเริ่มนิ่งไปชั่วขณะแล้วเริ่มเพิ่งความสนใจมาที่เรื่องของเฮียและกลายเป็นว่าตอนนี้กำลังจะเกิดภาวะ “สลับข้างกันระหว่างคนฟังกับคนรับฟัง” 555 แขกก็ถามกลับมาว่า “แล้วยูทำยังไง?” เฮียก็ตอบไปว่า “ชั้นจะทำอะไรได้เพราะเขาไปขนาดนั้นแล้วคงจะให้เขากลับมาไม่ได้เพราะมันเป็นอดีตชั้นเลย Focus ที่อนาคตเพราะชั้นเชื่อว่าชั้นต้องเจอคนที่ดีกว่าแน่นอนแล้วชั้นก็ผ่านมันมาจนได้ถึงวันนี้” แขกก็ยื่นมือมาจับแขนเฮีย “ยูเข้มแข็งมากเลยนะชั้นอยากเป็นแบบยูบ้าง”
เฮียก็เลยปลอบใจไปอีกว่า “มันเป็นเรื่องปกติแหละตอนนี้ยูเสียใจแต่ถึงจุดหนึ่งยูจะเฉยๆ กับเรื่องนี้เพราะมันก็จะผ่านไปยูกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว” แขกก็นั่งพยักหน้ายังมีสะอื้นอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ร้องไห้หนักแล้วทีนี้เฮียเลยปลอบใจไปดอกสุดท้ายว่า “ทุกวันนี้ชั้นก็มีความสุขดีกับคนที่ชั้นคบยูเชื่อชั้นนะว่ายูยังจะเจอคนอีกเยอะสักวันยูจะเจอคนใหม่ที่อาจจะดีกว่าก็ได้” แขกก็เริ่มดีขึ้นเลยทีนี้แล้วก็ของคุณเฮียก่อนชวนกันคุยเรื่องอื่นๆ ต่ออีกสักพักแล้วก็มีเรื่องแฟนเค้าแทรกมาเป็นระยะๆ ว่าไปไหน ทำอะไรกันมา ซึ่งก็ยังมีอารมณ์เศร้าอยู่บ้างแต่ไม่มากเหมือนก่อนสุดท้ายผ่านไป 30 นาทีแขกก็ OK แล้วก็ขอตัวขึ้นห้องไปนอนก่อนของคุณเฮียที่ช่วยรับฟังเค้า
เคสนี้ก็เรียกได้ว่า “เป็นทุกอย่างให้แขกจริงๆ สำหรับ ยอดมนุษย์โรงแรม อย่างเรา”


วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2562

คำขวัญงานโรงแรม

คำขวัญงานโรงแรม
อยากโดนแขกด่าให้เป็น G.S.A.
อยากเจอพนักงานเกเรให้เป็น HR
ถ้าอยากเป็นนางฟ้าให้เป็น G.R.O.
อยากได้ทิปเป็นโหลให้ไปเป็น Bell
ก่อนที่จะเป็น Sale ให้เป็น Reservation...
แต่ถ้าคิดว่ามั่นก็เป็น PR..
อยากเจอดาราให้เป็น Marketing
ถนัดเรื่องซ่อมจริงๆ ให้ไปเป็นช่าง
ใครชอบทำอาหารมั่งยังมีแผนกครัว
ถ้าถนัดนวดไทยนวดตัวให้ไปเป็น SPA
เสิร์ฟเช้า สาย บ่ายบุฟเฟ่ต์มาให้เป็น F&B
ชอบปูเตียงทำความสะอาดดีๆ ก็มี HK
อยากปราบแขกเกเรให้เป็น Secure
อยากพักผ่อนแบบชิลด์ให้อยู่นิ่งๆ
ถ้าคิดว่าแน่จริงก็ให้เป็น GM ไปเลย..จบ


