วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

โดนด่าฟรีอีกที


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางทีการอยู่เฉยๆ ของมึงนั่นแหละดีที่สุดแล้วไม่ต้องไปทำอะไรที่เข้าข่าย "สอใส่เกือกผูกเชือกกอไก่เลย"

เรื่องมันเกิดขึ้นตอนบ่ายวันหนึ่ง มีแขกที่ไม่ได้พักในโรงแรมเข้ามาหาเฮียที่ตอนนั้นกำลังยืนจัดแจงงานกับ Bell Boy อยู่เรื่องกระเป๋าของกรุ๊ปที่กำลังจะเข้ามา แขกคนนี้เป็นแขกสัญชาติสาหรี่ลี้รัก คาดว่ามาจากดินแดนโรตีแกงกะหรี่ดัง มาถึงก็หน้านิ่วคิ้วขมวดมาเลยแล้วก็ตะคอกเฮียว่า "Can you talk with the driver" เฮียก็ งงๆ อ่ะนะแต่อย่างว่าเรามัน Service Charge เอ้ย!!!! Service Mind มันอยู่ในสายเลือดแบบเต็มกระเพาะไปยังลำไส้ใหญ่ เฮียก็รู้แล้วแหละว่าเจ้เขาไม่ใช่แขกของโรงแรมเป็นแน่แท้ แต่ก็ช่วยอ่ะนะ เพราะเราต้องรักษาภาพพจน์การท่องเที่ยวไทย และเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แบบที่ Vat Refund ได้ (ตอนนี้เฮียก็ยัง งงๆ ว่าตกลงเราจะขายอะไรวะแล้วรายได้จะมายังไง????)

เฮียก็รับสายมาเว้ย ทีนี้เฮียก็ถามว่า "อยู่ไหนแล้วครับ" แทนที่ไอ้ฝั่งนั้นที่เป็น Driver จะพูดกับเฮียดีๆ แม่งมาหงุดหงิดใส่เฮียอีก แล้วก็ตะคอกบอก "ก็บอกว่าอยู่สุขุมวิทไง เนี่ย...อยู่สุขุมวิท" ทีนี้เฮียก็ขึ้นเว้ย เพราะเราอุตส่าห์จะช่วยมึงสองคนปรับความเข้าใจกันนะเนี่ย เสือกมาหงุดหงิดใส่กูอีก ว่าแล้วเฮียก็จัดเลย "ขอโทษนะคุณ ผมเนี่ยไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผุ้หญิงคนนี้เดินมาแล้วเอาโทรศัพท์มาให้ผม ผมก็พยายามจะช่วย แล้วคุณมาหงุดหงิดใส่ผมทำไม อย่างนั้นคุณก็ไปคุยกันเองแล้วกัน ผมขอตัว" แล้วเฮียก็ส่งโทรศัพท์ให้ หมาดำ เอ้ย มาดามมม ท่านนั้นไปจัดการเอาเอง

และเหมือนจะคุยกันยังไงไม่รู้ไม่รู้เรื่อง เจ้แกก็เดินมาหา Bell Boy ของเฮียอีกครั้งแล้วจะให้พูดกับ Driver ให้หน่อย เฮียเลยบอกไปว่า "Your driver such rude with me. I don't want to talk with him anymore" เท่านั้นแหละครับ มาเต็มเลยทีนี้ Your Hotel is Bad.. (ดอกแรกด่าโรงแรมกูเลวก่อนเลย ทั้งๆ ที่โรงแรมกูยังไม่ได้ไปทำอะไรให้มึงเลยนะเนี่ย เป็นแขกกูก็ไม่ใช่ นี่กูอุตส่าห์จะช่วยนะ) ตามมาดอกสอง I will post on the Internet. Your hotel bad service. (อ้าว.... คือสรุปว่าโรงแรมกูต้องช่วยคนทุกคนที่เดินผ่านในสุขุมวิทว่างั้น ถ้าไม่ช่วยนี่คือบริการไม่ดี) แล้วก็มาเต็มชนิดที่่ว่า เฮียกับน้อง Bell boy แทบไม่ได้อ้าปากตอบโต้อันใดเลย ได้แต่ยืนฟัง สักพักมีรถมาจอดหน้าประตูโรงแรม มี Driver เดินลงมาแล้วก็เข้ามาถามหาแขก ซึ่งก็คือเจ้ที่คุยกับเฮียอยู่นี่แหละ เฮียก็เลยจัดการให้ทั้งสองได้ครองรักกัน เอ้ย!!เจอกัน แล้วจากนั้นทั้งสองก็จากพวกเราไปด้วยดี โดยไม่มีแม้คำขอโทษที่กูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอ่ะนะแต่ตามมารยาทไง

