วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ข้ามาก่อนอยากนอนทันที



ตอน ข้ามาก่อนอยากนอนทันที

เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ณ ล็อบบี้โรงแรม ในขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศดี ปรากฏร่างเงาของแขกงี่เง่าตัวหนึ่งเดินมาเช็คอินท์ด้วยท่าทางเพลียๆ

แขกงี่เง่า : I wanna Check in please

พนักงาน : (เช็คอินท์ตอน 6 โมงเช้า มึงคิดได้ไงเนี่ย ป้าดดด ถ้าโรงแรมเต็มจะเอาห้องที่ไหนให้มึง) แต่ก็ยังตอบไปตามมาตรฐานสากล มอก. Of Course sir can i have your passport please?

แขกงี่เง่า: ให้พาสปอร์ตมาเรียบร้อยพร้อมเครดิตการ์ด (ค่อยยังชั่วหน่อยแม่งรู้งาน) กรอกเอกสารให้เรียบร้อย ดูเหมือนจะดีแต่จบท้ายด้วยประโยค I want to go to the room now แปลแบบ 3 ตัวตรง ไม่หลบ ไม่เอียงว่า "กูอยากไปห้องตอนนี้ได้ไหม ประมาณว่าง่วงเพิ่งลงเครื่องมา"

พนักงาน: Actually our check in time is 2PM (ไม่ใช่นิชคุณนะ) but if you want to go to the room now you have to pay an extra charge for early check in at 2,500 THB net. แปลตรงๆ เช่นกันว่า "ได้เลยพี่ ขึ้นได้แต่จ่ายมา 2,500 บาทถ้วนเป็นค่าเข้าพักก่อนเวลาบ่าย 2 โมงอันเป็นเวลาที่โรงแรมทั่วโลก จะ 5 ดาว 6 ดาว หรือ หาดาวเขาก็ทำกัน โดยปกติทั่วไปฝรั่งที่รู้ว่าไฟลท์ตัวเองจะมาเช้าเขาจะจองห้องข้ามวันไว้รอเลย คือประมาณว่าถ้ารู้ว่าไฟลท์ตัวเองจะมาถึงเช้าวันที่ 2 เขาก็จะจองห้องไว้เลยตั้งแต่วันที่ 1 เพราะเวลามาจะเข้าพักได้เลย หรืออีกทางเขาก็มาจ่ายค่าเช็คอินท์ก่อนเวลาเอา

แขกงี่เง่า : พอได้ยินคำว่า 2,500 บาทเท่านั้นแหละ หน้าตาท่าทางเปลี่ยนทันที ฟักอย่างนั้น ฟักอย่างนี้ ทำไมฉันต้องจ่าย ฉันจ่ายค่าห้องมาแล้ว (จริง ๆ กูรู้แล้วล่ะว่ามึงจ่าย แต่ที่กูให้จ่ายเนี่ยไม่ใช่ค่าห้องเป็นค่าเข้าพักก่อนเวลา ถ้าเรื่องมากแล้วทำไมไม่ทำแบบที่คนอื่นเขาทำกัน รู้ก็รู้ว่า ไฟลท์ตัวเองจะมาเช้า) ลงท้ายด้วยคำถามแกมอ้อนวอนนิด ๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ "แล้วเธอจะให้ฉันไปอยู่ไหนกว่าจะบ่ายสอง" (อ้าว นี่มึงผลักภาระให้รัฐบาลเอ้ย ให้กูนะเนี่ย มึงจะไปอยู่ไหนกูจะรู้มึงเหรอ กางเตนท์รอลานจอดรถมั้ย หรือขอบสระน้ำ เตียงผ้าใบชายหาด ก็แล้วแต่มึงดิ ถ้ากูให้มึงนอนฟรีแล้วคนที่เขาจ่ายเงินไปล่ะถ้าเขารู้แล้วเขาหาว่ากูสองมาตรฐานเก็บอีกคนอีกคนไม่เก็บทำไง) 

พนักงาน: ก็ยังใจดีนะบอกว่า "งั้น ยู ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วก็ออกไปเที่ยวหากาแฟ(สตาร์บั๊ค) กินก่อนนะ แล้วค่อยเข้ามาตอนบ่ายสองแล้วกันหรือไม่ยูก็จ่ายมา 2,500 บาท (อาจจะดูงก และก้าวร้าวแต่อยากให้รู้ว่ารายได้ทุกอย่างของโรงแรมไม่ได้หมายถึงแผนกใดแผนกหนึ่งแต่หมายถึง Service Chearg ของพนักงานทุกคน ไอ้ครั้นจะหาว่าเราไม่สุภาพกับแขกก็จะโดนเจ้านายด่าว่าไม่รักษาผลประโยชน์อีก แต่พอแข็งกับแขกมาก ๆ เข้าก็โดน Complain อีก เห็นป่ะครับ มีแต่โดนกับโดน สุดท้ายจบลงที่มันยอมจ่าย 2,500 บาท)

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ตบ มั้ย มึง




เรื่องนี้น้องเล่าให้ฟังขอตั้งชื่อว่า "ตบ มั้ย มึง"

วันหนึ่งขณะน้องกำลังยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้า Counter
แขกคนไทยกำลังคุยกับน้องอยู่หน้า Counter กระหนุงกระหนิง กระเอกสารร ขอบัตรเครดิต ขอเอกสาร และที่สำคัญเธอเดินทางมาเป็นลำดับแรก แต่ทันใดนั้นเองปรากฏร่างเงาของหญิงสาวซึ่งเป็นแขกอีกคนหนึ่งจากแผ่นดินใหญ่ เดินเสือกหน้าเข้ามาหาน้องพร้อมกับเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ โดยมิแคร์สายตาแขกคนก่อนหน้าเลย คาดว่าหน้าเธอคงฉาบด้วยปูนตราเสือเชื่อถือได้ สักพักพอแขกคนไทยเหลือบไปเห็นเท่านั้นแหละครับ ด้วยอารมณ์ที่ขึ้นนิด ๆ ประกอบกับอยากบอกให้ญาติหลินฮุ่ยผู้นี้ได้รับรู้บ้างว่า "มึงมาทีหลังนะ" (ซึ่งสำหรับชาตินี้กูว่าเอาเชือกผูกคอตายดีกว่า เพราะมันคงไม่สำนึกหรอก) แขกคนไทยเลยเอ่ยไปอย่างเรียบ ๆ ว่า "I com first. You have to wait คือมึงมาทีหลังมึงต้องรอกูนะ" แต่ประโยคที่ได้รับกลับมาครับเป็นประโยคออกแนวไม่แคร์สื่อ ไม่สนโลกมันตอบมาว่า " No. I'm not wait i come first ออกแนวว่า ไม่ กูไม่รอ กูมาก่อน (ตรงไหนวะ เห็นๆ อยู่ว่ามาทีหลัง) ทีนี้พี่คนไทยได้ยินก็ปรี๊ดแตกซิครับเลยจัดเต็มเลยครับ มาเต็มอารมณ์ลัวน ๆ ประมาณว่า "ชั้นมาก่อน ยูต้องรอเข้าใจมั้ย ตบท้ายด้วยประโยคกระตุ้นให้มันรู้ตัวนิด ๆ ว่าอยู่ที่ไหน This is Thailand" ที่นี่เมืองไทย (กะว่าเจ้แกคงให้รู้นิด ๆ ว่าอย่าเปรี้ยวให้มากนัก เพราะตัวมึงเหม็นเปรี้ยวพอแล้ว) แต่นอกจากมันจะไม่ฟังและเถียงแล้ว มันยังตามพวกมาอีก 5 คนครับ ออกแนวมาเป็นกรุ๊ป ทีนี้ก็งานเข้าน้องผมเลยครับ งานก็ยุ่งแขกก็จะมาจัด Thai Fight กันหน้า Lobby อีก ปกติถ้าทะเลาะกับแขกน่ะมันยังพอเคลียร์ได้เพราะเป็นเรื่องของเรากับเขา แต่นี่มันทะเลาะกันเองต้องวางตัวเป็นกลาง ใจนี่ทำได้อยากลากสองคนนี้ไปเข้าสภาปรองดองมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่เดี๋ยวกลัวเขาว่าปาหี่ สักพักเหมือนเหตุการณ์จะบานปลายครับ Manager เลยเข้ามารักษาความสงบหน้า Lobby ก่อนแยกย้ายขึ้นห้องนอน ดีก่อนไปไม่มีแม่ไม้มวยไทย ปะทะ กังฟู กันหน้าล็อบบี้ ไม่งั้นมีโชว์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แขกกวน ๆ