วันเสาร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ตอน คนใจอ่อน

ตอน คนใจอ่อน
เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนใจอ่อนที่อยู่ดีๆ ก็มามีเรื่องให้พนักงานโรงแรมได้ปวดหัวแต่สุดท้ายก็ต้องช่วยเหลือกันไปเพราะเขาเป็นแขกของเราเรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเฮียได้รับแจ้งจากน้อง Bell Boy ที่ลงมาจากการขึ้นไปส่งกระเป๋าแขกว่า “เฮียครับแขกห้อง ....” เค้าต้องการให้ผู้จัดการขึ้นไปบนห้องหน่อยครับ” เฮียก็ถามมันกลับว่า “เขกมีอะไรหรือเปล่า?” มันก็บอกมาว่า “ไม่รู้เฮียผมเห็นเค้ากำลังเถียงอะไรกันอยู่กับผู้หญิงไม่รู้ครับ” พอรับเรื่องมาเสร็จเฮียก็จัดการเปิดดูประวัติแขกใน PMS ก่อนเลยว่าเป็นใครมาจากไหนพอเปิดมาก็ปรากฏว่าเป็นแขกมาจากแดนกังหันลมแต่ในระบบบอกว่า C/I คนเดียวนั่น แส-ดง ว่าแขกต้องพาน้อง Join มาด้วยอย่างแน่นอนเฮียก็ให้น้อง Bell Boy มันไปไล่ดูในรายงานบันทึกการฝากบัตรประชาชนของน้อง Join ว่าห้องนี้มีเอาน้อง Join ขึ้นไปไหมก็ปรากฏว่าแขกพาขึ้นไปจริงๆ พอได้ความแล้วเฮียก็ขึ้นไปที่ห้องแขกพร้อมกับ Security 1 คน
ไปถึงยังไม่ทันได้เคาะประตูแขกก็เปิดประตูทิ้งไว้แล้วกำลังเล่นใหญ่กับน้อง Join เลยเสียงดังชึ้นเรื่อยๆ เฮียก็เลยบอกแขกว่า “สวัสดีครับชั้นเป็นผู้จัดการรบกวนยูใจเย็นๆ ก่อนนะเพราะตอนนี้เสียงดังมากเดี๋ยวแขกท่านอื่นจะได้รับความไม่สะดวก” แขกก็เบาเสียงลงแล้วก็ตรงดิ่งมาหาเฮียเลยบอกว่า “ชั้นให้เงินเค้าไปแล้วทำไมเค้าจะต้องมาเอาเงินจากชั้นอีกชั้นไม่เข้าใจ” เฮียก็หันไปถามน้องมันว่า “น้องแขกเค้าบอกว่าน้องจะเอาเงินเค้าเพิ่มเหรอครับ” น้องมันก็ตอบมาว่า “ก็ตอนแรกตกลงกันมาแล้วว่าจ่ายก่อนครึ่งนึงแล้วอึกครึ่งมาจ่ายที่โรงแรมไงพี่หนูก็เลยมา” เฮียก็หันไปอธิบายกับแขกว่า “ขอโทษนะเค้าบอกชั้นว่าตอนแรกตกลงกันยูจะจ่ายให้เค้าครึ่งนึงก่อนแล้วอีกครึ่งมาจ่ายที่นี่” แขกก็รีบตอบมาเลยว่า “NOOOOO” ลากเสียงยาวเลย “ชั้นบอกเค้าว่าชั้นให้ได้เท่านี้นะแล้วเค้าก็บอกว่าโอเคชี้นก็เลยพามาแล้วชั้นก็ต้องเสียเงินให้ยูอีกนี่ชั้นจ่ายไปมากเกินแล้วนะ” เฮียก็หันไปบอกกับน้องซึ่งก็ไม่รู้ว่ากูจะทำแบบนี้ทำไมวะเนี่ยตอนต่อราคาก็ไม่ได้ไปอยู่ด้วยซะหน่อยว่า “น้องครับเค้าบอกว่าเค้าตกลงกับน้องมาแค่นี้นะครับเค้าจะให้แค่นี้นะน้อง” น้องมันก็โมโหแล้วก็หันไปด่าแขกเลยว่า “ชั้นจะไปแจ้งความยูโกงชั้น” เป็นภาษาอังกฤษที่ฟังดูก็เข้าใจเลยว่าจะไปแจ้งตำรวจแขกก็โมโหก็สวนมาเลยว่า “ยูไปเลยชั้นไม่จ่าย” แล้วก็หันมาบอกเฮียว่า “เอาเค้าออกไปจากห้องชั้นเดี๋ยวนี้เลย” อ้าวเฮ้ย!! โยนงานมาอีกแล้วเราก็ด้วยความเป็นพนักงานที่ดีก็ต้องทำตามหน้าที่เฮียก็หันไปบอกกับน้องว่า “น้องครับพี่เข้าใจน้องนะแต่แขกจะจ่ายแค่นี้และต้องการให้น้องออกจากห้องในฐานะแขกพี่ก็ต้องดูแลเค้าน้องลงไปกับพี่ดีกว่านะส่วนน้องจะไปแจ้งตำรวจยังไงก็แล้วแต่น้องนะ”
อยู่ดีๆ น้องมันก็ทรุดนั่งลงกับพื้นเลยแล้วก็ร้องให้ปานจะขาดใจคือร้องหนักมากจนแขกตกใจแล้วก็หันมาถามเฮียว่า “เค้าเป็นอะไร” เฮียก็เลยตอบแขกไปว่า “เค้าคงเสียใจน่ะที่ไม่ได้เงินแต่เดี๋ยวชั้นจะพาเค้าลงไปเอง” แล้วเฮียก็เดินไปหิ้วปีกน้องมันขึ้นมาแล้วบอกว่า “น้องลงไปกับพี่นะยังไงพี่ก็ให้น้องอยู่ในนี้ไม่ได้แล้ว” น้องมันก็ร้องให้ตอนแรกเหมือนจะไม่ไปแต่ก็ยอมลงไปโดยดีแล้วอยู่ๆ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นแขกก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อน” เฮียก็ให้ รปภ. พาน้องออกไปยืนนอกห้องก่อนเพราะจับพลัดจับผลูยังไงถ้าเค้ามีปัญหากันน้องเค้าก็จะได้ไม่ต้องดื้ออยู่ในห้องให้เหนื่อยพาออกไปอีกแขกก็พูดมาว่า “ยูเอาเงินที่ชั้นจ่ายยูให้เค้าไปเพิ่มได้มั้ยเค้าน่าสงสารนะ” อ้าวเฮ้ย!! ทำไมโยนมาให้ รร. ซะงั้นวะเนี่ยเฮียก็ตอบไปว่า “ไม่ได้หรอกเพราะเงินนี่มันคนละส่วนกันกับส่วนที่ยูตกลงกับเค้า” แขกก็สวนมาว่า “แต่ชั้นจ่ายค่าห้องยูมาแล้วนะแล้วชั้นพาคนอื่นเข้ามาทำไมชั้นต้องจ่ายอีกล่ะมันไม่แฟร์นะเค้าทำงานให้ชั้นจริงๆ เค้าต้องได้เงินนี้นะไม่ใช่โรงแรม” อ้าว เริ่มออกทะเลไปซะและแขกกูเฮียก็เลยต้องพาเข้าฝั่งมาก่อน “ตอนที่ยูจองมาเป็น Single Rate ใช่ไหม” แขกก็ตอบมาว่า “ใช่” แล้วถ้ายูจะพักสองคนยูก็ต้องจ่ายเพิ่มถูกไหมเพราะมันจะไม่ใช่ Single มันจะเป็น Double ซึ่งถ้าจะจ่ายเพิ่มสำหรับห้องพักห้องนี้ราคาอยู่ที่ 1800 บาท Net ยูอยากให้ชั้นชาร์จราคา Double Rae แล้วเอาเงิน 1000 บาทนี้คืนให้เขาไปไหม? ชั้นจะได้ทำชาร์จใหม่นะ” แขกก็เงียบแล้วก็ถามเฮียมาว่า “แล้วยูไม่สงสารเค้าเหรอเค้าได้เงินแค่นี้เอง” เฮียก็เลยถามกลับว่า “จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างยูกับเค้านะไม่เกี่ยวกับเราเลยเพราะเราดูแลยูในฐานะแขกไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ กับการให้หรือไม่ให้ค่าตอบแทนเค้าเลยนะแล้วยูจะให้เราจัดการได้ยังไง” พูดจบก็เหมือนจะได้สติแล้วก็เหมือนแกจะเป็นคนขี้สงสารและก็เดินหยิบเงินมาให้น้อง Join เพิ่มอีกเสร็จแล้วก็ปิดประตูห้องไปเลยแบบไม่พอใจเฮียอย่างมากซึ่งก็ไม่รู้ว่า “กูผิดอัลไลวะเนี่ย”


วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ตอน กะทันหัน

ตอน กะทันหัน
เรื่องนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญจริงๆ ของแขกที่ดันมาเจอกันโดยมิได้นัดหมายแล้วต้องการได้ห้องแบบติดกัน “Foot ความ” ก่อนว่าเวลาที่เรา Assign ห้องพักให้แขกเนี่ยเราก็จะดูก่อนว่าแขกมาด้วยกันไหมถ้าประเภทจองมาด้วยกันหรือจองหลายๆ ห้องเราก็จะจัดห้องที่อยู่ติดกันให้เพราะเราเข้าใจว่าแขกอยากอยู่ใกล้กัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเฮียกำลังรับ C/I แขกอยู่คนหนึ่งซึ่งเค้าจองมาห้องเดียวไม่ได้มาร่วมกับใครในขณะที่เฮียกำลังเตรียม C/I แขกและได้เอกสารมาครบแล้วจู่ๆ แขกก็รับโทรศัพท์แล้วก็สนทนาเป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทยได้ประมาณว่า “แขกคุยกับเพื่อนว่าอยู่ที่ไหนแล้วเพื่อนก็คงตอบมาว่าอยู่ที่ไหนสักที่นี่แหละแขกก็เลยชวนให้เพื่อนมาพักที่นี่แล้วก็จบการสนทนา” พอจบการสนทนาแล้วแขกก็หันมาถามเฮียว่า “ยูมีห้องพักว่างไหม” เฮียก็ตอบไปว่า “มีครับ” แขกก็ถามมาว่า “เพื่อนชั้นจะมาพักด้วยยูช่วยหาห้องพักที่อยู่ใกล้ๆ กันให้หน่อยได้ไหม” คือตอนนี้เฮียรู้แล้วว่ามีปัญหาเพราะเวลานั้นเป็นช่วง Long Weekend แขกเยอะมากมายมหาศาลปานแจกฟรีห้องมันก็ค่อนข้างแน่นเฮียก็พยายามหาในระบบแต่ไม่มีแล้วก็แจ้งแขกไปว่า “ขอโทษนะครับห้อง Room Type เดียวกันกับยูไม่มีห้องติดกันว่างเลย” แขกก็ถามกลับมาว่า “ไม่มีเลยเหรอ” เฮียก็หาอีกทีแล้วบังเอิญว่าไปเจอห้องพักอยู่คู่นึงที่อยู่ติดกันแต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ “มันเป็นห้องที่อยู่อีก Category นึง” ซึ่งราคาแพงกว่าแต่ด้วยความที่เราทำงานบริการอย่าไปคิดแทนแขกว่า “แพงแขกไม่เอาหรอก” หน้าที่ของเราคือต้องบอกทุกอย่างเพื่อป้องกันประโยคที่ว่า “ทำไมไม่บอกชั้น”