เอวังเฮียก็โดนด่าฟรีด้วยประการละฉะนี้แล

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

แขกให้ของแบบ งงๆ




เฮียเคยเจอเหตุการณ์ที่แขกให้ของแบบ งง ครั้งนึงเว้ย

จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเฮียหรอก แต่จะว่าไปมันก็เกี่ยวแหละ แต่เอ๊ะ!! หรือมันจะไม่เกี่ยววะ แต่ว่าก็ว่ามันต้องเกี่ยวแหละ เพราะเฮียเป็น Front Office ฉะนั้นมึงจงจำไว้ว่าทุกอย่างทุกสิ่งในโรงแรมจะเกี่ยวข้องกับมึงทันทีโดยไม่ได้ร้องขอและเต็มใจ ไม่ว่าใครจะทำอะไรจะผิดจะถูก ทำใจไว้เลยว่า "มึงคือหนึ่งในตัวละครนั้นแน่นอน"

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนเช้าวันหนึ่งที่เฮียกำลังต่อรอบให้รอบเช้า (ตอนนั้นเฮียเป็น Night Manager) มี รปภ. คนนึงเว้ย วิ่งหน้าตาตื่นมาหาเฮียเลย แล้วก็ทำหน้าตกใจปน งงๆ แล้วก็บอกว่า "เฮีย อยู่ดีๆ แขกเอากุญแจรถมอเตอร์ไซด์ให้ผม เขาบอกว่า เขาจะไม่เอากลับประเทศแล้ว เขาให้ผมเอาไปเลย ผมต้องทำยังไงดีเฮีย"

อ้าววววว ไอ้นี่ ทำไมไม่เป็นกูวะที่ได้ (ตอนนั้นนึกในใจแบบทำหน้าปานว่าตัวโกงนิด ๆ นะ) คือจริงๆ ถ้าจะให้ มอเตอร์ไซด์ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องให้เล่มมาด้วย แล้วก็ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้จริงๆ แต่อันนี้แขก Check Out เรียบร้อยแล้วและโยนกุญแจให้แล้วก็ไป แล้วมันจะไปโอนไปรับไปมอบยังไง

ตอนนั้นเฮียก็ยัง งงๆ ทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยเจอ แต่ก็ตั้งข้อสักเกตุว่า "เฮ้ย เฮียว่าลอง Check ดูก่อนดีป่ะวะ ว่ารถคันนี้แขกเขาไปเอาจากไหนมา เผื่อเป็นของที่ขโมยมานี่ซวยนะเว้ย" พอพูดจบ มันเอาสำเนาทะเบียนรถให้ดูแล้วบอกว่า "นี่ไงเฮีย เล่มทะเบียน เขาชื่อนี้ป่าวเฮีย" ว่าแล้วเฮียก็รับเล่มแล้วก็มา Check กับสำเนา Passport เขาที่ลงทะเบียนไว้กับโรงแรมปรากฏว่าเป็นชื่อเดียวนามสกุลเดียวกัน แต่ก็นั่นแหละมันก็ต้องโอนกันป่ะวะถึงจะถูกต้องตามกฏหมาย เฮียก็ยังไม่แน่ใจ ก็เลยไม่รู้จะแนะนำมันยังไง ประกอบกับเจ้าตัวเองก็ไม่กล้าเอาออกไปจากโรงแรมเหมือนกันเพราะกลัวว่าใครจะมาแสดงตัวรับของแล้วหาว่าเอาออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก

พอดี OM (Operation Manager) เขาเดินมาพอดีเฮียก็ลองปรึกษาเขาดู ซึ่งพี่แกก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน เขาก็ให้เฮียทำ Incident Report มาก่อน แล้วแกก็เรียก Chief Security มาสอบถามว่าจะเอายังไงต่อถ้า รปภ.คนนี้จะเอารถกลับบ้าน พี่ Chife เขาก็แนะนำว่าให้ Burn ภาพจาก CCTV เก็บไว้ตอนที่แขกให้กุญแจ รปภ. แล้วก็เขียนรายงานว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรก่อนที่แขกจะให้รถมอเตอร์ไซด์นี้ ส่วนการโอนเล่มโอนชื่อก็ให้ รปภ.ไปปรึกษาขนส่งเอง เชื่อมั้ยว่าจากวันนั้นเป็นเวลากว่า 1 อาทิตย์ เฮียยังไม่เห็น รปภ.คนนี้เอารถกลับไปเลยหว่ะ จนเฮียอดไม่ไหวเลยไปถามว่า "เฮ้ย ทำไมเอ็งไม่เอารถกลับล่ะ" มันก็บอกเฮียมาว่า "ไม่อยากเสี่ยงหว่ะเฮีย ผมไม่รู้จะทำยังไงเกิดเอาไปแล้วเขาย้อนมาเอากลับผมก็ซวยดิ"

เอวัง ก็จบลงด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ฮอนด้า แฟนท่อม (สมัยนั้นที่ยังไม่มี Big Bike นี่ถือว่าเด็ดสุดเลยนะตัวนี้) ก็ยังจอดอยู่ในลาดจอดของโรงแรมต่อไป

ปล. ช่วงนี้เฮียแม่งติดละคร "ไฟล้างไฟ" มากเลยหว่ะ อาจจะด้วยเพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวกับโรงแรมเยอะด้วยแหละนะ ดูไปก็สนุกดีหว่ะ แต่จะว่าไปเดี๋ยวนี้ละครก็มีการปูพื้นว่าพระเอกนางเอกเป็นเจ้าของโรงแรมหรือทำธุรกิจโรงแรมกันเยอะขึ้นนะ



วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

Lobby คือทุกอย่าง


บางทีเราก็ต้องเจอกับเคสที่ปัญหามันมาจากโครงสร้างของโรงแรม และเราไม่ได้จบวิศกรรมศาสตร์หรือช่างก่อสร้างมา จึงทำได้ดีที่สุดแค่รับฟังปัญหาและคำด่าจากแขกเฉกเช่นกรณีของเฮียตอนนี้ บ่ายวันหนึ่งขณะที่เฮียกำลังทำงานตอนเป็น Assistant Manager Front Office

มีแขกจากประเทศแถวๆ ลุงหลับสองคนเดินตรงมาที่หน้า Lobby ด้วยท่าทีที่หงุดหงิดมากๆ ปานว่าไปแดกส์รังแตนที่ไหนมาแล้วลืมเขย่าขวดก่อนกิน เฮียเห็นเช่นนั้นด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหัวหน้าที่ดีจึงจัดการปกป้องลูกน้องที่อยู่ข้างๆ ด้วยคำพูดที่ว่า "เฮ้ย เอ็งไปรับเรื่องให้เฮียก่อนดิ เฮียยุ่งอยู่" 555.......ไม่ใช่ๆ เฮียก็จัดการเดินไปตรง Counter ในพิกัดที่คาดว่าพี่เขาน่าจะเดินมา เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องถามหากูอยู่ดี

