วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564

 หนังสือ "บันทึก COVID-19 วิกฤตในอุตสาหกรรมโรงแรม"




อยากให้ทุกคนได้อ่านเพราะเก็บการรวบรวมเรื่องราวตั้งแต่ COVID-19 เริ่มต้นเข้ามาในประเทศไทยและส่งผลต่ออุตสาหกรรมโรงแรมครับ

✅ บันทึกเล่มนี้เป็นการเก็บข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นวิกฤต COVID-19 ในรอบระยะเวลา 1 ปีนับตั้งแต่ มกราคม 2563 - ธันวาคม 2563 ในอุตสาหกรรมโรงแรมซึ่งเฮียเองได้มีการรวบรวมข้อมูลตลอดมาถือว่าเป็นหนังสือที่ตั้งใจทำจริงๆ เพื่อให้ทุกคนได้เก็บไว้อ่านเป็นกรณีศึกษาและหาทางรับมือในอนาคต อยากบอกว่าตั้งใจเขียนเพื่อทุกคนจริงๆ ครับ

✅ ในหนังสือจะมีการรวบรวม เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ของอุตสาหกรรมโรงแรมในช่วงนั้น ผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับ Supply Chain อุตสาหกรรมท่องที่ยว กรณีการปรับตัวรับวิกฤต มาตรการรัฐที่ออมาช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลักวิชาการที่นำมาใช้ในการรับมือสถานการณ์ รวมถึงบันทึกต่างๆ ที่ได้มีการโพสต์ไปใน Page ช่วงที่เกิดวิกฤต

‼️‼️ราคา:‼️‼️ หนังสือเล่มนี้ไม่มีราคาขายครับเพราะ "ราคาขึ้นอยู่กับคุณค่าที่ทุกคนได้รับ" หากอ่านแล้วมีคุณค่าและต้องการสนับสนุนสามารถจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ตามกำลังที่ไหวและสะดวกครับแต่หากไม่มีกำลัง ไม่ไหว อ่านศึกษาเป็นความรู้อย่างเดียวไม่ต้องให้ก็ได้เช่นกันครับ 🥰

✅ สาเหตุที่ไม่ทำเป็นเล่ม: เพราะเข้าใจว่าช่วงนี้เราทุกคนแย่กันหมดครับและเงินทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้อย่างระมัดระวังที่สุดเฮียจึงทำเป็น E-Book แทนเพราะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายแต่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุดครับ

✅ สุดท้ายขอขอบคุณ ผู้ให้ข้อมูลทุกท่าน คณาจารย์ทุกท่าน เนื้อหาจากทุกแหล่งข่าว แหล่งข้อมูลทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีส่วนในการจัดทำบันทึกเล่มนี้ให้เฮียได้นำข้อมูลเหล่านั้นมารวบรวมไว้เป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้คนในแวดวงการโรงแรมทุกคนเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจและสามารถนำไปปรับใช้รับวิกฤตในอนาคตได้ครับ หากมีอะไรผิดพลาดไปในบันทึกนี้เฮียกราบขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ ❤️❤️❤️

ร่วมสนับสนุนเป็นกำลังใจในการจัดทำหนังสือได้ตามจำนวนที่ต้องการได้ที่
บริษัท โฮเทลแมน จำกัด ✅
ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ✅
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่: 863-242294-3✅

➡️Link สำหรับ Download E-Book : https://anyflip.com/pnuhk/rqly/

➡️Link สำหรับ Download PDF. https://drive.google.com/.../1qSdZ7H5pTnCkRzwaEsM.../view...