เฮียก็แจ้งแขกไปว่า “มีห้องพักอยู่ติดกันอยู่คู่นึงแต่เป็น Room type อีก room type นึงนะครับราคาห้องพักอยู่ที่ 3,500 บาท + ABF ถ้ายูต้องการสามารถชำระเพิ่มได้อีก 700 บาทต่อคืนส่วนเพื่อนยูก็ชำระ 3,500 บาทครับ” พูดจบอารมณ์เปลี่ยนแขกถามกลับมาแบบผสมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เลยว่า “Why??? Why I have to pay more?” อ่ะ ไม่เป็นไรแขกอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายเฮียก็อธิบายไปว่า “เนื่องจากห้องพักนี้เป็น Room type ที่อยู่เหนืออยู่ขึ้นไปอีก type นึงมีขนาดกว้างกว่าตกแต่งแตกต่างจากห้องที่ยูจองมาตอนแรกเลยมีราคาสูงกว่าแต่ยูได้อยู่ติดกับเพื่อนนะ” แขกก็ตอบกลับมา “ไม่..ชั้นไม่จ่าย..ชั้นเป็นแขกชั้นต้องการห้องพักติดกันแต่ยูไม่มีเองยูก็ต้องหาทางแก้ไขให้ชั้นซิแล้วนี่ยูมีห้องพักที่อยู่ติดกันยูก็ต้องให้ชั้นพักเพื่อแก้ปัญหานี้แล้วยูจะมาเก็บเงินชั้นเพิ่มทำไม” อ่ะไม่เป็นไรแขกอาจจะงง เฮียก็อธิบายต่อ “คืออย่างนี้นะครับยูจองห้องพัก Type Superior เราก็จัดให้ตามที่ยูจองมาตามสิทธิของยูแล้วยูต้องการห้องติดกันเพราะเพื่อนยูมาเราก็พยายามหาห้องพัก Type เดียวกันที่อยู่ติดกันให้แต่มันไม่มีเพราะแขกเต็มเราเลยเสนอห้อง Type อื่นที่มีห้องพักติดกันแต่ยูต้องจ่ายเพิ่มเพราะเป็นห้องพักคนละ Type กันซึ่งเราไม่ได้บังคับให้ยูจองแต่พยายามหาทางออกให้ยูได้พักด้วยกันถ้ายูไม่ต้องการจ่ายเพิ่มเราก็มีห้องพักที่อยู่ใน Type เดียวกันแต่อยู่ห่างจากกันไป 2 ห้องพักแต่ชั้นเดียวกันเราจะ Assign ห้องนี้ให้” มาต่อดอกสอง “แต่ชั้นต้องการอยู่ติดกันและชั้นไม่ต้องการจ่าย” เฮียก็มาดอกสอง “ได้ครับ งั้นอีกห้องที่ใกล้ห้องที่เรา Assign ให้ยูที่อยู่ติดกันจะ C/O ในวันพรุ่งนี้เราจะ Lock ห้องนี้ไว้ให้แล้วพรุ่งนี้ให้เพื่อนยูย้ายมาก็ได้ยูจะได้อยู่ติดกัน” เป็นการแก้ปัญหาแบบสันติวิธีและแขกบางคนก็ Happy เพราะเข้าใจในสิทธิตนเองแต่ไม่ใช่พี่คนนี้เพราะแก้ตอบกลับมาว่า “ไม่..ชั้นไม่ต้องการย้ายไปย้ายมาชั้นจะเอาห้องติดกันวันนี้”

เฮียก็ตอบกลับไปว่า “ได้ครับรบกวนชำระเงินเพิ่มตามที่แจ้งนะครับเราจะ  Assign ห้องพักให้ยูครับ” แขกก็สวนมา “นี่ยูพูดไม่รู้เรื่องหรือไงว่าชั้นไม่ต้องการจ่าย” เฮียก็อธิบายต่อประมาณว่าใครยื้อได้นานกว่ากันมันไม่ใช่เรื่องที่โรงแรมต้องเสียผลประโยชน์และสิทธิจากการขายห้องพัก Type นี้ไปฟรีๆ เพราะไม่ได้ทำผิดอะไร (แต่ Manager คนไหนอยากให้ก็ได้นะไม่ว่าต่างคนต่างวิธี) “ขอโทษนะครับถ้าโรงแรมมีอะไรทำให้ยูไม่สะดวกในการเข้าพักหรือทำอะไรผิดพลาดเรายินดี Free Upgrade ให้ยูครับแต่กรณีนี้เราทำตามสิทธิของยูทุกอย่างยูจองห้องนี้มาเราก็ให้ห้อง Type นี้ยูอยากได้ห้องติดกันมันไม่มีเราก็พยามหาทางให้ย้ายมาอยู่ติดกันต้องขอโทษด้วยนะครับเราไม่สามารถ Free Upgrade ให้ยูได้” เงียบไปนานพอสมควรแล้วก็โทรหาเพื่อนเฮียก็จัดการ Check In จนเสร็จจากนั้นแขกก็วางสายแล้วก็หันมาเหวี่ยงระดับ 10 ริกเตอร์กับเฮียว่า “ยูจองห้องที่อยู่ติดกับชั้นไว้ให้เพื่อนชั้นแล้วกันพรุ่งนี้เค้าจะย้ายตอนนี้จองห้องให้เพื่อนชั้น 1 ห้อง” แล้วก็บ่นพึมพำๆ เฮียก็ทำเป็นไม่ได้ยินเพราะต้อง release place (ปล่อยวาง) ให้มันจบไป


วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2562

Butler

ตอน โปรดใช้จักรยานในการรับชม
เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเฮียเป็น Butler ซึ่งตอนนั้นเฮียทำงานอยู่ที่หัวหินมันเป็นเรื่องของการบริการแขกแบบ Beyond Expectation กันเลยทีเดียวเชียวคือ "Foot ความ" ก่อนว่าตอนนั้นระบบ Butler ของโรงแรมเฮียเป็น Butler แบบ 24 Hrs. คือถ้าแขกเข้าพัก Period กี่วันก็ต้องอยู่กับแขกไปจนกว่าแขกจะ C/O ซึ่งในโรงแรมเค้าจะมี Villas Butler ให้เหล่าบรรดา Butler เข้าพักเพราะ Butler อย่างเรา “ต้องนอนหลังแขกและตื่นก่อนแขก” ซึ่งเรื่องนี้มันเกิดตอนเวลาประมาณ ตี 4 เมื่อเฮียได้รับสาย (ลืมบอกไปว่าที่โรงแรมเวลาแขก C/I เค้าจะให้มือถือแขกเครื่องนึง Butler เครื่องนึงพอกด Speed Dial ก็สามารถโทรหา Butler แล้ว Request อะไรได้เลย) ทีนี้เฮียได้รับสายแขกก็บอกว่า “ยูช่วยมาหาชั้นที่ห้องหน่อยได้ไหม” เฮียก็ตอบไปว่า “ได้ครับรอสักครู่นะครับ” คือใจน่ะรู้แล้วแหละว่าต้องมีปัญหาอะไรสักเจ็ดแปดอย่างเพราะห้องนี้เค้าเอาน้อง Join เข้าไปด้วยเมื่อตอนหัวค่ำ
พอเฮียไปถึงแขกก็ยืนรออยู่หน้าห้องพักแขกก็ยื่นเงินให้ 1000 บาทแล้วบอกว่า “ยูช่วยไปซื้อ Condom ให้ชั้นหน่อยได้ไหมเอาทุกยี่ห้อทุกชนิดเลยนะ” แม้ใจจะ งงๆ แต่ปากก็ตอบไปว่า “ได้ครับ” แล้วเฮียก็ข้ามไปซื้อที่ร้านสะดวกซื้อก่อนเอามาให้แขกสักพักก็เดินเอามาให้ที่ห้องแขกก็เปิดประตูมาเฮียก็ยื่นให้ทั้งหมดที่มีในร้านตอนนั้นหมดไปประมาณ 4-5 ร้อยกว่าบาทแขกก็บอกว่า “ยูเก็บเงินทอนไปเลยนะ” เฮียก็ขอบคุณแล้วจังหวะที่จะหันหลังกลับมาแขกก็มาถามว่า “ยูจะมา Join ด้วยกันมั้ยชั้นมี Lady หลายคนเลยนะ” เฮ่อๆๆๆๆๆ เอาไงล่ะกูทีนี้แต่ด้วยจรรยาบรรณในการทำงานที่ต้องรักษาอย่างเคร่งครัดเฮียเลยตอบไปว่า “ได้ครับ” เอ้ย!!! ไม่ใช่ๆ เฮียตอบไปว่า “ชั้นขอบคุณมากนะแต่ชั้นไม่สามารถไป Join กับยูได้เพราะชั้นทำงานอยู่..ยูสนุกให้เต็มที่เลยนะมีอะไรก็บอกชั้น” สักพักน้อง Join เดินตรงดิ่งมาจับแขนเฮีย “พี่มาแป๊บเดียวน่าไม่เป็นไรหรอกพี่นี่มันตี 4 แล้ว” เกิดอาการ "ขอสัมผัสได้ไหมจ๊ะ อย่ามาทะลึ่งเบเบ้"
เอ่อ คือ บับว่า ตอนนี้อาการมันแบบ “หน้าชา ปากชา ขาชา” คือเฮียก็ยังคงรักษาจรรยาบรรณไว้ได้อย่างดีเยี่ยมเลยตอบน้องไปว่า “รอแป๊บนะน้องเดี๋ยวพี่มา” เอ้ย!! ไม่ใช่ๆ เฮียเลยบอกน้อง Join ไปว่า “ไม่เป็นไรครับน้องเต็มที่เลยนะครับทีนี้แขกอยู่ดีๆ ก็ทำเสียงหงุดหงิดแล้วก็พูดกับเฮียมาว่า “นี่ยูจะอะไรนักหนาชั้นเป็นแขกยูชั้นจะให้ยูเข้ามา Join Party มันจะมีปัญหาอะไรใครจะว่าอะไรยูๆ บอกชั้นซิ” คือเอาจริงๆ ผมก็ไม่ได้อยากให้พี่มาทุ่มเทอะไรขนาดนี้อ่ะนะครับคือพี่ปล่อยผมไปเถอะ
เฮียก็อธิบายไปว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นครับชั้นแค่อยากให้ยูสนุกเต็มที่พอดีชั้นมีงานด้านบัญชีที่ต้องปิดรอบยังทำไม่เสร็จเลยชั้นต้องกลับไปทำให้เสร็จและต้องคอยดูแลยูหลัง Party เลิกอีกไม่งั้นเดี๋ยวงานไม่เสร็จชั้นโดนหัวหน้าว่าเอา” แขกที่ตอนนี้ก็กรึ่มๆ หน้าแดงและก็หันมาตะคอกใส่เฮียแล้วขอมือถือเฮียก่อนพูดว่า “ชั้นเป็นแขกก็ชั้นจะให้ยูเข้ามาจะมีปัญหาอะไรเอาเบอร์หัวหน้ายูมาเดี๋ยวชั้นจะโทรไปคุย (ตอนตี 4 เนี่ยนะพี่เป็น The Toy เหรอครับ)” ตอนนั้นเฮียไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนคือแลดูแขกจะเอ็นดูเราปกติเจอแต่ด่ากราด 555 เฮียก็ใช้ไม้ตายบอกแขกไปว่า “เอางี้นะชั้นขอเวลา 2 ชั่วโมงถ้าชั้นทำงานเสร็จแล้วจะแวะมาดูความเรียบร้อยของห้องยูนะพรุ่งนี้เช้ายูจะกินอะไรไหม (เปลี่ยนเรื่อง)” แขกก็เหมือนจะพอใจนิดๆ แล้วก็เหมือนจะ งงๆ ก็ตอบมาว่า “ชั้นจะเอา ABF” เฮียก็รับ ออร์เดอร์อาหารมาแล้วก็ออกมาและพอครบกำหนด 2 ชั่วโมงเฮียก็เดินมาดูอีกทีเพราะคิดว่าน่าจะหลับกันไปหมดแล้วซึ่งก็หลับจริงๆ เพราะห้องเงียบกริบเลยสุดท้ายก็รอดตัวไป


วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2562

ใคร

ตอน ใคร???

เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นกลางดึกวันหนึ่งในขณะที่เฮียและน้อง Night G.S.A กำลังยืนทำงานอยู่บรรยากาศตอนนั้นก็เงียบสงัดเลยเพราะเป็นเวลาตี 3 แล้วในจังหวะที่เฮียกับน้องยืนทำงานอยู่เฮียบอกก่อนว่าปกติเพลงที่หน้า Lobby เฮียมันจะปิดตอนเวลา 4 ทุ่มเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนแขกที่กำลังพักผ่อน (แม้เสียงเพลงมันจะดังไปไม่ถึงห้องพักแขกก็ตาม) ทีนี้ก่อนหน้าที่จะถึงตี 3 เหตุการณ์มันก็ปกติดีทุกอย่างแต่อยู่ๆ เพลงที่ Lobby ก็ดังขึ้นเว้ย!!! แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเลยอ่ะแล้วดังเพลงอะไรรู้ป่ะ..เพลงอื่นมีตั้งเยอะไม่ดังมันมาดังเพลงที่เป็นดนตรีไทยบรรเลง เตรง เตรง... ดังอยู่ประมาณ 10 นาทีในระดับเสียงปกติที่เปิดให้แขกฟังตอนกลางวันตอนนั้นเฮียกับน้อง G.S.A ก็ไม่ได้สงสัยอะไร ก็นึกขำๆ ว่า น้องห้อง Operator มันคงไปกดโดนอะไรพลาดละมั้ง? แม้ในใจจะมีแว้บนึงคิดมาว่า “เครื่องเสียงมันอยู่ในตู้อย่างดีนะถ้าไม่ตั้งใจไปเปิดจะไม่มีทางที่จะดังขึ้นมาเองได้” แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร

ผ่านไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมงเฮียกับน้อง G.S.A ก็กำลังยืนตรวจ Rate กันอยู่แล้วทีนี้อยู่ดีๆ “เสียงเพลงก็ดังขึ้นมาอีกเพลงเดิมเลยเพิ่มเติมคือระดับความดังมันดังขึ้นมากว่าเดิมมากเลย” แล้วอยู่ๆ ก็ดับไปคราวนี้เฮียรู้สึกว่าน้องข้างในมันเป็นอะไรหรือเปล่าอยู่ดีๆ มันปล่อยให้เพลงดังขึ้นมาได้ยังไงเฮียก็เลยเดินเข้าไปหลัง Office เพื่อเข้าไปในห้อง Operator พอไปถึงเปิดประตูเข้าไปเท่านั้นแหละแทบหงายหลัง...ปรากฏว่าน้องมันไม่อยู่ในห้องคาดว่าน่าจะไปห้องน้ำซึ่งโดยปกติถ้าจะไปห้องน้ำน้องมันจะโทรมาที่ Counter บอกว่าจะไปห้องน้ำแล้วโอนสายมาให้ก่อนไปเฮียก็เลยยืนรออยู่ในห้องแล้วก็โทรไปหาน้อง G.S.A แล้วถามมันว่า “เฮ้ย!! เจ้า...โทรไปบอกโอนสายเพราะจะไปห้องน้ำหรือเปล่า” น้องคนนี้มันก็บอกว่า “เปล่านะเฮียไม่ได้โทรมา” ตอนนี้เฮียเริ่มใจคอไม่ดีแล

สักพักน้องมันก็เข้ามาเฮียก็เลยถามมันว่า “เฮ้ย..เอ็งลืมปิดเพลงหน้า Lobby เหรอเฮียเห็นมันดังเพลงไทยขึ้นมา 2 รอบและมีอะไรหรือเปล่า??” น้องมันรีบหันมาบอกเฮียเลย “ไม่นะเฮียหนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ..ไม่ได้ยุ่งกับตู้เลยเพราะหนูกำลังไล่ Set Morning Call อยู่นะเฮีย” หนูไปห้องน้ำนะเมื่อกี้เพิ่งกลับมาเนี่ย” โอเคเฮียก็พยายามคิดไปได้ว่าอาจจะมีการผิดพลาดทาง “เทค นิค เค้า ล่ะ ดิ” เอ้ย!! เทคนิคอล เฮียเลยตามน้องช่างรอบดึกขึ้นมาดูสักพักพอมันขึ้นมาดูปรากฏว่ามันแจ้งเฮียมา “ทุกอย่างปกตินะเฮียเครื่องก็ปิดอยู่นะ” OK ตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่า “น้อง Oper ไม่ได้เปิด, ช่างบอกทุกอย่างปกติ” แล้ว “ใครวะที่เปิดเพลง” และคืนนั้นทั้งคืนจนเช้าน้อง Operator ก็ออกไปอยู่ข้างนอกกับเฮียตลอดไม่เข้าไปอยู่ในห้องคนเดียวอีกเลยและคำถามที่เฮียถามตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้คือ

“ใครเปิดเพลงไทยวะเนี่ย???”



วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2562

Club Hotel Man เรื่องเล่าจากทางบ้าน
ตอน แอบ

โรงแรมมี 2 ตึก ตึกที่ฟร้อนอยุ่คือตึกใหญ่ ส่วนอีกตึกจะเป็นตึกเล็ก มีอะไรเราจะคอยดุกล้องอยุ่เรื่อยๆ แทน

เช้าวันหนึ่งแม่บ้านจากตึกเล็กมาบอกว่าชั้น 3 ห้อง .... ปิดปรับปรุงไว้ไม่ได้ขายเพราะปลวกขึ้น เมื่อวานก่อนกลับจำได้ว่าเปิดผ้าม่านหน้าต่างห้องไว้ ส่วนห้องก็ลักษณะปรกติ ผ้าปุก็ปุไว้ปรกติ แต่พอเช้านี้จะเคลียห้องดุความเรียบร้อย แต่พอเปิดเข้าไปผ้าม่านปิดผ้าปุก็ยับ เหมือนถุกใช้งาน แล้วที่สำคัญเจอกางเกงในสีแดงตกอยุ่ในห้องเราก็เลยงงว่าใครเข้าไปเลยรีกล้องดุปรากฏว่าเจอไรรุ้ไหมเฮีย

ลุกค้าห้องฝั่งตรงข้ามเป็นผุ้หญิงรัสเซีย 2 คน คืนนั้น 1 ในนั้นพาผุ้ชายจากที่อื่นขึ้นมาข้างบนตึกเค้าคลอเคลียกันมาตั้งแต่บันไดทางขึ้นแอบ อยุ่ตามซอกบันไดของแต่ละชั้นจนจุงมือกันขึ้นมาบนชั้นที่ลุกค้าผู้หญิงคนนั้นพักแล้วก็มาคลอเคลียกันอยุ่หน้าห้องที่ปลวกขึ้นแล้วผุ้ชายก็บิดลุกบิดชะโงกหน้าเข้าไปแล้วก็ปิดประตุสักพักก็จุงกันเข้าไปในห้องที่ปลวกขึ้นแล้วก็เอาป้ายห้ามรบกวนที่แขวนตรงลุกบิดประตุด้านในออกมาแขวนไว้นอกห้องอารมณ์น่าจะเมามากเลยเปิดประตุมั่วดันไปเจอห้องที่ปลวกขึ้นซึ่งแม่บ้านลืมล็อกห้องแล้วคงใช้ห้องนั้นทำภารกิจเลยบอกแม่บ้านว่าเดึ้ยวห้องนี้ลงมาจะชาร์ตเงิน

พอตอนเที่ยงลุกค้าทยอยลงมาเอ้ารวมถึงห้องนี้ด้วยเลยถามลุกค้าผุ้หญิงคนที่เห็นในกล้องว่า "เมื่อวานพาคนนอกขึ้นไปข้างบนไหม" ทางลุกค้าก็ยืนยันเสียงแข็งว่า "ไม่ได้พาใครขึ้นไป" ส่วนผุ้หญิงอีกคนบอกว่า "ฉันไม่สบาย" เลยบอกว่า "เธอไม่เกี่ยวฉันรู้" แต่เพื่อนเธอพาคนอื่นขึ้นไปลุกค้าผู้หญิงห้องนั้นก็ยังเสียงแข็งว่าไม่มีใครขึ้นไปทั้งหมดก็เลยบอกลุกค้าว่า "งั้นดูกล้อง CCTV นะ" ทีนี้ลุกค้าคนอื่นที่รอเอ้าไม่มีใครไปไหนเลย เพราะอยากรู้ว่าเกิดไรขึ้นก็เลยเปิดกล้องให้ดูเห็นทุกอย่างในกล้องว่าพาผู้ชายขึ้นไปแล้วก็ทำอะไรบ้างจนลุกค้าที่ดูกล้องไปแปบเดียวก็บอกให้หยุดไม่ต้องเปิดแล้ว