พอมาถึงพี่แกก็ใส่เต็มทีเลยตาม Nature ของแขกชาตินี้ที่ "เงินกูเป็นหญ่าย จะได้อะไรต้องได้นะเฟ้ย" แกก็ด่ามาแบบภาษาอังกฤษสำเนียงอาระบิก แปลเป็นไทยได้ว่า "ทำไมโรงแรมยูไม่มีสายชำระ ชั้นต้องการสายชำระ ชั้นต้องการน้ำ มันไม่สะอาดยูรู้มั้ย" .....คืออันนี้เฮียเข้าใจเค้านะเพราะประเทศแทบลุงหลับการชำระร่างกายให้สะอาดก่อนทำละหมาดเป็นเรื่องซีเรียสและสำคัญมาก แต่ด้วยตอนนั้นโรงแรมเฮียทุกห้องในโรงแรม ย้ำว่าทุกห้องในโรงแรมไม่รวมห้องน้ำพักงานใน Locker นะครับ เขามีแต่กระดาษชำระไว้ให้ในห้องน้ำทั้งนั้นแทบทุกห้อง ไม่มีห้องไหนเลยที่มีสายชำระ ซึ่งมันเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ถ้าเขาจะต่อสายชำระคงต้องรื้อทำใหม่ทั้งโรงแรม ซึ่งกรณีนี้ถ้าเขาพบและรับไม่ได้ในวันแรกโรงแรมก็ยินดีจะ Refund เงินคืนให้และหาที่พักใหม่ให้อยู่แล้วเพราะแขกไม่ได้ผิด แต่นี่พี่แกอยู่มา 3 วันแล้วเพิ่งจะมีปัญหา

เฮียก็จัดการอธิบายให้กับแขกได้เข้าใจนะ แต่แกก็ไม่เข้าใจพร้อมกับบอกว่า "เธอต้องหาสายชำระให้ชั้นเดี๋ยวนี้" ก็อย่างที่บอกว่าชาติแถบนี้เขาอยากได้อะไรต้องได้เงินเขาใหญ่อ่ะนะ (แต่ต่อไปอนาคตไม่แน่แล้วล่ะว่าเงินเขาจะเยอะและใหญ่อยู่เหรอเปล่า) เฮียก็อธิบายและ Offer Hell เอ้ย!!! Offer Help นะว่า "มันเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างและเราไม่สามารถหาสายชำระให้ได้ เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวชั้นจะเอาถังน้ำสำรองอย่างดีขึ้นไปสำรองใส่น้ำไว้ให้ยูนะ ส่วนถ้ายูอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็แจ้งชั้นมา" ตอนนั้นเฮียว่านี่แหละคือทางออกที่ดีที่สุดเพราะจะให้แขกลงมาใช้ห้องน้ำพนักงานมันก็คงจะดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ครั้นจะให้ต่อสายชำระก็คงต้องทุบห้องน้ำกันทั้งโรงแรม แผนกช่างคงนั่งเอาตีนก่ายหน้าผากเป็นแน่แท้เพราะมันงานช้าง สุรินทร์ กันเห็นๆ

แต่ถึงกระนั้นแขกก็ยังไม่ยอมและยืนโวยวายๆ จนเพื่อนที่มาด้วยกันที่ดูท่าว่าจะเข้าใจกว่าพี่แกในสิ่งที่เฮียอธิบาย เพื่อนเริ่มทนไม่ไหวเพราะอายคนรอบๆ Lobby เลยบอกเฮียว่า "Ok...Ok...แล้วก็ลากเพื่อนขึ้นห้องไปสงบสติอารมณ์" จากนั้นเฮียก็ประสายงานแม่บ้านขึ้นไป Set up ไว้ตามที่ได้แจ้ง

ก็อย่างที่บอกว่า ไม่ว่าปัญหาจะเป็นอะไรและเกี่ยวกับอะไร จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างหรือเกี่ยวกับการบริการ แต่เมื่อมึงยืนอยู่หน้า Lobby ปัญหาทุกอย่างนั้น Belong to มึง แล้วแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะ "มึงคือทุกอย่างของโรงแรม" 555