ตอน มาอีกแล้ว

พนักงาน: สวัสดีครับมีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ

แขกงี่เง่า: พี่มาเช็คอินท์ค่ะตั้งแต่ 8 โมงเช้า กูนึกว่ามึงตื่นมาใส่บาตร 


พนักงาน: ได้ครับ แต่ขอชาร์จค่า Early check 50% นะครับ ประมาณ 2500 บาท เพราะปกติเราให้เช็คอินน์ตอนบ่ายสองครับ


แขกงี่เง่า: โห น้องแพงไปมั้ย ให้พี่ฟรีเหอะนะ บ่ายสองแล้วพี่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ


พนักงาน(คิดในใจนะ) : อิห่านเอ้ย ตอนมากูก็ไม่ได้ไปลากมึงออกมาจากที่นอน มึงจะไปอยู่ไหนแล้วกูจะรู้มั้ยเนี่ย มึงจะไปนอนรอลานจอดรถมั้ยล่ะ ในเอกสารก็บอกอยู่ว่าเช็คอินท์บ่ายสองๆ นี่มึงอ่านมั่งมั้ยเนี่ย หรือปีนึงอ่านหนังสือแค่สองบรรทัด. แต่ก็ยังแข็งใจตอบไป "ไม่ได้จริงๆ ครับ เราต้องขอชาร์จเพิ่มครับพี่"


แขกงี่เง่า : นะน้องนะ ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพี่เขียนชมโรงแรมน้องให้ในเว็บพันทิพย์ น่านะพี่รู้วันนี้วันจันทร์แขกไม่ค่อยมีหรอก


พนักงาน: พูดไม่ออกในความด้านได้แต่คิดในใจ " ถ้าแค่เขียนชมแล้วได้อยู่ฟรีนี่แม่งไม่อยู่กันทั้งโรงแรมแล้วเหรอวะ แถมรู้ดีอีกว่าวันจันทร์ไม่มีแขก นี่มึงไม่คิดว่าคนเค้าอยากเที่ยววันธรรมดากันมั่งเหรอวะอีฟายเผือกในป่าใหญ่"

แขก : น้องค่ะน้ำดื่มนี่พี่ขอเพิ่มได้ไหมค่ะ

พนักงาน : ได้ครับพี่ (ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน คิดในใจว่า "ถ้ากูตอบว่าไม่ได้ มึงก็เอาจนได้แหละ


แขก : งั้นพี่ขอน้ำเพิ่มหน่อยนะคะน้อง


พนักงาน : ได้ครับพี่ รับเพิ่มกี่ขวดดีค่ะ


แขก : พี่ว่าจะขอเพิ่มแพ็คนึง (12 ขวด) น่ะค่ะน้องพอดีว่าจะเอาไว้ใส่กระติกน้ำร้อนด้วยค่ะ


พนักงาน : พี่ขออย่างนี้พี่เอาตังค์มาให้ผมไปซื้อเซเว่นให้ดีกว่ามั้ยพี่ ผมว่ามันสะดวกกว่าอีกนะ ขอกันอย่างงี้พี่ให้ผมสั่งน้ำถังให้ดีกว่า (คิดในใจนะ) จริงๆ แล้วก็ตอบไปอย่างสุภาพ "คือถ้าแพ็คนึงต้องขอประทานโทษด้วยนะครับให้ไม่ได้จริง ๆ ครับ เราเติมให้วันละสองขวด ขอเพิ่มได้เต็มที่ก็อีก สองขวดนะครับ"
แขก : เริ่มเหวี่ยงนิดๆ "อ้าวเหรอน้อง ไหนบอกได้ฟรีไง อะไรกันแค่น้ำยังหวงอีกเหรอ อย่างงี้ทีหลังไม่ต้องบอกนะว่าให้ฟรีขอเพิ่มได้


พนักงาน : (ถ้าเป็นไปได้) 8กูอยากจะบอกเหลื๊อเกิ๊น มึงเอาไปแพ็คนึงเนี่ยเอาไปอาบหรือไงวะ ขออย่างงี้นี่กูอยากจะให้ช่างเอาปั๊มไปติดห้องมึงให้เหลื๊อเกิน มึงกินไปเลยยิงกว่าแพ็คนึงอีก อาบด้วยก็ได้ หรือไม่ก็แพ็คใส่ถุงแจกแขกห้องตรงข้ามแม่งเลย

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้จักแล้วจะรักเอง (มั้ง)