เพื่อนที่พักด้วยกันก็มองหน้าเพื่อนประมาณว่า งง ว่าคืออะไร ลูกค้าผู้หญิงก็เลยพูดว่าฉันต้องจ่ายเท่าไหร่ก็เลยบอกว่า "800 บาท" ลูกค้าก็โวยวายว่า "ทำไม 800 ค่าชาร์ตแค่ 500 "่ ก็เลยบอกว่า "ถ้าจ่าย 500 คือกรณีพาไปห้องตัวเองแต่นี่เป็นห้องอื่นถึงเราจะไม่ได้ล็อกห้องคุณก็ไม่สามารถใช้ห้องนั้น" ลุกค้าก่เลยตะโกนบอกว่า "จะไปคอมเพลนในเวป" ก็เลยบอกว่า "ถ้าไปคอมเพลนก็จะไปตอบในนั้นว่าเพราะอะไรถึงต้องชาร์ต" ลุกค้าเลยสะบัดบ๊อบลากกะเป๋าออกไปเลยพร้อมกับเพื่อนที่เดิมตามออกไปแบบ งงๆ อยู่ อ้อ ลืมบอกไปว่าสาเหตุที่รู้ว่าลูกค้าคนที่พาขึ้นไปอยุ่ห้องไหนก็เพราะแม่บ้านจำหน้าลูกค้าได้ว่าพักตึกเล็กและตอนนั้นตึกเล็กมีแต่ผู้ชายพักมีผุ้หญิงแค่ห้องนั้นห้องเดียว

****************************************************************
ตามทรรศนะของเฮียนะครับ
1. ในส่วนของแขกก็ผิดนะที่แอบเอาคนนอกเข้าไปแบบนี้เกิดคนนอกเข้าไปทำอันตรายกับแขกคนอื่นอาจเป็นเรื่องเป็นราวได้ รร เองก็น่าจะต้องหาทางปรับปรุงระบบการตรวจสอบการแอบพาคนเข้าพัก

2. จริงๆ การเปิดกล้องต่อหน้าแขกคนอื่นนี่ก็ไม่ควรทำนะเพราะบางเรื่องมันอาจเป็นการทำให้แขกถูกมองไม่ดีควรหามุมดีๆ พาแขกไปดูส่วนตัว

ขอบคุณสำหรับเรื่องเล่ามากครับและเป็นการทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งมากมีทั้งพยานหลักฐานครบจนชาร์จได้ แต่แอบ งง ใจว่า "นี่พวกเราทำงานโรงแรมหรืองานสืบสวนสอบสวนวะเนี่ย" 55555

เจ้าของเรื่องเตรียมรับของรางวัลด้วยนะครับ........



วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

ตอน จม (ยาวมากแต่ไม่มีภาคสอง)