หากท่านใดต้องการนำไปจัดทำเป็นรูปเล่มเพื่อนำไปแบ่งปันความรู้ให้กับผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรื่องราวในวิกฤตครั้งนี้ติดต่อได้ที่ 095-879-6626

 สถาบันการจัดการธุรกิจบริการและการโรงแรมแห่งเอเชีย (AIHM)

จากความร่วมมือทางวิชาการของเครือบริษัท Minor Hotels กับ Les Roches สถาบันการโรงแรมและการบริการชั้นนำติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์
AIHM เปิดรับสมัครนักศึกษา ภาคเรียนที่ 2 (September 2021 intake) สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ทุกช่องทางที่นี่
IG: aihm.education
Tell: +66 02 365 6355
E-mail: contactus@aihm.education

Cryptocurrency ในอุตสาหกรรมโรงแรม

บทบาทของ Cryptocurrency ในโรงแรม 




วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563

Hotel Man Travel @ น้ำตกป่าละอู

Hotel Man Travel, EP. นี้
เฮียจะพาพวกเราไปพักผ่อนชาร์จพลังชีวิตด้วย "ธรรมชาติบำบัด"
ที่น้ำตกป่าละอู อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นะครับ
น้ำตกป่าละอูตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบริเวณพื้นที่ อ.หัวหิน มีทั้งหมด 15 ชั้น โดยการเดินทางก็สามารถเดินทางมาได้โดยกด "Google Map" เอานะครับ 55 ง่ายสุด แต่ของเฮียเดินทางมาจากตัวเมืองหัวหินวิ่งขึ้นมาทางที่จะไปวัดห้วยมงคลแล้วตรงมาเรื่อยๆ ครับ
ระยะทางมาน้ำตกจะมีช่วงที่ต้องเข้าเขตป่าไม้ซึ่งจะมีป้ายให้เราขับช้าๆ เพราะโค้งบางโค้งอันตรายอยู่ถ้าขับเร็ว นอกจากนี้ยังมีป้ายให้ระวังช้างป่าที่อาจจะออกมาหากินด้วยนะครับ เฮียแนะนำให้ขับช้าๆ จะได้สัมผัสกับกลิ่นอายของธรรมชาติ ความเงียบสงบและเสียงของแมลงร้องมันรู้สึกสงบไปอีกแบบครับ ด้านหน้าทางเข้าน้ำตกจะมีลานกางเต๊นท์ไว้ให้ได้วยนะครับสำหรับสาย Camping ต้องไม่พลาดครับ. ตอนที่เฮียไปน้ำค่อนข้างน้อยตามฤดูกาลแต่ก็เล่นได้แช่ได้ครับเย็นสบาย ทางขึ้นแต่ละชั้นก็ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายชั้นดี คนที่ขึ้นครบ 15 ชั้นนี่เก่งมาก
ใครที่กำลังมองหาน้ำตกและสถานที่ท่องเที่ยวแนวธรรมชาติแนะนำอีกที่หนึ่งครับ "น้ำตกป่าละอู"























วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

ปรับโรงแรมรับนักท่องเที่ยวด้วยหลัก Value for Money (VfM)

 ปรับโรงแรมรับนักท่องเที่ยวด้วยหลัก Value for Money (VfM)


