วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ตอน มันอาจจะผิดที่เป็นอย่างนี้

ตอน มันอาจจะผิดที่เป็นอย่างนี้
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากความประมาทของแขกเองในการไม่ระวังจนทำให้เจ็บตัวและแน่นอนโรงแรมรับผิดชอบเต็มที่แต่ก็อย่างที่ว่าเพราะถ้าจบง่ายๆ คงไม่ได้ตำแหน่ง FTG of the year ก็เลยต้องเล่นใหญ่ซะหน่อย
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อเฮียได้รับแจ้งจากน้อง Operator ว่า “เฮียคะๆ แม่บ้านโทรลงมาแจ้งว่าแขกห้อง 3203 โดนแก้วบาดค่ะ” เฮียรับสายเสร็จก็รีบขึ้นไปที่ห้องพร้อมกล่องประถมพยายาม เอ้ย!! พยาบาล First Aid พร้อมด้วยน้อง Bell Boy อีกคนเผื่อมีเหตุการณ์อะไรหนักกว่าที่คิดจะได้ให้น้องรีบจัดการเรียกรถพยาบาลพอขึ้นไปถึงห้องแขกประตูห้องเปิดอยู่เฮียก็เคาะที่ริมประตูให้รู้ว่ามาแล้ว (แม้ประตูจะเปิดอยู่แต่มันก็จะเป็นการ Attention แขกที่มีมารยาทเพื่อให้แขกหันมาสนใจเรา) เฮียก็รีบเข้าไปแล้วก็ถามแขกเลยว่า “ยู Ok ไหม? จะไปโรงพยาบาลหรือเปล่า?” คือตอนนั้นเฮียเห็นแล้วแหละว่าแผลมันไม่ลึกแล้วแขกก็ล้างกับน้ำกินที่สะอาดที่เตรียมไว้ในห้องเรียบร้อยแล้วตรงพื้นห้องก็มีเลือกหยดอยู่เล็กน้อย 3-4 หยดแผลไม่ได้ใหญ่เฮียก็เลยบอกแขกไปอีกว่า “ชั้นมีกล่องปฐมพยาบาลมาเผื่อยูต้องการ..ยังไงเดี๋ยวชั้นจะทำแผลให้นะ” จริงๆ ทักษะการปฐมพยาบาลเบื้องต้นนี้เราก็ควรมีกันไว้ด้วยนะจะเป็นเรื่องที่ดีมากเลยพอถามจบสามีของแขกผู้หญิงก็ตอบ “Ok แล้วก็เอากระเป๋าไปทำแผลกันเอง” จังหวะที่ทำแผลเฮียก็เลยถามแกไปว่า “ขอโทษนะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอ? มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า?” แขกก็ตอบมาว่า “ชั้นหยิบแก้วน้ำขึ้นมาจะดื่มน้ำแล้วก็เดินไปจะหยิบรีโมททีวีแล้วบังเอิญชั้นทำรีโมทหลุดมือชั้นตกใจก็เลยปล่อยแก้วน้ำไปคว้ารีโมททีวีแก้วเลยตกแตกบาดใส่ชั้น”
เฮียก็เลยแนะนำแขกเพราะตอนนั้นโรงแรมมีประกันบุคคลที่สามอยู่แล้วเลยอยากให้แขกไปหาหมอเพื่อความปลอดภัย “ชั้นว่ายูไปพบหมอที่โรงพยาบาลก่อนดีไหมเดี๋ยวทางโรงแรมจะจัดการค่าใช้จ่ายให้นะ?” มันเป็นการซื้อใจแขกด้วยบริการที่จริงใจและให้ความช่วยเหลือเต็มที่ที่พวกเราทุกคนทำกันอยู่แล้วแต่แขกตอบกลับมาว่า “ไม่ล่ะชั้นไม่เป็นไรมาก..แต่ถ้ายูอยากช่วยยูเอาเงินให้ชั้นไปหาหมอเองก็ได้ถ้าชั้นว่างๆ ชั้นจะไปเอง” มาถึงตอนนี้มันเริ่มแปลกๆ เฮียก็อธิบายไปว่า “ไม่ได้หรอกเพราะโรงแรมชั้นทำประกันไว้..ยูต้องไปที่ รพ. ซึ่งเรามีรถพาไปยูไม่ต้องเสียค่าโดยสารแล้วหลังจากนั้นเรื่องค่าใช้จ่ายทางประกันกับโรงพยาบาลและโรงแรมเค้าจะประสานกันเอง..เราเป็นห่วงสวัสดิภาพของยูนะ” รู้ป่ะแกบอกว่าไง....แกตอบเฮียมาว่า “ชั้นบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไรเอาเงินมาให้ชั้นไปหาเองชั้นไม่อยากยุ่งยาก” พร้อมกับท่าทีที่เริ่มนิ่งๆ เหวี่ยงๆ เฮียก็ตั้งสติและประมวลผลเคสนี้ว่าแขกต้องการอะไรในระดับความเร็ว 4GB ผลสรุปก็ได้ออกมาว่า “น่าจะต้องการเงินไปหาหมอเองแล้วคงอยากจัดการในส่วนต่างเพราะจากที่เจอถ้ากรณีแขกบาดเจ็บในโรงแรมร้อยทั้งร้อยต้องอยากไปโรงพยาบาลก่อนเป็นอันดับแรก” ทีนี้เฮียก็ต้องเริ่มอธิบายแบบจริงจังมากขึ้นไปอีกว่า “ชั้นไม่สามารถให้เงินยูไปรักษาเองได้และชั้นก็คิดว่าให้ทางโรงแรมจัดการพายูไปที่โรงพยาบาลเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายยูก็จะได้รักษาแผลทางโรงแรมก็ได้แสดงความรับผิดชอบกับอุบัติเหตุที่เกิดกับยูในครั้งนี้โดยมีบริษัทประกันจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้โดยไม่ต้องเป็นภาระยู” แขกตอบกลับมาว่าไงรู้ป่ะ.....”ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้วเพราะเธอไม่ได้เป็นห่วงสวัสดิภาพชั้นจริงไม่อย่างนั้นเธอคงเอาเงินให้ชั้นไปแล้ว” อ้าว!!! ทำไมออกมารูปนี้วะเนี่ย
เฮียก็เลยอธิบายไปต่อว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับเราเป็นห่วงยูมากต่างหากจึงอยากให้ไปโรงพยาบาลและเช็คให้ละเอียดว่าไม่เป็นไรแม้เคสนี้จะเกิดจากยูเองโดยที่ทางโรงแรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ แต่เราก็ยินดีที่จะรับผิดชอบทุกอย่างไม่ได้หลีกหนีไปไหนโดย Offer สิ่งที่ดีที่สุดที่แขกปกติทั่วไปต้องการเวลาบาดเจ็บคือการไปโรงพยาบาลพบแพทย์แล้วทำไมยูยังว่าเราไม่ได้สนใจยูอีกครับ?” แขกก็นิ่งไปแป๊บนึงแล้วก็มาคุยกับเฮียอีกดอกในขณะที่สามีกำลังทำแผลและเริ่มมีท่าทีอยากให้เรื่องนี้จบลงเร็วๆ เต็มที่เพราะไม่เข้าใจในตัวภรรยาตัวเองแขกผู้หญิงหันมาบอกเฮียว่า “ชั้นแค่บอกว่าเอาเงินให้ชั้นไปหาหมอเองยูจะได้ไม่ต้องลำบากพาชั้นไปชั้นจัดการตัวเองได้ชั้นขอแค่นี้” เฮียก็เลยตอบกลับไปว่า “ยูทำประกันชีวิตไว้ไหม?” แขกก็ งงๆ แล้วก็ตอบกลับมาว่า “แน่นอนชั้นทำไว้” เฮียก็เลยถามกลับไปอีกว่า “แล้วเวลายูเจ็บป่วย..ยูให้บริษัทประกันชีวิตเอาเงินมาให้ยูไปหาหมอมั้ยหรือยูไปโรงพยาบาลเลย” แขกก็ตอบมาว่า “ชั้นก็ไปโรงพยาบาลซิทำไมต้องให้ประกันเอาเงินให้ชั้น” เฮียก็เลยตอบกลับไปว่า “กรณีนี้ก็เหมือนกันยูสามารถไปโรงพยาบาลได้เลยนะไม่จำเป็นต้องเอาเงินจากโรงแรมไปหาหมอเพราะเราจัดการให้หมดแล้ว..และทำไมยูยังต้องการเงินอีกล่ะ? ยูจะเอาไปทำอะไรเหรอ?”