ปล.ฝากอัพเดท ตอนนี้หนังสือเฮียเขียนเสร็จแล้วอยู่ในช่วงตรวจคำผิด ภาพประกอบก็เสร็จแล้ว เหลือแต่หาสำนักพิมพ์ ส่งไป Afterword แล้วแต่เค้ายังเงียบ ก็รอหน่อยนะครับ หวังว่าถ้าออกมาคงได้รับการต้อนรับกันอย่างเนืองแน่นและแย่งกันน่าดูประมาณว่า "มึงเอาไปดิ...มึงแหละเอาไป" อย่างแน่นอน


วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ไม่อ่านก็ไม่ต้องอ่านเว้ย




หลายๆ ครั้งที่เฮียโดนต่อว่าที่ทำเพจนี้ เพราะทัศนคติที่ไม่ค่อยเปิดกว้างและมองโลกหลายๆ ด้านของบางคน กรณีนี้เฮียก็อยากให้เห็นและเข้าใจว่า Wording ที่ Philip Kotler ปรมาจารย์ด้านการตลาดและอาจารย์ของนักการตลาดส่วนใหญ่ทั่วโลก ได้กล่าวไว้ว่า "Customer is King" หรือลูกค้าคือพระเจ้า แท้จริงแล้ว เขาต้องการเปรียบเปรยว่าลูกค้าคือผู้ที่มีอุปการะคุณมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการของเรา เรามีหน้าที่ต้องให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าแบบเหนือความคาดหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกค้ามีสิทธิทำตามอำเภอใจจนไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นได้ทุกอย่าง เพราะการให้ต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ลดรอนสิทธิของคนอื่น

แต่ในบ้านเราดูเหมือนหลายๆ ครั้ง แขกบางคนตีความหมายคำว่า ลูกค้าคือพระเจ้าผิดไป เพราะด้วยสังคมไทยสมัยก่อนที่คุ้นชินกับการมีคนรับใช้มีคนปรนิบัตรและเอาใจ ทำให้อาชีพงานบริการในบ้านเรานั้นเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะถูกมองโดยแขกบางส่วนว่าพนักงานบริการคือคนรับใช้ที่ต้องคอยเอาใจคอยง้อและทำทุกอย่างที่สั่งโดยไม่มีข้อโต้แย้ง และปัจจุบันถ้าเขาไม่ได้ตามที่ต้องการหลายๆ ครั้งจบลงที่ Social Network ส่วนจะจริงหรือไม่จริงอันนี้ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆ หลังลง Social ไปแล้ว ชื่อเสียงของโรงแรมคงต้องถูกมองเป็น Negative ไปก่อนแล้วแน่นอน

ในเมืองนอกบางประเทศมีกฏหมายคุ้มครองสวัสดิภาพพนักงานบริการ เช่น อนุญาติให้พนักงานปฏิเสธการบริการสำหรับแขกที่มีอาการมึนเมาจนควบคุมสติไม่ได้ หรือพนักงานมีสิทธิปฏิเสธการเข้าพักกรณีแขกผู้เข้าพักไม่สามารถแสดงตัวตนด้วยเอกสารทางราชการใดๆ ได้ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราที่หากไม่ให้บริการก็จะถูกลูกค้าบางคนใช้คำว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า" เป็นเครื่องต่อรอง เพราะยังเข้าใจความหมายของคำดังกล่าวในทางที่ผิด

อีกอย่างที่อยากฝากสำหรับพวกที่ชอบต่อว่าพนักงานบริการว่า (หรือแม้แต่พนักงานบริการบางคนที่มาว่าเฮีย) "ทำไม่ได้ให้ไปหางานอื่นทำ" คำๆ นี้จะไม่เกิดขึ้นหรอกครับ ถ้าแขกรู้จักคำว่า "พอดี" ไม่อยากได้ในสิ่งที่ตัวเองไม่มีสิทธิและเข้าใจคำว่า You get what you paid.