Value for Money (VfM) หรือ “ความคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป” กำลังกลายมาเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมต้องให้ความสนใจอย่างจริงจังหากเราย้อนกลับไปที่การประกอบธุรกิจโรงแรมก่อนหน้านี้มักจะมีการพูดกันในลักษณะของห้องพัก บริการ และคุณภาพโรงแรมที่ผู้ประกอบการโรงแรมเป็นผู้กำหนดราคาและนิยามว่า “นักท่องเที่ยวจะรู้สึกคุ้มค่าเหมาะสมกับราคาที่จ่าย” ซึ่งเป็นการคิดแบบ Inside Out แต่ในปัจจุบันและอนาคตจากผลกระทบของวิกฤติ COVID-19 ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับธุรกิจโรงแรมเองที่อยู่ในปัจจัยความต้องการด้านการท่องเที่ยวของผู้คนซึ่งถือเป็นสิ่งที่ “มีก็ดีไม่มีก็ได้” ซึ่งในระยะนี้ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวจะถือเป็นค่าใช้จ่ายลำดับสุดท้ายที่ผู้บริโภคจะจัดสรรนอกเหนือจาก ค่าอาหาร ค่ายารักษาโรค ค่าใช้จ่ายหนี้สิน ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ที่จะถูกให้ความสำคัญก่อนเป็นลำดับแรกนี่จึงเป็นที่มาของมุมมองของนักท่องเที่ยวที่จะเริ่มพิจารณามากขึ้นว่าเงินที่เขาจ่ายไปเหมาะสมกับสิ่งที่ได้รับหรือไม่?
ธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันนี้แข่งขันกันอย่างหนักกลายเป็น Red Ocean และเกิด Price War จากผู้เล่นรายใหญ่ไปจนถึงรายเล็กเรียบร้อยแล้วด้วยข้อจำกัดด้าน Demand ที่เน้นนักท่องเที่ยวที่ในประเทศที่มีจำนวนจำกัดการสร้างมุมมองเดิมโดยยึดจากตัวราคาที่โรงแรมตั้งว่าเหมาะสมแล้วโดยไม่ให้ความสนใจกับพฤติกรรมผู้บริโภค (Customer Behavior) อาจทำให้โรงแรมปรับตัวไม่ทันกับ “โลกของการท่องเที่ยวใหม่” ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การตั้งราคาขายห้องพักที่โรงแรมมักจะตั้งราคาโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่โรงแรมมองว่าเป็น “ต้นทุน” บวกกับกำไรที่อยากได้แล้วให้นิยามว่า “เป็นราคาที่จ่ายแล้วคุ้มค่า” ซึ่งคำว่าคุ้มค่านี้อาจไม่ใช่ความคุ้มค่าที่นักท่องเที่ยวมองแม้ว่าเราจะขายต่ำกว่าคู่แข่งขันก็ตามเพราะสิ่งที่นักท่องเที่ยวมองคือ “ถ้าจ่ายเงินไปจำนวนเท่านี้แล้วสิ่งที่ได้รับมันคุ้มค่ากับเงินที่เค้าจ่ายหรือไม่?”
หน้าที่ของโรงแรมคือการตั้งราคากับสิทธิประโยชน์ที่ต้องทำให้นักท่องเที่ยวเห็นแล้วเกิด Heuristics คือตัดสินใจได้ทันทีเลยว่า “คุ้มค่าจริงๆ” ซึ่งความคุ้มค่านี้ต้องเป็นความคุ้มค่าของนักท่องเที่ยวไม่ใช่ความคุ้มค่าในมุมมองของโรงแรม “ความคุ้มค่าไม่ได้หมายถึงราคาที่ถูกเสมอไป” เช่น บางครั้งเราคิดว่าเรากำหนดราคาขายห้อง 40,000 บาทพร้อม Benefit อื่นๆ ที่คุ้มค่าสุดๆ ในความคิดของเราแต่กับนักท่องเที่ยวเขาอาจจะมองว่าเงิน 40,000 บาทที่จ่ายไปไม่ได้คุ้มค่าหรือบางทีก็มองว่าเป็นราคาที่ “เกินจริง” สำหรับเขาแต่กลับกันหากมีอีกโรงแรมหนึ่งขายราคา 50,000 บาทแต่ได้ Benefit ที่เหมาะสมกับราคากว่าแบบนี้นักท่องเที่ยวอาจมองว่าการจ่ายเงินให้โรงแรมนี้เป็น VfM สำหรับเขามากกว่าก็ได้ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ “เราให้ได้มากกว่าหรือเหมาะสมกับที่เขาจ่ายหรือเปล่า?”
คำถามต่อมาคือ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่าราคาเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าตามที่นักท่องเที่ยวคาดหวัง?” คำตอบที่ชัดเจนคือ “เราไม่มีทางรู้ได้ว่าราคาที่เป็น VfM แบบ 100% นั้นคือเท่าไหร่” แต่เราสามารถเริ่มต้นทดลองหาราคาที่เหมาะสมได้ซึ่งสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดในประเด็นนี้คือ “การศึกษาข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายและราคาขายเฉลี่ยห้องพักแต่ละประเภท” ที่ถูกบันทึกไว้จากระบบ PMS (Property Management System) และระบบ POS (Point of Sale) หรือระบบอื่นๆ เพราะเป็นสิ่งที่เริ่มต้นได้ง่ายที่สุดแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ถูกละเลยมากที่สุดด้วยเหตุผลว่า “ระบบคำนวณมาให้แล้ว” ซึ่งถือเป็นเหตุผลที่อันตรายโดยเฉพาะในอนาคตที่เป็นยุคของ Data Analytic ใครมีข้อมูลเยอะกว่า วิเคราะห์เป็น นำมาใช้ประโยชน์ได้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จและองค์การต้องเป็น Data Driven Organization เป็นองค์การที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลซึ่งองค์การลักษณะนี้หากไม่มีข้อมูลมาให้พิจารณาการตัดสินใจใดๆ จะไม่เกิดขึ้นซึ่ง “การ Print Report ออกมา (หลายแห่งยกเลิกวิธีนี้กันไปเรียบร้อยแล้ว) เพื่อถือกระดาษเป็นปึกเข้า Morning Brief ตอนเช้าโดยไม่เข้าใจที่มาที่ไปซ้ำยังไม่มีความเข้าใจในการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้พัฒนาโรงแรมถือเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุด” เพราะ Report เหล่านี้โดยเฉพาะที่ Print ออกมาควรมีค่ามากกว่าการถูกนำไป Recycle หลัง Brief เสร็จโดยไม่ได้ใช้งาน
โดยสรุป VfM คือ “การตั้งราคาที่คุ้มค่าในมุมมองของนักท่องเที่ยว” ซึ่งการจะรู้ได้ว่าราคาไหนที่นักท่องเที่ยวต้องการสามารถทำได้ง่ายที่สุดคือการศึกษาข้อมูลในระบบของโรงแรมที่มีอยู่แล้วและอาจจะมองถึงเรื่องอื่นๆ เช่น Trend ต่างๆ กระแสต่างๆ คู่แข่ง แม้ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าหากทำตามขั้นตอนและวิธีการนี้แล้วจะได้ราคาที่นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเป็น VfM แบบ 100% แต่เราสามารถเชื่อมั่นได้ว่าราคานั้นย่อมเป็นราคาที่มีโอกาสในการเป็น VfM ได้ในสายตานักท่องเที่ยวเช่นกัน
N. Kamolpollapat
18 Sep 2020 – 21.00 hrs.