ตอน รู้จักแล้วจะรักผมเอง

วันนี้มาเริ่มเรื่องที่งี่เง่า ของแขกงี่เง่า กับสถานการณ์งี่เง่า (อีกแล้ว) เช้าวันหนึ่งครับขณะที่อากาศกำลังดี ๆ ดูดีมีสง่า ราคี น้ำทะเลสีฟ้าสดใสนิ่งสงบเรียบร้อยเหมือนผ้ายัดไว้ ท้องฟ้าสีคราม (ไม่แน่ใจว่าตราไก่หรือเปล่า แต่อย่าใส่เยอะไปนะเดี๋ยวผ้ากลายเป็นสีฟ้าหมด) ทันใดนั้นเองได้เกิดเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นวัดระดับได้ไม่น่าต่ำกว่า 80 เดซิเบล ผมรับแล้วก็ทักทายด้วยประโยคต้อนรับอันยาวเหยียด คิดไปคิดมาน่าจะมีบางโรงแรมสอนให้พนักงานรับโทรศัพท์แบบอินดี้บ้างนะประเภทว่า "ฮัลโหล ที่นี่ไม่ได้โทรไปที่ไหนโทรมา" หรือไม่ก็ "วอท อัพ แหมนนนนน" อะไรประมาณนี้อ่ะนะครับ เพราะทุกวันนี้เวลาที่คุณจองห้องขอบอกเลยครับว่าถ้าแน่จริงรอฟังให้จบดิ เออ เพราะบางโรงแรมแม่งกว่าจะได้จองห้อง "สวัสดีค่ะ .....ตามด้วยชื่อโรงแรม...... ชื่อคนรับสาย......ขอบคุณที่โทรมา (เออ ขอบใจ แต่จะดีกว่าถ้ามึงรีบให้กูจองห้องหน่อย ค่าโทรกูแพง).......มีอะไรให้รับใช้ไหมค่ะ" ที่สำคัญพนักงานโรงแรมทุกคนแม่งจะถูก Front Office Manager พร่ำสอนเหมือนกันหมดประมาณว่า "หนูจ๊ะ Standard การรับโทรศัพท์ต้องพูดให้ครบภายใน 5 นาทีนะจ๊ะ" เพราะพี่จับเวลาอยู่ หาไม่แล้วฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย ควายจะออกลูก จริง ๆ ไอ้พูดให้จบเนี่ยมันก็ไม่ยากหรอกนะครับแต่ไอ้ที่ยากเนี่ยคือนี่เลยครับ แม่งให้พูดให้จบภายใน 5 นาที แม่เจ้า ตอบแบบรักษาน้ำใจนะครับประโยคยาวขนาดนี้ ชื่อโรงแรมที่บางโรงแรมแม่งเขียนบรรทัดเดียวยังไม่หมดอย่างนี้ ไหนจะประโยคแนะนำตัวเองอีก 8 นาทีเนี่ยกูว่าแม่งยังไม่พอเลยครับ กลับมาที่เรื่องของผมต่อ พอรับสายเสร็จโดยไม่ได้บอกผ่าปลายสายสวนมาเลยครับ "ผมรู้จักคุณ....ผมจะจองห้องขอราคาพิเศษหน่อย" หึ มาแล้วครับลูกอีกพวกคนใหญ่คนโต รู้จักแม่งไปหมดทุกคน คนนั้น คนนี้ คนโน้น ผมเคยไปกับคนนั้น คนนั้นเคยให้ราคานี้กับผม เอาเข้าจริง ๆ ไม่รู้เค้าจะรู้จักมันหรือเปล่า แต่ด้วยโชคร้ายครับเพราะไม่ว่ามันจะรู้จักใครใด ๆ ก็ตามตอนนี้เขาผู้นั้นได้ลาออกไปหมดแล้ว ผมจึงแจ้งกลับไปปลายสายว่า เขาที่มันว่ามันรู้จักเนี่ยออกไปแล้ว คงเหลือไว้แต่ความทรงจำ (ดีหรือเปล่าไม่รู้นะ) และราคาที่ผมให้ได้ก็เป็นราคาที่ลดแล้วได้แค่ 25% โดยมิได้บอกผ่าน และเหมือนจะไปแทงใจดำมันครับ ปานว่ามีใครเอาตีนล้วงคอไปเตะตับมัน คราวนี้เริ่มโมโหใหญ่เลยครับ "อะไรกันทำไมราคาแพงจัง คุณไม่รู้เหรอผมเป็นใคร ผมทำระบบบัญชีให้บริษัทคุณนะ" เออ แส-ดง ความโง่ชนิดควายเรียกพี่ออกมาอีกและ กูคุยกับมึงยังไม่ถึง 5นาทีนี่มึงจะให้กูไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามึงเป็นใคร คำใบ้มึงก็ไม่ให้กู มึงทำเหมือนให้กูนั่งหันหลังฟังมึงร้องเพลงในเดอะวอยซ์ไปได้ หรือมึงคิดว่ากูเนี่ยจะมีก็อตทาเล้น รับรู้ด้วยญาน(อวกาศ)ว่ามึงเป็นใคร นี่มึงแดกหญ้าหรือแดกข้าวเนี่ย แต่ผมก็ยังสุภาพแจ้งกลับไปนะครับว่า "ขอโทษนะครับ ผมไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่มีรายละเอียดด้านนี้ แต่ราคาที่ให้ได้ก็เป็นราคานี้นี่แหละครับ" ย้ำว่าพูดและอธิบายดี ๆ นะครับ มิได้มีน้ำเสียงจิกกัดหรือร้องแรกแหกกระเชิงอะไรเลย น้ำเสียงผมนี่สุขุมนุ่มลึก ที่สุดของแจ้แล้วนะนี่ แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ได้ผลกับมันครับเพราะเหมือนมันยังไม่เข้าใจ มันยังทำเหมือนกับว่าผมอธิบายข้อสอบโอเน็ตให้มันฟังครับ มันก็ยังพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง (นี่ชาติก่อนมึงเป็นทนายป่ะนี่) ยกวาระต่าง ๆ ว่ามันเนี่ยมีบุญคุณกับบริษัทผม ทำบัญชีให้นะ อย่างนั้นอย่างนี้ อดไม่ได้นี่อยากจะบอกว่า จากที่กูฟังและคำนวณหน้าที่การงานมึงมาเนี่ยนะ ไอ้ราคา 6 พันกว่าบาทที่ลดแล้วจาก 15,000 เนี่ยมันถูกยิ่งกว่าขี้เลยนะลดยิ่งกว่า 50% อีก มึงยังจะเอาอะไรอีกวะ นี่กูยอมเสียราคารับจำนำข้าวให้มึงเลยนะเนี่ย ไอ้พูดอย่างเดียวก็ไม่เท่าไหร่ครับมันเสือใส่อารมณ์โมโหอีก ปานว่าผมเนี่ยผิดมากที่ไม่รู้จักมัน (คือแบบลูกค้ากูมีเดือนละร้อยกว่าคน มึงจะให้กูนั่งจำมึงคนเดียวไงวะ) แต่ผมก็ยังยืนยัน นั่งยัน นอนยันอยู่นั่นแหละครับว่าไม่ได้ จนท้ายที่สุดเหมือนมันจะเหนื่อยและผมก็เบื่อคุยกับควายและ อยากจ้างแม่งสัก 100 ให้มันไปนั่งเล่นกองทรายดีกว่า เหมือนมันจะอดไม่ไหวเลยพูดมาว่า "ผมจะคุยกับใครเนี่ยที่ให้ผมได้ราคาพิเศษ" แหม่ อยากจะบอกจริง ๆ ว่าถ้ามึงคุยดี ๆ กับกูเนี่ยก็คงได้แหละแต่มึงมาคุยแบบควายเหล็กคูโบต้าแบบนี้ก็ฝันไปเถอะ และเหมือนผมก็อยากจะตอกหน้ามันไปสักดอกครับเลยบอกไปว่า "รบกวนคุณช่วยโทรเข้าสำนักงานใหญ่และคุยกับ ท่านประธานบริษัทเลยนะครับ" เงียบครับทีนี้ อึ้งแดกส์ไปเลยครับด้วยเพราะคิดว่าผมคงไม่กล้าพูดและคงรู้ตัวแน่ ๆ ว่ากูคงไม่โทรไปแน่เพราะประธานบริษัทผมคนนี้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ ถ้าโทรไปนี่มึงคงโดนกลับมาหลายดอกแน่มึง และหลังจากนั้นไม่ถึงนาทีครับ ตู๊ด....ตู๊ด....ตู๊ด....สายหลุดครับตัดหายไปเลย แหม่กูนึกว่าจะคุยต่อจะได้ให้มึงทำสำนวนยื่นขอราคาพิเศษมาเลยเผื่อจะได้ราคาบ้าง ฟายจริง จริ๊ง

  


วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประโยคคลาสสิคของแขกงี่เง่า


ต่อไปจะเป็นเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของแขกงี่เง่าเกี่ยวกับการใช้ประโยคที่ไม่รู้ว่ามันเป็นรูปแบบบังคับหรือไงที่ต้องพูดแบบนี้ ร้อยทั้งร้อยแขกที่ขึ้นต้นด้วยประโยคแบบนี้มันจะทำให้งานของผมยากขึ้นทันที ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนักเลยสำหรับมัน และจากนี้ไปคือประโยคสุดฮิตที่พนักงานโรงแรมจะถูกแขกงี่เง่าทั้งหลายถามขึ้นมาทุกครั้งที่มาเช็คอินท์ซึ่งบางครั้งเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะหาทางออกสำหรับปัญหาแค่แขกที่มาพักให้ความร่วมมือเหมือนกับแขกทั่ว ๆ ไปหรือคนทั่ว ๆ ไปเค้าทำกันเพราะสิ่งที่พนักงานร้องขอนั้นมันก็เป็นไปตามนโยบายและเป็นเรื่องทั่วไปที่ต้องทำก่อนที่แขกจะเข้าพักกับทางโรงแรม แต่เชื่อมั้ยครับไม่ว่ามันจะเป็นแค่เรื่องง่าย ๆ สักเพียงใดมันก็ยังมีปัญหาขึ้นมาได้เพียงแค่แขกงี่เง่าพวกนี้ไม่อยากทำตามคนอื่นอยากทำตามใจตัวเองมากกว่า ก็ไม่รู้ว่ามึงจะอินดี้ไปไหน และต่อไปนี้เป็นประโยคที่พนักงานโรงแรมจะพบเจอในทุกครั้งที่แขกพวกนี้มาทำการเช็คอินท์หรือติดต่อโรงแรม ไม่เชื่อลองดูได้
 “พี่มาหลายครั้งแล้วไม่เชื่อคุณลองเช็คประวัติพี่ดูซิ “ (อยากตอบกลับไปใจจะขาดว่า "พี่ครับ คือกูหาอยู่  10 นาทีและยังไม่เจอชื่อมึงเลยครับพี่ ไม่ทราบว่าแขกมีเป็นร้อยเป็นพัน คือกรูต้องมานั่งจำชื่อเมิงไว้ใช้ไหมครับ)....ประโยคนี้จะเกิดขึ้นเวลาที่แขกมาเช็คอินท์และพนักงานขอบัตรประชาชนหรือเอกสารอ้างอิงตัวตนในการลงทะเบียน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าการที่มึงจะหยิบบัตรประชาชนออกมาจากกระเป๋าเนี่ยมันยากมากนักหรือไงวะ ก็แค่เอามาดูแล้วก็เปรียบเทียบว่ามีตัวตนจริงแล้วก็ถ่ายเอกสารเก็บไว้ลงทะเบียน เพราะเวลาที่ทางราชการเขามาตรวจจะได้มีบันทึกเก็บไว้ว่าใครเข้าพักอะไรยังไงถ้าไม่มีโรงแรมก็จะโดนปรับด้วย ที่สำคัญเกิดเจ็บ เกิดตายขึ้นมาจะได้รู้ว่าเป็นใครอยู่ที่ไหนอะไรยังไงจะได้ส่งศพไปถูก แล้วไอ้ที่เคยมาเนี่ยบางคนนะแม่งประเภทปีนี้ปี 2010 แต่เจ้แกเคยมาตอนนู้นเลยครับปี  2005 กูจะเจอมั้ยเนี่ย

“ผมไม่ได้เอาบัตรประชาชนหรือใบขับขี่มาเลย (ออกแนวว่ากูใหญ่จะไม่ให้ใครจะทำไม)”อยากตอบกลับไปอย่างมั่กๆ ว่า : ขับรถข้ามจังหวัดนี่เมิงไม่คิดพกเอกสารอะไรเลยไงวะ คือชีวิตมึงไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยว่างั้น ประโยคนี้ส่วนใหญ่จะเจอกับแขกที่ไม่อยากให้เอกสารใดกับทางโรงแรมออกแนวความลับเยอะ เช่นพาเด็กหลบเมียมานอนแล้วไม่อยากให้เมียรู้ว่ากรูหยู่ววี่ หรือไม่อยากให้ใครรู้ว่า เฮ้ย ครั้งหนึ่งในชีวิตข้าคือผู้พิชิตเด็กเอ๊าะๆ เคยเจอนะครับมาเช็คอินท์ขอบัตรประชาชนไม่มีครับ ขอใบขับขี่ไม่ได้เอามาครับ แล้วก็ยืนมึน ๆ ไม่หาไม่กระตือรือร้นอะไรประมาณว่าโรงแรมจะเอาอะไรนักหนากูจ่ายเงินก็พอแล้ว เสร็จแล้วก็ไปลงท้ายด้วยประโยคแรกคือ “ผมเคยมาพักที่นี่คุณเช็คประวัติผมดู” อืม ดีครับมันยากมากเลยกับการให้บัตรประชาชนหรือใบขับขี่เนี่ย มึงขับรถเดินทางข้ามจังหวัดนี่มึงไม่คิดจะพกเอกสารราชการเลย หรือมีแต่ใบอนุญาติเข้าเมืองกูอยากจะรู้จริง ๆ