คลิปนี้ขอบคุณ CR. BBCThai, Hoteljob.in.th, ในตัวคลิปมีรายละเอียดอธิบายให้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศคงไม่ต้องบอกว่าคนขับชนจะมีโทษและได้รับโทษอย่างจริงจังขนาดไหน แต่ถ้าเป็นบ้านเราคงออกไปในทางไกล่เกลี่ยมากกว่าเพราะยังเข้าใจความหมายของคำว่า "ลูกค้าคือพระเจ้า" ในแบบที่ผิดๆ โชคดีมากที่พนักงานโรงแรมสองคนในคลิปนี้ไม่เป็นอะไรไป


วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เครื่อง EDC




ตอนที่เฮียเป็น G.S.A ใหม่ๆ มันมีเรื่องนึงที่เฮียตื่นเต้นเว้ย คือเรื่องการทำ Offline ตอนนั้นเฮียจำได้ว่ามีแขกเขามา Check Out แล้วทีนี้เขาก็ยื่น Slip CR. ที่ทำ Card Ver. เอาไว้ มาให้เฮียตอนจ่ายเงินเว้ย ตอนนั้นเฮียแม่งเพิ่งเข้ามาทำงานรอบกลางวัน ไม่เคยเจออะไรแบบนี้บ่อยๆ เพราะถนัดแต่ตอนอยู่กลางคืน แขกมา C/I เฮียก็จับ SALE ตัดบัตรทันทีเลยไม่ต้องเรื่องมาก แต่รอบดึกมันก็ไม่ค่อยมีแขกมาพักเยอะเท่าไหร่หรอก เพราะมันดึกแล้ว พอเฮียรับ Slip Card Ver. มาเว้ย เฮียก็พอจำได้แหละว่ามันต้องกด Function "Offline" ในเครื่อง EDC ปุ่มไหนอะไรยังไงบ้าง เฮียก็จัดแจงทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ เว้ย เหมือนทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีเพราะเครื่อง EDC มันก็ทำรายการของมันให้เรากดไปเรื่อยๆ ทีนี้พอมาถึงขั้นตอนที่มันถาม "Approve Code" เฮียก็ มึนๆ งงๆ เว้ย ตื่นเต้น เหงื่อไหลออกตามง่ามนิ้ว เพราะตอนนั้นจำสับสนระหว่างการทำ VOID กับ Offline ว่ามันต้องใส่รายละเอียดอะไรใน Slip บ้าง เอาตัวเลขตรงไหน อะไรยังไง มาใส่ มือใหม่ด้วยไงเฮียตอนนั้น เฮียแม่งก็หาอยู่นานพอสมควร ทั้งใน Slip ทั้งในเครื่อง EDC (ซึ่งแม่งก็ไม่รู้จะไปหาทำไม มันมีแต่หมายเลข S/N ของเครื่อง กับเบอร์โทรอนุมัติวงเงิน (ที่แม่งนานโคตรกว่าเจ้าหน้าที่จะรับ) ตื่นเต้นด้วยตอนนั้น แขกแม่งก็ยืนกดดันกูจัง แถมตอนนี้เริ่มมีการหันไปปรึกษากันแล้วด้วย ประมาณว่ากลัวเฮียทำอะไรกับบัตรเขา เฮียแม่งลนจนทำอะไรไม่ถูก มี Shot นึง เสือกไปใส่หมายเลข TID เข้าให้แทน Approve Code คราวนี้แม่งก็ไปใหญ่เลยกู เครื่อง Reject ร้อง "ตี๊ดดดดดดด" ไม่ให้ทำรายการ ต้องย้อนกลับมาทำ Offline ใหม่ แม่งตื่นเต้นเข้าไปอีก โชคดีมากที่ตอนนั้นพี่ Duty แกเดินมาพอดีแล้วก็ถามว่าเป็นอะไร พอเฮียเล่าให้แกฟังแล้วแกก็เอา Slip บัตรมาให้ดูพร้อมกับ พอยต์นิ้วสวยๆ ไปที่คำว่า Approve Code แล้วก็พูดกับเฮียด้วยเสียงที่ไพเราะว่า "มึงอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกไง๊หาาาา แขกรอตายแล้ว" 555 ก็เป็นเรื่องฮากันไป แต่ตอนนั้นแม่งกดดันหว่ะ จริงๆ นะ ตื่นเต้นด้วย