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Upskill การโรงแรมสู่ Wellness Industry อุตสาหกรรมในอนาคต

 Upskill การโรงแรมสู่ Wellness Industry อุตสาหกรรมในอนาคต



เชื่อว่าพนักงานโรงแรม นักศึกษาการโรงแรมและบุคคลากรสายงานด้านการโรงแรมและการท่องเที่ยวในขณะนี้น่าจะกำลังมีคำถามในใจว่า “จะเอาอย่างไรกับหน้าที่การงานของตัวเองดี?” ด้วยความที่ปัจจุบันนี้ไม่น่าจะมีใครที่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า “ธุรกิจการโรงแรมและการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวเมื่อไหร่?” และแม้จะมีวัคซีนออกมาแล้วมันก็ไม่น่าจเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามนี้

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์บางรายมีการคาดการณ์ไปว่าอาจจะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีช่วงเดือนตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของปีนี้แต่บางรายก็คาดการณ์ไปไกลกว่านั้นว่าน่าจะฟั้นตัวช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ของปีหน้า 2564 ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เรายังคงต้องรอคอยคำตอบกันต่อไปแต่ในฐานะของคนธรรมดาคนหนึ่งที่มีภาระค่าใช้จ่ายต้องเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวความไม่ชัดเจนด้านอาชีพ ณ ขณะนี้อาจทำให้เราจำเป็นที่จะต้องมองหาทางออกอื่นสำรองไว้เป็นทางเลือกเพื่อความอยู่รอดเพราะในสถานการณ์นี้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากพอๆ กัน