ตอน จม (ยาวมากแต่ไม่มีภาคสอง)
เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะความประมาทเป็นเหตุซึ่งในทางโรงแรมปัจจุบันนี้มีฝ่ายหนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นมาและหลายๆ โรงแรมใช้เรียกแทนแผนก Security นันคือแผนก LP หรือ Loss and Prevention ซึ่งว่ากันให้เข้าใจง่ายๆ คือเมื่อก่อนเรามีแผนก Security ทำหน้าที่เป็นเหมือนตำรวจคือดูแลเรื่องความปลอดภัยและหาทางจัดการกรณีที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแต่ในปัจจุบัน LP จะเพิ่มของการเฝ้าระวังและป้องกันพร้อมทั้งประเมินด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมีผลอาจทำให้เกิดความสูญเสียกับชีวิตและทรัพย์สินของแขกและพนักงาน เช่น การสำรวจ Lobby โรงแรมว่าจุดไหนมีความเสี่ยงให้แขกหรือพนักงานเกิดอันตราย การวางสิ่งของแบบนั้นเสี่ยงต่อการแตกหักเสียหายหรือไม่ ประมาณนี้นะถ้าลึกกว่านี้เฮียแนะนำให้ไปหา Google ดู ผ่าม!!! กลับมาที่เรื่องนี้ต่อมันเริ่มขึ้นบ่ายวันหนึ่งเฮียได้รับแจ้งจากน้องที่อยู่ในส่วนของ Sport & Recreation และเช่นเดิมสาเหตุที่ได้รับแจ้งเพราะแขกถามหา Manager ทั้งๆ ที่ Manager เค้าก็อยู่ที่นั่นแต่พี่แกก็ยังถามหาเพื่อไรไม่รู้เหมือนกันแต่ที่รู้ๆ คือหน้าที่เราคือทำความเข้าใจและดูแลแขกเฮียก็ไปที่นั่นทันที
พอไปถึงก็เจอมนุษย์แม่และคุณพ่อกำลังยืนต่อว่าพนักงานก็คือน้อง Sport กับ Manager อยู่ซึ่งตัวพี่ Manager แกก็พยายามจะอธิบายแต่เหมือนมนุษย์แม่โกรธมากไม่ฟังอะไรเลยโดยมีลูกทื่ยืนตัวเปียกร้องให้อยู่พอเฮียไปถึงเราก็ต้องเริ่มดึงสติและทำให้แขกหันมาให้ความสนใจกับเราก่อนเพื่อลดอัตราอารมณ์และความรุนแรงในการ Complain เพราะถ้าปล่อยให้พูดต่อแขกจะขึ้นเรื่อยๆ ต้องเบี่ยงเบนความสนใจเฮียก็แนะนำตัว “สวัสดีครับชั้นเป็น Manager เราไปหาที่นั่งคุยกันทางด้านโน้นดีไหมครับเพราะตรงนี้แดดค่อนข้างร้อนเดี๋ยวลูกยูจะไม่สบาย” เป็นสิ่งที่เราต้องแสดงให้เห็นก่อนว่าเรามีความห่วงใยเขาจริงๆ เพราะตอนนั้นเด็กยืนตัวเปียกอยู่แล้วแดดก็ร้อนถ้ายืนตากแดดริมสระนี่เดี๋ยวไม่สบายจะเรื่องใหญ่จากนั้นเฮียก็เชิญเขามาคุยอยู่ใน Cabana หลังหนึ่งแล้วก็เริ่มสอบถามพี่ Manager กับน้องว่าเกิดอะไรขึ้น
น้องที่เห็นเหตุการณ์ที่ตอนนี้ก็ตัวเปียกอยู่ก็เล่าว่าตอนที่แขกลงมาเล่นน้ำแม่กับสามียืนคุยกันอยู่ที่เตียงผ้าใบแล้วอยู่ๆ ลูกก็เดินมาเล่นริมสระทีนี้เดินไปเดินมาลูกก็ตกลงไปในสระแล้วพ่อกับแม่ก็ยังไม่เห็นซึ่งสระที่ตกลงไปมันเป็นโซนของผู้ใหญ่ไม่ใช่สระเด็กที่ตื่นทีนี้เด็กก็ตกใจแล้วก็เหมือนจะจมน้ำน้องมันก็เลยวิ่งมาโดดลงไปช่วยเด็กขึ้นมาตรงนี้แขกรอบสระก็เห็นกันอยู่พอเอาเด็กขึ้นมาได้พ่อแม่ก็รีบวิ่งมารับเด็กตกใจและก็ร้องให้แล้วอยู่ๆ แม่ของเด็กก็หันมาด่าพนักงานว่า “ทำไมเห็นลูกชั้นเดินมาริมสระผู้ใหญ่แล้วไม่รีบวิ่งเข้ามาดู” ซึ่งเอาจริงๆ คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่ควรดูแลดีกว่านี้หรือเปล่า? แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเมื่ออยู่ในโรงแรมผิดถูกไม่รู้แต่กูขอโทษพนักงานไว้ก่อนเฮียก็หันไปถาม Manager ต่อว่า “ตกลงตอนนี้พี่ Offer อะไรไปแล้วบ้างครับ” พี่เค้าก็ตอบมาว่า “ยังนะพี่แค่พยายามจะอธิบายแต่เค้าไม่ฟังเลยแล้วเห็นบอกว่าจะฟ้องโรงแรมด้วย” เฮียเลยถามต่อไปอีกตามมารยาทในการทำงานว่า “พี่จะให้ผมคุยให้ไหมครับ” แกก็ตอบมาว่า “ได้แล้วแต่เลยเพราะเหมือนเค้าไม่อยากคุยกับพี่”
สักพักเฮียก็หันมาหาแขกมนุษย์แม่กับมนุษย์พ่อแล้วก็เริ่มอธิบาย “ขอโทษนะครับชั้นได้รับข้อมูลทั้งหมดจากทางพนักงานของเราแล้วในส่วนของสระน้ำเรามีพนักงานคอยดูแลความปลอดภัยแขกอยู่ตลอดและกรณีนี้ทางเราเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติเราก็รีบเข้ามาให้ความช่วยเหลือเลยโดยไม่ได้รอให้เกิดเหตุมากกวานี้เราทำตามมาตรฐานการให้บริการเพื่อให้แขกปลอดภัยมากที่สุด” แม่ก็ยืนหนึ่งเถียงมาเลย “ไม่เธอทำไม่ถูกความจริงคือเธอเห็นเด็กเดินมาริมสระเธอต้องรีบเข้ามาห้ามหรือมาแจ้งชั้นกับสามีของชั้นแล้วไม่ใช่ปล่อยให้ลูกชั้นตกลงไปแบบนี้” โอเคคือสรุปโทษโรงแรมเฮียก็อธิบายต่อ “คุณผู้หญิงครับในบริเวณสระว่ายน้ำเรามีทั้งพนักงานและ CCTV ตามจุดต่างๆ ที่ไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลคอยดูแลแขกตลอดกรณีของลูกคุณผู้หญิงเราเสียใจที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นแต่เรามั้นใจว่าเราให้ความช่วยเหลือเพื่อให้ลูกคุณผู้หญิงปลอดภัยในทันทีที่เราเห็นสิ่งผิดปกติไม่ทราบว่าตอนที่ลูกคุณผู้หญิงตกน้ำคุณผู้หญิงกำลังทำอะไรอยู่หรือเปล่าครับ?” โยนคำถามไปแบบนี้เลยเป็นการเปลี่ยนสถานะเราจากการถูกถามให้เป็นผู้ถามบ้างเพราะเราทำดีที่สุดแล้วคุณแม่ก็ตอบมาว่า “ชั้นกำลังยืนคุยกับสามีชั้นอยู่” เฮียก็ตบเข้าไปอีกดอกนึงว่า “แต่จริงๆ ก็น่าจะเห็นนะครับเพราะลูกคุณผู้หญิงยืนอยู่หน้าขอบสระว่ายน้ำเลยนะครับ” ตอนนี้แม่ก็เริ่มนิ่งแล้วก็หันไปคุยอะไรสักอย่างกับตัวของพ่อก่อนที่จะเปลี่ยนมือพ่อมาคุยกับเฮีย “มันสำคัญตรงไหนสิ่งที่ชั้นต้องการคือความรับผิดชอบจากโรงแรมเพราะลูกชั้นตกน้ำไปเกือบได้เป็นอันตราย” เฮียก็อธิบายกลับว่า “สิ่งที่เรารับผิดชอบคือในขณะที่คุณสองคนยืนคุยกันและเผลอปล่อยลูกของคุณเดินมาริมสระจนตกน้ำไปเรารีบวิ่งมาช่วยเหลือทันทีเพื่อป้องกันอันตรายและตอนนี้น้องก็ปลอดภัยส่วนถ้าอยากจะไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คร่างกายเรายินดีให้คนขับรถพาไปส่งให้แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเรารับผิดชอบอย่างเต็มที่โดยไม่ได้รอให้เหตุการณ์เลวร้ายกว่านี้แม้จะเป็นการรับผิดชอบที่ปลายเหตุเพราะน้องตกน้ำไปแล้วก็ตามซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นแต่แรก” พ่อก็นิ่งหันไปคุยกับแม่สักพักเปลี่ยนมือเอาแม่มา
“ชั้นต้องการให้โรงแรมรับผิดชอบกับความผิดพลาดครั้งนี้ชั้นและครอบครัวจะขอ Check Out ถ้าคุณไม่รับผิดชอบอะไร” เฮียก็ถามกลับไปว่า “เรารับผิดชอบและปฏิบัติตามระเบียบความปลอดภัยอย่างเต็มที่แล้วนะครับกับการจัดการปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ควรเกิดขึ้นคุณผู้หญิงต้องการให้เรารับผิดชอบอย่างไรอีกครับ” คุณแม่ก็ตอบมาว่า “ชั้นจะขอคุยกับคนที่ใหญ่กว่าเธอ” เฮียก็เลยตอบกลับไปว่า “ได้ครับเดี๋ยวชั้นจะติดต่อ Front Office Manager ให้ครับ” แล้วก็จัดการโทรมือถือหาพี่เค้าแล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟังพี่เค้าก็แจ้งมาว่าให้เชิญแขกมาที่หน้า Lobby เฮียก็แจ้งกับแขกไปว่า “ผู้จัดการเชิญคุณทั้งสองคนไปที่หน้า Lobby ครับเชิญครับ” แล้วเฮียก็พาเค้าไปหา FOM พร้อมกับน้อง Sport และ Manager Sport 

ไปถึงพี่ FOM ก็ถามรายละเอียดจากเฮียๆ ก็เล่าให้ฟังทั้งหมดแล้วพี่เค้าก็เปิดบทสนทนากับแขกแต่ช่วงนั้นเฮียติดเคสอื่นอยู่ก็เลยให้น้อง Sport กับ Manager อยู่กับพี่เค้าแทนแล้วปลีกตัวมาจัดการแขก Complain อีกเคสนึงผ่านไปประมาณ 20 นาทีที่เฮียจัดการเคสนี้เสร็จพอลงมาก็ไม่เห็นทุกคนเลยเข้าไปหาพี่ FOM ที่หน้า Lobby แล้วก็ถามพี่เค้าว่า “เป็นไงบ้างครับพี่เคสนี้” พี่เค้าก็ตอบมาว่า “แขกจะขอพักฟรี 1 คืนพี่เลยปรึกษา GM ทางนั้นเค้าก็ Approved ให้พร้อมกับให้ Dinner อีกมื้อนึง”
โอ้โห ได้ยินแล้วแบบว่า Ok เฮียก็เข้าใจแหละว่า GM บางคนไม่อยากปะทะและในบางครั้งเค้าก็อาจมีเหตุผลทางธุรกิจแต่ในความคิดเฮียคือโรงแรมนี่ไม่ได้ผิดอะไรเลยและทำดีที่สุดแต่ก็ยังต้องเสีย Benefit ตรงนี้นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “จงอย่าคาดหวังว่าคนที่แก้ปัญหาให้เราจะคิดเหมือนเราเสมอไป”


วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2562

ตอน หิว
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความ “หิว” ของ FTG เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีแขกห้องหนึ่งสั่ง Room Service ขึ้นไปที่ห้องซึ่งจากการสั่งอาหารนั้นโดยปกติถ้าเป็นอาหารประเภทที่ว่าไม่ต้องใช้พิธีรีตรองในการทำนานมากระยะเวลาในการรออาหารก็ไม่น่าจะเกิน 10-15 นาทีแต่ถ้าคิวเยอะหรือว่าต้องรอนานเป็นพิเศษโดยทั่วไปเราก็จะโทรแจ้งแขกว่าอาจจะต้องรอนานหน่อยนะจะยังรับหรือไม่รับ? ก็ว่ากันไปทีนี้แขกห้องนี้เขาก็สั่ง “ซีซ่าสลัด” ซึ่ง Room Service ก็รับ Order มาแล้วก็แจ้งให้แขกรอสักครู่เพราะตอนนั้นคิวไม่เยอะน่าจะใช้เวลาปรุงไม่เกิน 10 นาทีหลังจากนั้น Room Service ก็นำอาหารขึ้นไปส่งแขกๆ ก็ทานจนหมดและโทรลงมาที่ Lobby ผ่าน Operator พร้อมประโยคกระชากวิญญาณว่า “ขอพบผู้จัดการหน่อย” น้องมันก็เลยส่งสายมาให้เฮียพอเฮียรับสายก็แนะนำตัว “สวัสดีครับชั้นเป็นผู้จัดการมีอะไรให้รับใช้ครับ” แขกก็แจ้งมาว่า “อาหารของยูช้ามากชั้นต้องทนหิวอยู่นานกว่าจะได้อาหารชั้นจะไม่จ่ายค่าอาหารมื้อนี้นะ” เอาและ..มีงานมาเยือนเฮียก็แจ้งกลับไปว่า “รอสักครู่นะครับขออนุญาตสอบถามรายละเอียดกับทางห้องอาหารสักครู่แล้วเราจะแจ้งกลับนะครับ” แขกก็ตอบมา “ได้แต่ชั้นไม่จ่ายนะ” วางสายเสร็จเฮียก็เดินไปหาน้อง Room Service คนที่รับ Order แล้วก็ถามรายละเอียดน้องมันก็บอกว่า “เฮียดู Report ผมก็ได้ครับผมรับ Order มาตอน 19.30 น. แล้วผมก็เอาไป Post Bill ใน POS เฮียดูเวลาได้เลยครับจากนั้นอาหารเสร็จและเอาขึ้นไปให้ตอน 19.43 น. มันแค่ 13 นาทีเองนะครับเฮียซึ่งเป็นการรอาหารปกติเพราะอาหารมันทำง่ายไม่ได้ยากขนาดนั้นครับ” เฮียก็ดูตัว Bill ตัวที่น้องมันรับรายการอาหารก็เป็นไปตามที่มันว่าและสามารถคาดเดาได้ว่าเคสนี้ FTG น่าจะอยากเนียนกินฟรีว่าแล้วเฮียก็พาน้อง Room Service ขึ้นไปกับเฮีย

ไปถึงก็กดกริ่งห้องรอสักพักแขกก็ออกมา “สวัสดีครับชั้นเป็นผู้จัดการและนี่คือพนักงาน Room Service คนที่รับ Order ยู” แขกก็พยักหน้าแล้วทำหน้านิ่งฟอร์มว่าไม่พอใจอย่างแรงจากนั้นก็เริ่มบรรเลง “ชั้นรออาหารนานมากกว่าจะมา ชั้นหิวมากเลย จริงๆ มันควรจะได้เร็วกว่านี้นะไม่ใช้ต้องรอนานแบบนี้ชั้นรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง” เฮียก็นิ่งรอดูต่อว่าจะเอายังไงแขกก็มาอีกดอกนึง “ชั้นไปพักที่อื่นมาถ้าสั่งอาหารแล้วมาช้าโรงแรมจะให้กินฟรีเพราะเป็นการรับผิดชอบชั้นหวังว่ายูจะทำแบบนั้นบ้างนะ?” จบปุ๊บเฮียก็เริ่มเลยโดยการเอา Order Taker ให้แขกดู “ยูดูนี่นะพนักงานชั้นรับออร์เดอร์ตอน 19.30 น.และบิลรายการค่าอาหารก็ Post เวลา 19.32 น. หลังจากนั้นเอาหารมาส่งยูตอน 19.43 รวมตั้งแต่สั่งอาหารแล้ว 13 นาทีซึ่งถ้าดูจากระยะเวลาที่ต้องเตรียมวัตถุดิบ ปรุงวัตถุดิบ ใส่ภาชนะแล้วมาเสิร์ฟยูมันเป็นระยะเวลาปกตินะครับไม่ได้นานเกินไปเลย

แขกก็รีบปางห้ามญาติมาเลยว่า “ไม่ ไม่ ไม่ มันนานเกินไปเกือบครึ่งชั่วโมงนะพนักงานยูโกหก” แล้วก็มาต่อ “ยังไงชั้นก็ไม่จ่าย” อ่ะไม่เป็นไรจังหวะนั้นเหลือบไปเห็น CCTV พอดีเฮียก็เลยแจ้งไปว่า “เอาอย่างนี้ดีกว่านะครับยูมั่นใจใช่ไหมว่ารอเค้าเกือบครึ่งชั่วโมง” FTG ตอบมา “ใช่ชั้นมั่นใจเพราะชั้นดูนาฬิกาของชั้นอยู่” เฮียก็ตอบกลับ “Ok อย่างนี้ดีกว่านะครับเดี๋ยวชั้นจะโทรไปแจ้ง รปภ.ที่ดู CCTV อยู่และให้เค้าบันทึกเวลามาให้ว่าพนักงานชั้นมาส่งยูตอน 19.43 หรือเปล่าซึ่งเขามั่นใจว่ามาเวลานี้และอาจจะก่อนหน้านี้ด้วยถ้ามาตามนี้จริงๆ เราต้องขอคิดค่าอาหารตามปกติแต่ถ้าช้ากว่านี้จนถึงครึ่งชั่วโมงจริงๆ ตามยูบอกนั่นคือเวลา 20.00 น.ถ้ากรณีนี้มันเป็นการส่งช้าจริงยูไม่ต้องจ่ายเงินค่าอาหารให้ชั้น” คราวนี้แขกก็เริ่มเลิกลักๆ แล้วก็สวนมาว่า “ไม่ชั้นไม่จ่ายทำไมต้องดู CCTV ชั้นไม่ได้ทำอะไรผิด” เฮียก็อธิบายต่อว่า “ใช่ยูไม่ได้ทำอะไรผิดแต่เราต้องการแก้ปัญหาอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่าเราส่งช้าจริงก่อนที่จะทำการ Wave ค่าอาหารให้ยู” พูดจบยังไม่ทันที่แขกจะตอบเลยอยู่ดีๆ พี่แกก็ปิดประตูใส่หน้าเฮียซะงั้นแล้วก็เข้าห้องไป เฮียก็เลยหันมามองหน้าน้อง Room Service แล้วก็บอกว่า “ Post ตามปกตินะ” จากนั้นก็ลงไป Check CCTV ที่ห้อง รปภ. ก็เป็นตามนั้นแหละน้องมันขึ้นไปส่งอาหารจริงแต่ไปก่อนเวลาอีกประมาณ 19.41 ซึ่งมันแค่ 11 นาทีนับจากที่สั่งเลยให้ รปภ. Record CCTV เอาไว้กันเหนียว



บทความแนะนำ