ปล.อย่าว่าโง่นะ กูยอม ใครว่าเฮียโง่ขอให้เดือนหน้า Service ลดฮวบๆ


วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

Cancel Day Off


Where Where is Where Wher แปลเป็นไทยว่า “ไหนๆ ก็ ไหนๆ และ” ว่ากันเรื่องโดน Cancel Day Off ไปแล้ว วันนี้เฮียมีประสบการณ์เรื่องการเปลี่ยน Shift มาเล่าให้ฟัง

อันนี้จากประสบการณ์เฮียที่ครั้งหนึ่งเฮียเคยทำงานในโรงแรมที่เขามีปัญหา Manpower ไม่พอ แต่ก็ไม่คิดจะเติมให้มันพออ่ะนะ อาจจะด้วยเหตุผลกลัวว่า Operation Cost มันจะเพิ่มหรืออย่างไรก็ไม่ทราบได้ ตอนนั้นเฮียเป็น Duty Manager ทีนี้มันเป็นช่วงที่คนไม่พอทั้งแผนก Front Office เลย ชีวิตการทำงานของเฮียมันเลยออกมาแบบว่าอาทิตย์นี้เช้า Afternoon Shit เอ้ย!!!! Shift เฮียก็เข้ารอบบ่ายทำงานรอบบ่ายไปเรื่อยๆ จนมาถึงวันพุธเฮียต้องเปลี่ยนมาเข้ารอบดึกเพราะ Night Manager เขาลาหยุดยาว อ่ะ..ทีนี้เฮียก็มาเริ่มชีวิตกลางคืนเป็นเวลา 4 คืนตามที่ Night Manager เขาหยุด พอเข้างานรอบดึกเสร็จวันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดเฮีย แต่ขอโทษรอบดึกของเมื่อวานที่เป็นวันทำงานแม่งกว่าจะ Clear งานส่งต่อรอบเช้าปาเข้าไป 9 โมงกลับบ้านอาบน้ำแต่งตัวซึ่งมันก็สดชื่นดิ ทีนี้ใครแม่งจะนอนหลับในทันทีวะ ว่าแล้วก็นั่งดูหนังทำนู้นทำนี่ไปคุยกับแม่บ้างเล่นกับหมาบ้างกว่าจะง่วงแม่งก็ปาเข้าไปเที่ยงวัน ถึงตรงนี้หมดและวันหยุดกูครึ่งวันหายไปเรียบร้อยแล้ว พอวันรุ่งขึ้นแม่งมาเข้างานบ่ายกลายเป็นมนุษย์กลางวันอีกปรับเวลากันอย่างกับกิ้งก่าอีกัวน่าแทบไม่ทัน วันดีคืนดีน้อง G.S.A รอบเช้าป่วยมาไม่ได้แล้วไม่มีคนแทน เฮียแม่งก็ต้องแปลงร่างเป็นมนุษย์ Morning Shit เอ้ย!! Shift อีก อาการแม่งเลย งงๆ มึนๆ ตึงๆ ต้องปรับตัวกันอีกแทบไม่ทัน

และที่เด็ดสุดเว้ย ตอนนั้นเฮียเข้ารอบบ่ายเลิกงาน 5 ทุ่ม แต่กว่าจะเคลียร์อะไรเสร็จแม่งก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่าๆ และ ทีนี้เที่ยงคืนก็แล้ว ตีหนึ่งก็แล้ว ตีหนึ่งครึ่งก็แล้ว Night Manager ก็ยังไม่มาซะที ที่โรงแรมโทรตามตั้งแต่เที่ยงคืนครึ่งก็ไม่ติดไม่รับ โทรไปที่หอเขาก็บอกว่าพี่ Night Manager เขาไม่อยู่หอติดต่อไม่ได้ อย่ากระนั้นเลยไอ้ครั้นจะปล่อยให้น้องรอบดึกกับ Night Audit อยู่ทำงานโดยไม่มี Manager เดี๋ยวมันเกิดมีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรมามันจะพายุ่งกันไปใหญ่ ว่าแล้วก็ “ควงกะซิมึง” นี่ถ้าเป็น รปภ.กูรับสองแรงรวยแล้วเนี่ย กะบ่ายควบดึก ทำงานข้ามวันฉายวนอย่างกับโรงหนังพระโขนงราม่าลากกันไปตั้งแต่บ่ายสองยันแปดโมงเช้าของอีกวัน และที่เด็ดกว่านั้นเนื่องจากคนมันไม่มีและไม่ลงตัวจริงๆ เว้ย พอออกกะตอน 8 โมงกลับถึงบ้านอาบน้ำนอนก็ประมาณ 10 โมง พอบ่ายสามโมงเฮียแม่งต้องตื่นมาทำงานเข้ารอบบ่ายต่ออีก โอ้แย้!!!! “ที่สุดของแจ้” กันเลยทีเดียว