คำถามต่อมาคือในเมื่อเราทำงานด้านการโรงแรมแล้วเราจะสามารถหาโอกาสในสายงานอาชีพอื่นอะไรได้บ้าง? หนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับนโยบายระดับชาติของประเทศไทยที่น่าสนใจและสามารถปรับเพิ่ม (Upskill) จากงานโรงแรมเพื่อไปหาโอกาสในอุตสาหกรรมนั้นได้นั่นคืออาชีพในอุตสาหกรรมเพื่อสุขภาพหรือ Wellness Industry มีการคาดการณ์กันว่าหาก COVID-19 คลี่คลายด้วยชื่อเสียงด้านมาตรฐานสาธารณสุขของประเทศไทยทั้งบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับโลก อัตราค่ารักษาพยาบาลที่ถูก อุปนิสัยที่มีความเป็นมิตรของคนไทย อาหารการกินที่หลากหลายและที่สำคัญการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในประเทศไทยที่มีคุณภาพติดอันดับต้นๆ ของโลกจะทำให้ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศเป้าหมายในการเดินทางมาท่องเที่ยวในแบบ Medical Tourism และ Wellness Tourism และนี่คือโอกาสด้านอาชีพที่พนักงานโรงแรมสามารถนำไปเป็นแนวทางในการปรับตัวเพื่อ Upskill ได้

1. Fitness – Personal Trainer โดยปกติแล้วงานโรงแรมจะมีฝ่าย Fitness อยู่ในบางโรงแรมการที่จะปรับตัวให้เข้าสู่อุตสาหกรรม Wellness เราสามารถ Upskill ตัวเองได้โดยการเข้าอบรมเป็นผู้ฝึกสอนส่วนตัว (Personal Trainer) เพื่อออกแบบ Class ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเพศและวัยซึ่งสามารถทำงานได้ทั้งใน Wellness Hotel/Resort, Nursing Home, Day Care. และยังสามารถทำเป็น Freelance หรือธุรกิจส่วนตัวสอดรับกับ Trend ของผู้บริโภคในความต้องการการมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีได้สำหรับสถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรการเป็น Personal Trainer และสามารถออกใบประกาศนียบัตรรับรองได้ เช่น Planforfit, Fitthai. เป็นต้น



2. ครูสอน YOGA เมื่อพูดถึงภาพความเป็น Wellness Resort โยคะคืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นภาพจำของผู้คนทั่วไปเมื่อนึกถึงการเข้าพักในสถานที่ที่เป็น Wellness Resort การเป็นครูสอนโยคะจะทำให้เราสามารถออกแบบ Class สอนโยคะในแบบกลุ่มย่อยหรือกลุ่มใหญ่ที่มีรูปแบบการปฏิบัติสอดคล้องกับผู้เข้าร่วมแต่ละเพศและวัยต่างๆ นอกจากจะทำงานในสาย Wellness ได้แล้วการเป็นครูสอน YOGA ยังสามารถทำให้เราประกอบธุรกิจส่วนตัวในรูปแบบ Freelance ได้ด้วยเช่นกันทั้งการเป็นผู้ฝึกสอนส่วนตัวหรือรับสอนตามสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่การมี Club สำหรับฝึกโยคะเป็นของตนเองก็ตามสำหรับการเป็นครูสอนโยคะสามารถเริ่มตันได้จากการเข้ารับการฝึกอบรมตามสถานบันที่มีการเปิดสอน เช่น โรงเรียนบางกอกโยคะ ที่มีหลักสูตรการสอนเป็นครูโยคะที่จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถนำความรู้ไปออกแบบโปรแกรมโยคะเพื่อประกอบอาชีพได้