 “พี่ไม่ได้กินอะไรใน Mini Bar อะไรเลยค่ะ “  อันนี้จะเกิดตอนเช็คเอาท์ครับ ซึ่งบางคนก็ไม่ได้กินจิง ๆ แต่บางคนกินแล้วยังเสือกหน้ามึนบอกไม่ได้กินอีก ออกแนวโรคจิตอ่ะครับ เจอแบบนี้ผมนี่อยากจะตอบกลับไปเหมือนกันว่า : ซากกระป๋องโค้ก ซากขวดน้ำ ซองช็อคโกแลตกองในถังขยะห้องพี่เต็มเลยครับ ถ้าพี่ไม่กินแล้วใครกินอ่ะครับพี่ หรือข้างๆ ห้องปีนเข้ามาแอบกินหรือเปล่า นี่ถ้าไม่เกรงใจเงิน 35 บาทค่าขนมนี่กูจะออกให้มึงเลยอ่ะ อายเค้ามั้ยเนี่ย
“เมือวานคุยกับน้องผู้ชายเค้าบอกให้ Late Check out ออกตอน 4 โมงเย็นได้ค่ะ“ เจอแบบนี้ต้องตอบไปครับว่า: ทั้งโรงแรมมีผู้ชายอยู่ 200 คน คือกูจะรู้มั้ยครับเนี่ยว่าคนไหนคุยกับพี่ นี่พี่เห็นผมกินหญ้าป่ะนี่ ผมไม่ง่ายนะพี่(แต่ได้ไม่ยาก)
“น้องไม่ต้องอธิบายอะไรพี่เคยมาพักแล้วพี่รู้เอากุญแจกมา” แต่หลังจากขึ้นห้องได้ 5 นาที โทรกลับมาอย่างไว "น้อง ๆ น้ำเปล่าในตู้เย็นนี่ฟรีมั้ยครับ" เฮ่อๆ กูเชื่อมากว่ามึงเคยมาแล้ว
 “ชั้นซื้ออินเตอร์เน็ตไปตอนนี้เล่นไม่ได้มีปัญหาเธอต้องคืนเงินชั้น” ปัญหาคืออะไรรู้มั้ยครับ.. ปัญหาคือมันซื้อแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตเล่นแค่วันเดียว หมดอายุตั้งแต่ชาติที่แล้ว นี่แม่งวันที่ 3 แล้ว มันใช้ไม่ได้ก็ถูกแล้วไง มึงก็ซื้อใหม่ดีกว่ามั้ย
“พี่ขอ Late Check Out (ตั้งแต่ยังไม่ได้เช็คอินท์) ได้มั้ยค่ะ คือแบบอยากตอบกลับไปว่า: ผมว่าพี่เช็คอินท์ก่อนดีมั้ยครับ นี่ยังไม่ได้ขึ้นห้องเลยนะ เซนต์เอกสาร กินน้ำกินท่าก่อนนะพี่นะ ยังไม่ได้อินท์เลยพี่จะเอาท์แล้วเหรอครับ
“ทำไมของพี่จองผ่านเว็บไซต์แล้วไม่ได้อาหารเช้าค่ะ”  ทำถามสุดคลาสสิคอมตะมหานิรันดร์กาล ซึ่งโดยปกติมันจะเถียงเราอยู่อย่างนั้นแหละว่าทำไม ทำไม และทำไม โดยที่เราต้องตอบมันให้ได้ด้วยนะครับ ซึ่งจริง ๆ แม่งเป็นเรื่องของเว็บต์ไซต์นะเนี่ย แต่แม่งมาเหวี่ยงกรูทำไมเนี่ย สักวันทนไม่ไหวคงตอบกลับไปครับว่า : คุณพี่ครับตอนมึงจองเนี่ย กูไปนั่งอยู่กับเมิงครับ มึงจองเอง จ่ายเงินเอง เลือกแพ็คเกจเอง แล้วเสือไม่อ่านเงื่อนไขละพี่ แถมอธิบายง่าย ๆ ยังไม่ยอมเข้าใจ สุดท้ายคืออยากได้อาหารเช้าฟรี
 “อัพเกรดฟรีให้พี่ได้มั้ยค่ะ” (อยากตอบกลับไปว่า : พี่ช่วยเหลือกตาดูราคาที่จองมาและประเภทห้องของพี่นิดนึงน๊ะคับ จ่ายสองพันเสือกจะอยู่ห้องสองหมื่น นี่หน้าพี่ทำด้วยกระเบื้องตราช้างป่ะครับ
“พี่รู้จัก GM ค่ะ” เสร็จแล้วก็ขอราคาถูก ๆ ... แหม่่ วันนึงเนี่ยมีคนรู้จัก GM ไม่น้อยกว่า 10 คน อยากถามกลับสักคำแล้ว GM เค้ารู้จักพี่มััยคับ
“ทำไมห้องมองไม่ค่อยเห็นทะเลค่ะ” สุดยอดประโยคร้องขอ แม้บางทีห้องที่แม่งได้จะอยู่ชั้นสูงสุดของโรงแรมแล้วก็ตาม แม่งก็ยังด่าด้้วยสาเหตุว่าอยากได้อะไรฟรีหรือมีห้องใหม่ได้ยิ่งดีเลย  เจอพวกนี้อยากบอกว่า "โทษครับพี่ สูงกว่านี้ก็มีครับ ดาดฟ้าสวีท ทั้งชั้นของพี่คนเดียวเลยครับ สูงโคตรๆ เห็นทะเลแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว
"ถ้าอยู่ต่อขอราคาเดิมได้มั้ยคะ".อยากบอกว่าร้อยทั้งร้อยที่มาแบบนี้ ถ้ากรูตอบไม่ได้มึงก็เอาจนได้แหละอิฟายเผือก 
ก็ผ่านไปแล้วนะครับประโยคที่เจอและเป็นปัญหาบ่อยๆ ซึ่งจริงๆ มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากหรอกครับถ้าแขกเข้าใจในคำอธิบายของพนักงานแต่ส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือไม่อยากเข้าใจน่ะซิ 