หลังๆ แม่เฮียเริ่ม งงๆ กับลูกตัวเองเห็นมันทำงานบ่ายบ้างเช้าบ้างดึกบ้าง สภาพเริ่มโทรมหน้าตาสิวเริ่มถามหาเพราะพักผ่อนไม่พอที่สำคัญไม่ได้เจอหน้าแม่ที่พลัดพรากจากกันนานกว่า 1 เดือนเลย (ออกแนวดราม่า) แม่เฮียแกเลยถาม “ตกลงมึงทำงานเวลาไหนเนี่ย กู งง กับมึงเหลือเกินจะชวนไปไหนบ้างก็ไม่ได้เดาเวลาทำงานมึงไม่ถูก” เฮียเลยบอกแม่กลับไปว่า “ผมมันอินดี้ แม่ไม่เข้าใจผมหรอก มันเป็นอารมณ์ศิลปินแม่” แกเลยตอบกลับมาสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “เรื่องของมึง”.... ว่าแล้วเฮียก็สรรหา แบนเนอร์โปรตีน วิตตามินซี น้ำมันปลาโอเมก้า3 มากิน กินแม่งอย่างกับเป็นขนมเลยอย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าไม่ได้บำรุงอะไรเลยแหละวะ

จริงๆ ถ้าจำเป็นจริงๆ เวลาเฮียจัดตารางนะ ถ้าใครเข้ารอบเช้าเฮียจะให้มาแทนรอบบ่ายที่หยุดได้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าจะให้รอบบ่ายมาแทนรอบเช้าต้องจำเป็นจริงๆ ถึงจะให้มา (ซึ่งแม่งก็จำเป็นทุกครั้งแหละ) ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนกันตอนที่รอบบ่ายมันหยุดมาแล้วมากกว่า เพราะถ้าวันนี้รอบบ่ายเลิกงานเบ็ดเสร็จเที่ยงคืนกลับบ้านอาบน้ำนอนตีไปซะประมาณตี 1 แล้วต้องแหกรูม่านตามาเข้างานรอบเช้าอีกตอน 6 โมงเช้าในวันรุ่งขึ้นซึ่งมันต้องตื่นก่อนอยู่แล้วประมาณตี 4 ตี 5 ร่างกายมันอาจจะปรับตัวไม่ทันและพาลง่วงไปซะ ถ้าจะให้เปลี่ยนโดยรอบบ่ายไม่ได้หยุดมาก่อนแล้วจะให้มาเช้าเลยต้องถามกันก่อนถ้าจะให้ดีว่าไหวมั้ย (ส่วนใหญ่ก็ออกแนวจะบังคับให้มันไหวนั่นแหละ) ส่วนรอบบ่ายสามารถแทนรอบดึกในวันที่รอบดึกหยุดได้ไม่ค่อยมีปัญหานะแต่วันรุ่งขึ้นถ้ารอบบ่ายเข้างานแทนรอบดึกมันควรจะเป็นวันหยุดของคนที่เข้ารอบบ่ายจะได้พักผ่อนให้เพียงพอต่อไปเลย

Cr. เฮียไงจะใครล่ะ



บทความแนะนำ