3. นักโภชนาการ เป็นอีกหนึ่งสายอาชีพที่สำคัญใน Wellness Industry การเป็นนักโภชนาการจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบอาหารและเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับเพศและวัยรวมทั้งการแปลงคำสั่งของแพทย์มาเป็นค่าพลังงานอาหารที่ผู้ป่วยควรจะได้รับในกรณีที่ต้องดูแลผู้ป่วยพักฟื้นการเป็นนักโภชนาการยังสามารถเพิ่มโอกาสในการประกอบธุรกิจส่วนตัวได้ด้วยเช่นกัน เช่น การออกแบบคอร์สอาหารลดน้ำหนัก เมนูอาหารเพื่อล้างพิษในร่างกาย (Detox) โดยทั่วไปใน Wellness Resort เราจะได้เห็นการ Program ด้านอาหารและเครื่องดื่มที่มาพร้อมกับการเข้าพักในลักษณะของ “มื้ออาหารเพื่อสุขภาพที่เน้นการ Detox” ล้างสารพิษในร่างกายอันเป็นอีกหนึ่งจุดขายในความเป็น Wellness Resort ปัจจุบันการเป็นนักโภชนาการสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่การเรียนในระดับอุดมศึกษาและในบุคคลทั่วไปมีสถานบันที่สอนด้านการโภชนาการอยู่ เช่น คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ฝ่ายโภชนาการ เป็นต้น



4. การบริบาลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ สายอาชีพแห่งอนาคตสอดรับกับการก้าวเข้าสู่ความเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยซึ่งมีการคาดการณ์ว่าในปี 2564 ประเทศไทยจะมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 16 ของประชากรทั้งหมด (อนันต์ อนันตกูล ภาคีสมาชิก สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา) ซึ่งผู้สูงอายุในปัจจุบันมีกำลังซื้อสูงรวมทั้งบุตรหลานที่มีกำลังจ่ายสูงเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ดีเช่นกันการเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุจะสามารถทำงานใน Nursing Home, Day Care, Wellness Center, หรือการทำงานแบบ Freelance รับดูแลผู้สูงอายุนอกสถานที่ได้เช่นกันแต่การจะเข้าสู่สายอาชีพนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบตั้งแต่ขั้นตอนของการศึกษาพื้นฐานด้านกายวิภาคศาสตร์ การดูแลสุขภาพอนามัยของร่างกาย การดูแลผู้ป่วยกรณีต่างๆ เช่น ป่วยติดเตียง มีแผลกดทับ ผู้ป่วยที่ต้องได้รับออกซิเจน เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยมีการสอนหลักสูตรนี้อยู่ตัวอย่างเช่น Bangkok Intercare School หรือ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทิร์น (FEU: Wellness Training Center) เป็นต้น



5. ล่ามแปลภาษา เป็นสายอาชีพที่เริ่มต้นได้ง่ายที่สุดในการก้าวจากพนักงานโรงแรมสู่อุตสาหกรรม Wellness การเป็นล่ามแปลภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะอยู่ในขั้นตอนของ Communication ระหว่างผู้ใช้บริการกับผู้บริการกล่าวคือเป็นตัวกลางในการแปลงความต้องการให้ได้รับในสิ่งที่ต้องการได้ตรงจุดที่สุดถ้าจะมองภาพความสำคัญของล่ามแปลภาษาเราสามารถศึกษาได้จากกรณีของความนิยมของชาวต่างชาติในการเดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย (Medical Tourism) และต้องอยู่พักฟื้นข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยและ www.bltbangkok.com/news/4367/ ระบุว่าในปี 2018 มีชาวต่างชาติที่นิยมเดินทางมารักษาพยาบาลและพักฟื้นใน รพ.เอกชนของไทยประกอบด้วย กลุ่มประเทศ Middle East 12.5% เมียนมาร์ 8.7% อเมริกา 6.2% สหราชอาณาจักร 5% ญี่ปุ่น 4.9% และกัมพูชา 2.2% และมีแนวโน้มว่านักท่องเที่ยวจีนกลุ่มผู้ที่มีภาวะมีบุตรยากและกลุ่มที่เน้นความงามจะเพิ่มปริมาณการเข้ามาใช้งานมากขึ้นด้วยในอนาคตจะเห็นได้ว่าแต่ละประเทศมีภาษาที่แตกต่างกันไม่ได้จำกัดเฉพาะภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษจากตัวอย่างจะเห็นว่า ภาษาอาหรับ/อารบิก ภาษาญี่ปุ่น ภาษาจีน หรือแม้แต่ภาษาเพื่อนบ้านใกล้ตัวเราอย่าง ภาษาเมียนมาร์ ภาษากัมพูชา ถือเป็นกลุ่มภาษาที่สามารถสร้างโอกาสในสายงาน Medical Tourism และ Wellness Tourism ให้เราได้เช่นกัน