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

ตอน The Net สัญญาณอินเตอร์เน็ตนรก





ตอน The Net สัญญาณอินเตอร์เน็ตนรก


เรื่องเริ่มต้นขึ้น ณ เวลาประมาณ 3 ทุ่มเห็นจะได้ไม่ขาดไม่เกินครับ ผมได้รับแจ้งจากทางน้อง Operator ว่ามีแขกห้องหนึ่งไม่สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ เนื่องจากว่าเขาเชื่อมต่อ สัญญาณแล้วมีปัญหาการ connect ระหว่างสัญญาณอินเตอร์เน็ตของโรงแรมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขา ทันทีที่ได้รับรายละเอียดปัญหาเนี่ยนะครับจากประสบการณ์อันน้อยนิดของผมที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการไอทีและเคยได้รับการบอกเล่าจากเหล่าพนักงาน IT ต่าง ๆ กรณีที่แขกไม่สามารถต่อสัญาณกับอินเตอร์เน็ตได้เนี่ยจะมีอยู่หลัก ๆ 2 ปัญหาครับอันดับแรกคือแขกเปิด Firewall ซึ่งเป็นโปรแกรมต่อต้านไว้รัส ไว้ในระดับที่สูงมั่ก พอ ๆ กับตึกใบหยก 2 ตึกต่อรวมกันซึ่งทำให้ ระบบการให้บริการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตของทางโรงแรมเนี่ยไม่สามารถ เข้าไปทำการเชื่อมต่อกับตัวเครื่องของแขกได้เพราะระบบดังกล่าว จะทำการป้องกันการเชื่อมต่อสัญญาณที่นอกเหนือจากที่แขกได้เคยทำการเชื่อมต่อมา เช่น แขกเคยเล่นอินเตอร์เน็ตที่บ้านหรือที่ทำงานและใช้การเชื่อมต่อผ่านระบบอินเตอร์เน็ตของที่บ้านหรือที่ทำงานโปรแกรม Firewall (ไม่ใช่กำแพงไฟนะ)ได้ทำการบันทึกและตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่า “เออ มึงผ่านมาเชื่อมกับกูได้เลย ไม่มีไวรัสนี่ เค ๆ เข้ามาเลย” แต่กลับกันพอเวลาที่แขกมาพักที่โรงแรมโปรแกรม Firewall ยังไม่เคยได้ตรวจสอบระบบของทางโรงแรม ว่ามีไวรัสหรือเปล่า หรือมีแนวโน้มการเชื่อมต่อเพื่อขโมยข้อมูล ในคอมพิวเตอร์ของแขกจำพวก เอกสาร ไฟล์ ภาพหรือคลิ๊ปต่าง ๆ มั้ย ทีนี้มันก็จะไม่ยอมรับการเชื่อมต่อครับหรือออกแนวไล่เลยว่า “อย่ามานะตัวเอง เค้าไม่รู้จัก ไปไกล ๆ เลย ชิ้ว ๆ” ทีนี้ถ้าเกิดแขกจะทำการเชื่อมต่อเนี่ยแขกจะต้องทำการลดระดับความสัมพันธ์ เอ้ย ไม่ใช่ ลดระดับการป้องกันของ Firewall จากระดับสูงปี๊ดเท่าตึกใบหยกมาเป็นระดับกลางพอ ๆ กับเสาไฟฟ้าหรือระดับต่ำสุดพอ ๆ กับกำแพงหมู่บ้านแทนเพื่อให้โปรแกรม Firewall ลดตัว เอ้ย ระดับความเข้มข้นของการตรวจสอบจากวรรณะที่สูงกว่ามาสู่วรรณะที่เท่าเทียมกันทางสังคม และอนุญาติให้คอมพิวเตอร์ จัดการเชื่อมต่อกับระบบ อินเตอร์เน็ต ของทางโรงแรม ได้ ส่วนกรณีที่สองที่ทำให้แขกไม่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้ก็คือแขกที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่เป็นของบริษัทซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแขก Corporate ที่มาอาศัยและทำงานในเมืองไทย ประมาณว่าบริษัทต่างชาติที่มีสาขาอยู่ในเมืองไทยส่งตัว มาดูแลกิจการในไทยแล้วทางบริษัทเอาโน๊ตบุ๊คมาไว้ให้ใช้ทำงาน (แต่บางทีกูก็เห็นแอบดูรูปสาวกันนะโว้ย) ซึ่งในกรณีนี้ทางบริษัทจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่สูงมั่ก ๆ ถึงมากที่สุด โคตรพ่อโคตรแม่ระบบรักษาความปลอดภัยปานว่ากลัวใครจะมาจารกรรมข้อมูลแห่งชาติเพราะเนื่องจากในคอมพิวเตอร์ที่แขกนำมาใช้นั้น เป็นของบริษัทซึ่งมีข้อมูลทางการค้าและรายละเอียดมากมายร้อยแปดอย่างที่เกรงว่าหากคู่แข่งทางการค้าได้ไปอาจเป็นอันตรายต่อกิจการของตัวเองถึงขั้นล้มละลายได้เลยนะเว้ย ปกติถ้าแขกใช้คอมพิวเตอร์เชื่อมต่อ กับระบบอินเตอร์เน็ตที่โรงงานหรือที่บริษัทก็จะสามารถใช้งานได้ปกติเพราะไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาล้วงลับตับแตกข้อมูลอะไร หรือถ้าโดนล้วงไปก็สามารถตรวจสอบได้ว่าใครเอาไป เอาไปที่ไหน เอาไปเมื่อไหร่ และวันไหนจะเอามาคืน แต่กลับกันเมื่อแขกมาใช้งานที่โรงแรมแล้วจะเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตของทางโรงแรม คอมพิวเตอร์ของแขกจะทำการล็อคสัญญาณและปฏิเสธการเชื่อมต่อทุกกรณีแบบไม่ต้องเสนอหน้ามาเลยนะกูไม่เอา เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านความปลอดภัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวแขกคนเดียวแต่มันรวมถึงบริษัททั้งบริษัท ทีนี้ถ้าเกิดเวลาที่แขกจำเป็นจะต้องใช้จริง ๆ ประมาณว่าทำงานไม่เสร็จในเวลาเพราะอู้บ่อยประเภท เช้าสาย บ่ายหลับ กลับเร็ว จนต้องหอบงานเอากลับมาทำต่อหลังเลิกงาน แขกก็จะต้องแจ้งให้บริษัททราบเพื่อทำการตรวจสอบสัญญาณของทางโรงแรมก่อนว่าปลอดภัยต่อการแฮ็คข้อมูลหรือมีไวรัสอะไรแอบแฝงมาหรือเปล่า ก่อนที่จะทำการปลดล็อคเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของแขกสามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ตของทางโรงแรมได้ สำหรับทางแก้ไขปัญหานี้เนี่ยสำหรับกรณีแขกที่มีปัญหาการเชื่อมต่อเคสแรกที่เกิดจาก Firewall เนี่ยไม่ค่อยมีปัญหามากเท่าไหร่เพราะแขกพอจะเข้าใจ ได้เวลาที่เราอธิบายให้เขาฟังว่าทำไมเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ได้ ที่สำคัญมันสามารถแก้ไขได้ทันทีและรวดเร็วโดยไม่ต้องรอแผนก IT (ที่บางทีตามตัวยากมากหรือบางทีปัญหาชอบเกิดหลังจากที่ พวกเขาเลิกงานไปแล้ว) แต่ปัญหาการเชื่อมต่อไม่ได้ในกรณีที่สองเนี่ยอันนี้อาจต้องอธิบายกันยาวเป็นมหากาพย์ไตรภาคกันเลยทีเดียวว่าทำไมถึงเข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้แล้วยิ่งแขกบางคนพูดภาษอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงแล้วด้วยเนี่ย ยาวครับงานนี้ร้อยทั้งร้อยแขกชอบคิดว่า “ทำไมตอนอยู่บริษัทชั้นยังใช้งานได้เลย ทำไมโรงแรมยูใช้ไม่ได้” หรือไม่ก็ชอบถามย้อน “ทำไมต้องติดต่อบริษัทให้ปลดสัญญาณด้วย ใช้เลยไม่ได้หรือไง” ซึ่งกว่าจะอธิบายให้เข้าใจได้เนี่ยต้องใช้เวลานานถึงนานมาก อธิบายกันจนบางทีไม่เข้าใจทะเลาะกันไปก็มี ที่สำคัญศัพท์ที่ใช้เวลาอธิบายเนี่ยก็เป็นภาษาคอมพิวเตอร์แขกบางคนก็ไม่เข้าใจ ไอ้ครั้นจะหาคำอื่นมาอธิบายก็คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าจะพูดยังไง กรณีที่ผมเจอวันนี้เนี่ยหลังจากที่ได้รับแจ้งปัญหาผมก็จัดการไปหยิบ Correspondance ของแขกมาดูก่อนว่าเป็นใครมาจากไหน เชื้อชาติอะไรเป็นแขก corporate หรือเปล่าหลังจากตรวจสอบรายละเอียดแขกแล้วก็ไม่พบ ปัญหาการทุจริตใด ๆ ครับ แต่มันทำให้ผมทราบว่าแขกไม่ใช่แขก Corporate แต่ที่หนักกว่านั้นครับ แม่งเป็นเจ้าของบริษัทเลยครับแถมอยู่เป็นเดือนอีกต่างหาก เอาแล้วซิกู ไปไงดีวะเนี่ยนี่ก็ 3 ทุ่มและ IT แม่งกลับบ้านไปหมดแล้วด้วยจะหันหน้าไป พึ่งใครดีวะเดินไปไหว้ศาลหน้าโรงแรมนี่ท่านจะออกมาช่วยกูได้มั้ยวะเนี่ย ตัวกูเองแม่งก็ไม่ได้เซียนคอมพิวเตอร์ซะด้วย ขณะที่กำลังคิดหาทางออกอยู่นั้นน้อง GSA ที่เข้ารอบด้วยกันได้รับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง โทรตรงลงมาที่ counter เลยครับ และเหมือนฟ้าเป็นใจก่อนที่น้อง GSA จะวางหูไปผมได้ยินประโยคคลาสสิคสุดยอดอมตะนิรันดร์การ “ Of course sir! My Manager will call your back. Sorry for your inconvenience” ประมาณว่า “เดี๋ยวชั้นให้ผู้จัดการโทรกลับนะตัวเอง” เฮ่อ ๆ รับประกันได้ว่าถ้ามีประโยคนี้นำหน้าแม่งไม่ใช่เรื่องดีแน่นอนพอวางหูเสร็จมันเดินมาหาเลยครับน้องผม “พี่ครับ แขกห้อง 1205 มีปัญหาเรื่องอินเตอร์เน็ตต่อไม่ได้ครับเขาบอกว่าแจ้งมาแล้วยังไม่มีใครขึ้นไปเลยพี่” อยากบอกมันกลับไปเหลื๊อเกินว่า กูเนี่ยก็อยากรีบขึ้นไปหรอกนะถ้าเกิดว่ากูเนี่ยเกิดมาเป็นลูก บิล เกตต์ ที่แม่งรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทู้กเรื่องแต่เนี่ยกูเป็นแค่พนักงานโรงแรมธรรมดาเนี่ย แล้วแม่งจะเอาข้อมูลเรื่องคอมพิวเตอร์อะไรไปช่วยแขกวะ แต่จนแล้วจนรอดผมก็ต้องรีบขึ้นไปครับเพราะไม่ว่าจะยังไงต้องให้แขกเห็นหน้าก่อนเดี๋ยวหาว่าไม่สนใจ (ขี้งอนนะมึงเนี่ย) ไปถึงผมก็เคาะประตูห้องเลยครับพร้อมทำท่าทางให้น่าเชื่อถือมาก ออกแนวมืออาชีพเลย แขกก็เดินมาเปิดประตูให้เสร็จเรียบร้อยพอเข้าไปในห้องครับ แม่เจ้า นี่กูนึกว่ากูอยู่ในสำนักงาน google หรือเปล่าวะเนี่ย นี่มึงมาพักผ่อนหรือมึงย้ายสำนักงานมาไว้ที่โรงแรมกูวะ บนโต๊ะในห้องตอนนี้ประกอบด้วย โน๊ตบุ๊ค 4 ตัวแถม 1 ในนั้นเป็นของ Apple ที่มีระบบปฏิบัติการ IOS ซึ่งเป็นการใช้เฉพาะกลุ่มและขอบอกว่า “กูไม่ใช่ 1 ในกลุ่มนั้นแน่เพราะนอกจากไม่มีเงินซื้อของยี่ห้อนี่ที่แพงบรรลัยแล้ว โปรแกรมนี้เนี่ยไม่เคยผ่านตาผ่านใจหรือผ่านมือมาก่อน ฉะนั้นความรู้โปรแกรมนี้จึงเป็นศูนย์ไปโดยปริยาย” เท่านั้นไม่พอยังมีโทรศัพท์มือถือ Smart phone อีก 3 เครื่องออนไลน์อยู่ โอ้โหนี่มึงเป็นเจ้าพ่อ กสท. ป่ะเนี่ย ช่วงที่กำลังตะลึงตึงตึงอยู่นั้นแกก็เดินมาหาเลยครับแล้วก็จัดเต็มครับบรรยายหมดว่าปัญหามันเป็นอะไร ยังไง ที่ไหน เมื่อไหร่ แล้วจะเอายังไง ที่สำคัญแกบอกว่า “ชั้นเสียเงินไปกับการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ได้ที่โรงแรมเธอเป็นหมื่น ๆ เหรียญแล้วนะ” เอาแล้วซิครับมีปัญหาไม่พอยังมากดดันกูอีก IT กูเป็น Manager ก็จริงแต่ก็ไม่ได้ Got Talent เก่งแม่งทุกอย่างซะด้วย ส่วนไอ้คนที่รู้เรื่องและทำได้แม่งก็กลับบ้านไปหมดแล้วด้วยโทรหา ก็เสือกไม่รับสักคน ความรู้คอมพิวเตอร์กูก็มีเพียงแค่ชั้นป.4 ซึ่งถ้าดูแล้วเนี่ยไม่น่าจะแก้ปัญหาให้มึงได้เลย แต่ก็ยังใจดีสู้เสือครับผมก็เริ่มต้นเช็ค Firewall ของคอมพิวเตอร์ทุกตัวว่าอยู่ในระดับใดไอ้เครื่องอื่นเนี่ยไม่มีปัญหาครับ แต่พอมาเจอไอ้เครื่อง Apple ใบ้แดกส์ครับพี่น้องไปไม่เป็นเลยครับจะกดตรงไหน จะพิมพ์ยังไง Program อยู่ที่ไหนไม่รู้จริงๆ ครับคิดในใจ จะบอกมันไงดีวะถ้าบอกว่าเช็คไม่เป็นเดี๋ยวมันก็หาว่ากูเชยอีก หรือถ้าดั้นด้นไปเช็คเกิดผิดพลาดคอมแม่งเจ๊งขึ้นมาสงสัยกูคงต้องกลับ บ้านนอกไปเลี้ยงควายแน่อารมณ์เหมือนขับรถไปแล้วเจอทางตันอ่ะครับไปไหนไม่ได้ แต่เมื่อคิดดีแล้วว่ายังไงก็ยังไม่อยากกลับบ้านนอกตอนนี้ ผมก็เลยบอกแกไปตรง ๆ ครับว่า “ฉันไม่เคยใช้โน๊ตบุ๊คของ Apple นะ เพราะฉะนั้นฉันจะไม่เช็คเครื่องนี้ให้ยูนะ ถ้ายูจะเช็คเดี๋ยวพรุ่งนี้พนักงาน IT มาฉันจะให้เขาขึ้นมาดูให้” เหมือนจะเป็นโชคดีอย่างเดียวในความซวยของผมครับ แกพยักหน้าแล้วเดินมาปิดโน๊ตบุ๊ค Apple เก็บเข้ากระเป๋าพร้อมบอกว่า “Don’t worry it not important” เอาโว้ยโชคดีไปขจัดปัญหาไปได้และ 1 แต่แม่งเหลืออีก 3 ผมเริ่มต้นเช็คระบบ Firewall ทีละเครื่อง ๆ ครับแล้วก็พบว่ามันถูกตั้งอยู่ในระดับปานกลางที่สามารถเชื่อม ต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตได้ทั่วไป ทีนี้มันก็เหลือปัญหาเดียวครับคือบางทีแกอาจจะใช้เครื่องโน๊ตบุ๊คของบริษัทอยู่ก็ได้เลยทำให้ต่อสัญญาณไม่ได้ คิดได้ผมก็เลยหันไปถามแกว่า “อันนี้ยูใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทหรือเปล่า” ภาวนาให้ตอบว่าใช้ครับเพราะผมจะได้พบทางออกโดยการให้แกติดต่อกลับไปที่บริษัท (ออกแนว ไปให้พ้นกูก่อนเป็นดี) แล้วสั่งปลดล็อคระบบเพื่อทำการเชื่อมต่อสัญญาณ แต่คำตอบที่ได้มาจากแกทำให้ผมแทบจะโดดตึกตายครับ “No I’m not. This is my personal computer” หมายความแว่ อันนี้อ่ะคอมกูส่วนตัวโว้ยสาดดดซื้อเองไรเองรวยไงมึง ไม่ใช่ของบริษัท จบครับ จบเลย เอาไงล่ะกู สัญญาณอินเตอร์เน็ตโรงแรมก็ปกติ Firewall ก็ปกติแล้วทำไมมันต่อไม่ได้วะผมก็ลองดูนั่นดูนี่ดูโน้นไปเรื่อย ๆ ตามความรู้น้อยนิดที่ผมมีอ่ะนะครับว่าทำไมมันถึงต่อไม่ได้จนเวลาผ่านไปประมาณ 30 นาทีซึ่งถือว่านานมาก แกเริ่มหงุดหงิดครับเดินมาถามเลยเสียงดังด้วยว่า “เสร็จหรือยังชั้นจะได้ทำงาน นี่นานแล้วนะ” เอาและครับ บรรยากาศเริ่มขุ่นมัวและก็แม่งจะเสร็จได้ไงวะก็กูทำไม่เป็นพนักงาน IT โทรไปก็เสือกไม่รับอีกเมื่อไม่รู้จะทำไงผมก็บอกแกไปตรง ๆ อ่ะครับว่าผมเช็คเรียบร้อยแล้วทุกอย่างปกติแต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงเชื่อมต่อสัญญาณไม่ได้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เช้า IT มาจะให้รีบมาดูอาการให้ได้ไหม ยังไมทันจะพูดจบครับแปลงร่างเลยครับทีนี้มาเต็ม เลยครับ พื้นห้องตอนนี้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรไปหมดแล้ว ฟักอย่างนั้น ฟักอย่างนี้ เดินไปบ่นไป ตบโต๊ะโวยวาย ทุ่มหนังสือเอามือกุมหน้าปานว่าชีวิตดับสลายไปแล้ว ที่สำคัญเดินมาด่าผมอีก “ยูต้องทำให้ได้เพราะชั้นจำเป็นต้องทำงาน ทำให้ได้เดี๋ยวนี้เลย” อ้าวนี่มึงไม่เข้าใจหรือนี่ กูก็เพิ่งบอกไปเมื่อกี้นี่ว่ากูทำไม่เป็นมึงจะให้กูทำอะไรอีกอ่ะให้กูยืนไว้อาลัยให้มั้ยกูทำได้นะพวงหรีดมา หรือจะให้กูทำจนพังเลยมั้ยอ่ะพูดไม่พูดเปล่าครับเอามือพลักผมให้หันหน้าเข้าหาโน๊ตบุ๊คอีกแล้วเร่งให้ทำอยู่นั่นแหละ ตอนนี้ผมก็เริ่มมีอารมณ์นิด ๆ และครับเพราะมันเริ่มมีมาถูกเนื้อต้องตัวและอยากบอกว่ากูไม่ง่ายนะมึง (แต่ได้ไม่ยาก) จำไว้เลยนะครับว่าไม่ว่าคุณจะโมโหหรือโกรธกับปัญหาความไม่สะดวกที่ ไม่ได้รับกับทางโรงแรมแค่ไหน คุณต้องเข้าใจไว้ด้วยว่าบางปัญหามันไม่ได้มาจากพนักงานหรือมาจากพนักงานคนอื่นซึ่งไม่ใช่คนที่เขากำลังมาช่วยคุณ ส่วนใหญ่คนที่เขาไปหาคุณเนี่ยเขาขึ้นไปเพราะมีหน้าที่แก้ไขไม่ได้ไปให้คุณระบายอารมณ์ คุณจะด่าจะว่าอะไรเขาก็ได้แต่คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องตัวหรือทำร้ายร่างกายเขาไม่งั้นคุณก็จะโดนข้อหาทำร้ายร่างกายได้ ตอนนี้ผมยังควบคุมอารมณ์ได้อยู่อ่ะนะครับผมก็พยายามคิดถึงการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต ที่เคยพบเจอมาหลาย ๆ ปัญหาเพื่อจะหาทางออกดูว่ามันจะเอามาใช้กับการแก้ไขครั้งนี้ได้ไหมซึ่งมันก็ต้องใช้สมาธิมากเหมือนกัน แต่ในขณะคิดไปมันก็ยังเดินไปเดินมาเอะ อะ โวยวายในห้องอยู่อย่างนั้นอ่ะครับ บ่นแม่งไปเรื่อยแถมก็ยังปลูกผักไปด้วย ฟักอย่างนั้น อย่างนี้ไปอีกเป็นไร่ (ปลูกมากไประวังราคาตกนะมึง รัฐบาลเขาไม่รับจำนำฟักนะ) ในขณะที่ผมคิดอยู่นั้นมันมีแว้บนึงในความคิดขึ้นมาครับเกี่ยวกับปัญหานี้ซึ่งเพื่อนผมเนี่ยเคยบอกไว้ว่า โน๊ตบุ๊คบางตัวจะมีปุ่มกดเปิดปิดการเชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะผ่าน Wifi หรือ สาย Cable ให้เราหาปุ่มนั้นบน Key borad หรือข้าง ๆ เครื่องแล้วเปิดมันซะเท่านั้น เราก็จะสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้และเหมือนเป็นโชคดีครับ ที่คอมพิวเตอร์หน้าผมตอนนี้แม่งเป็นยี่ห้อเดียวกันหมดเลยครับพี่น้องครับ ผมจึงจัดการหาเลยครับว่ามันอยู่ตรงไหน บอกตามตรงว่าลุ้นให้มันมีมาก ๆ เพราะถ้าหากไม่มีกูก็ไม่รู้จะทำยังไงและ ที่สำคัญคงโดนฟักถล่มอีกเป็นชุด ๆ หาอยู่สักพักครับเหมือนสวรรค์มาโปรดเจอจริง ๆ ครับเป็นปุ่มเล็ก ๆ อยู่ข้าง ๆ เครื่องและมีเครื่องหมายเสาอากาศกระจายสัญญาณกำกับอยู่ด้วยด้วยความมั่นใจครับว่ามันต้องใช่ ต้องใช่แน่ ๆ ผมเลยลองเปิดดูครับ อ้อ ลืมบอกไปช่วงที่กำลังดำเนินการอยู่เนี่ยแม่งยังไม่เลิกบ่นเลย นี่มึงจะบ่นเอาโล่ไงวะ จากนั้นผมก็ลองเชื่อมต่อสัญญาณใหม่และลองเข้าเว็บไซต์ดู ปรากฏว่าเข้าได้ครับ โอ้พระเจ้ายอดมันจอร์จ มากผมรีบโชว์ผลงานให้มันทันทีครับ (ที่ตอนนี้กำลังสวมบทชาวไร่ปลูกผักอยู่เลยครับ) ใจเนี่ยอยากจะเดินไปจูงจมูกมาดูจริงๆ แล้วบอกมันไปในตัวพร้อมนั่งป้อนหญ้าให้ด้วยว่า “เครื่องโน๊ตบุ๊คมึงเนี่ยมันมีปุ่มเปิดปิดสัญญาณเน็ตอยู่นะ มึงต้องเปิดมันก่อนนะถึงจะต่อได้ไม่ได้มีตังค์ซื้ออย่างเดียวนะ ศึกษาบ้าง ข้าวน่ะกินบ้างนะอย่ากินแต่หญ้า” แล้วเนี่ยคอมพิวเตอร์มันเองเนี่ยทำไมไม่รู้จักสังเกตุวะหา พอเห็นว่าใช้เน็ตได้มันดีใจใหญ่เลยครับ รีบกระโดดกอดผมใหญ่เหมือนเด็กได้ของเล่นก็ไม่ปาน ผมก็ได้แต่ยิ้มแหย๋ๆ พอมั่นใจว่าใช้ได้แน่นอนแล้วผมก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อครับ มันก็ตามมาส่งถึงหน้าห้องเลยครับ หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมากผิดกับเมื่อกี้เป็นคนละคน เอาครับ ความสุขของแขกตบท้ายด้วย 500 บาทอภินันทนาการจากชาวไร่ฟักทองครับ


บทความแนะนำ