6. Perfumer - นักปรุงน้ำหอม สายอาชีพนี้ค่อนข้างจะเป็นสายอาชีพเฉพาะกลุ่มแต่หากพูดถึงความสอดคล้องกับอุตสาหกรรม Wellness การเป็น Perfumer สามารถทำให้เราออกแบบกลิ่นต่างๆ ที่ใช้ในส่วนของ SPA และช่วยเพิ่มมูลค่าของการใช้บริการ SPA ได้และหากกลิ่นที่เราออกแบบมีลักษณะเฉพาะตัวเป็นที่ชื่นชอบในระดับ Mass Market ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เราสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ด้วยเช่นกันบางคนสามารถผลิตน้ำหอมกลิ่นที่เป็นเอกลัษณะของตัวเองขายได้ในประเทศฝรั่งเศสมีการเรียนการสอนหลักสูตร Perfumer กันอย่างเป็นระบบตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นไปจนถึงขั้นเป็น Professional Perfumer มีสถาบันสอนทำน้ำหอมที่มีชื่อเสียงอย่าง GIP - Grasse Institute of Perfumery ที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติหรือแม้แต่สถาบัน Givaudan : International Flavors & Fragrances ของสวิสแลนด์ก็เป็นอีกแห่งที่มีชื่อเสียงด้วยเช่นกันสำหรับประเทศไทยเรานั้นก็มีสถาบันสอนการปรุงน้ำหอมด้วยเช่นกันอย่าง Artisan Valley และ Perfumer Academy Thailand นอกจากนี้ยังมีการจัดเป็น Workshop ย่อยให้ผู้ที่มีความสนใจแต่ยังไม่สะดวกเรียนแบบจริงจัง เช่น Workshop : Scent Designer (https://readthecloud.co/scent-designer-workshop/) นักออกแบบกลิ่นให้น้ำหอมและสินค้าที่จัดโดย The Cloud และ KBANKLIVE



ทั้งหมดที่รวบรวมมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในโอกาสในสายงาน Wellness Industry ที่พนักงานโรงแรมสามารถปรับตัวเข้ารับโอกาสนี้ได้ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงการทำงานในลักษณะ Multi Skill กันมาบ้างแล้วประเภทการทำงานในโรงแรมที่ต้องทำงานได้หลากหลาย เช่น ในแผนก Front Office ต้องสามารถทำงานได้ทั้ง G.S.A, G.R.O, Bell Boy, Operator หรือแม้แต่การทำงานข้ามแผนก เช่น เป็น Front Office แต่สามารถทำงานแผนก Housekeeping ได้แต่ในอนาคต Multi Skill นี้อาจจะไม่เพียงจากการแข่งขันด้านทักษะแรงงานที่สูงขึ้นรวมทั้งความไม่แน่นอนด้านอาชีพจากการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นของอุตสาหกรรมต่างๆ จึงจำเป็นที่เราจะต้องเป็น Multi Skill แบบ “Cross Industry” ข้ามอุตสาหกรรมไปเลยจะทำให้มีแต้มต่อในด้านอาชีพและทางเลือกมากกว่าซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของทักษะในอนาคตของลูกจ้างจำเป็นที่ต้องศึกษาและหาทางรับมือในที่สุด

N. Kamolpollapat – Hotel Man
21 August 2020 : 12.28 PM

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง
- https://www.facebook.com/Hotelman879/videos/683267862582589
- https://www.facebook.com/Hotelman879/photos/a.481873871840611/3669190946442205/
- https://www.facebook.com/Hotelman879/photos/a.481873871840611/3650909208270379

บทความแนะนำ