เงียบไปเลยเจอคำถามนี้แล้วก็ไม่รู้จะตอบเฮียยังไงก็เลยหันไปถามตัวสามีว่า “ทำเสร็จหรือยัง” สามีก็ทำแผลเสร็จพอดีก็ตอบกลับมาว่า “เสร็จแล้ว” เฮียก็ถามกลับไปทั้งสองคนเลยว่า “ยูจะไปโรงพยาบาลไหมชั้นจะได้ให้คนขับรถเตรียมตัวไว้” ตัวสามีก็หันมามองภรรยาแล้วภรรยาก็มองหน้าตอบก่อนหันมาบอกเฮียว่า “ชั้นไม่ไปชั้น Ok แล้ว...แต่ชั้นว่ายูไปลองคิดอีกทีนะว่าทำแบบนี้มันเป็นการดูแลแขกที่ถูกหรือเปล่า” เฮียก็ไม่รู้จะพูดอะไรก็เลยบอกแขกไปว่า “ชั้นจะเอากระเป๋าปฐมพยาบาลไว้ที่นี่เผื่อยูจะใช้นะ” และถ้ามีอะไรก็โทรเรียกเราได้ตลอดเวลาที่เบอร์ 0 นะ ก่อนขอตัวออกมาพอลงมาถึงหน้า Lobby เฮียก็สั่งน้อง Room Service ให้จัด Fruit Basket พร้อม Card ที่เขียนว่า “Get Well Soon” ไปให้แขกเพื่อเป็นการเยี่ยมไข้..สรุปเราอาจดูแลไปมันเลยอาจจะผิดที่เป็นแบบนี้

วันเสาร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2562

จำฉันได้หรือเปล่า

เวลาไปทำงานโรงแรมเคยเจอแบบนี้กันป่ะที่เข้าไปใน Office แล้วจะมีรูปคนนั้น คนโน้น คนนี้แปะเต็มไปหมดเลยแล้วหัวหน้าก็จะบอกเราว่า "จำไว้นะว่าเค้าเป็นใครเผื่อเค้ามาจะได้รู้จัก"
เอาจริงๆ มันก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องอ่ะแหละนะว่าเราทำงานโรงแรมเค้าแล้วก็จะต้องรู้จักหน้าค่าตาของเจ้าของโรงแรมคนที่จ่ายเงินเดือนเราไว้แต่มันก็มีหลายครั้งเหมือนกันนะที่ "ภาพไม่ตรงปก" คือในรูปนี่แบบนึงแต่พอมาเจอตัวจริงกลับกลายเป็นอีกแบบนึงพนักงานจำไม่ได้ก็เลยโดนด่าเพราะไปเจอเจ้าของโรงแรมที่เจ้ายศเจ้าย่างทุกคนต้องจำข้าได้เสมอไม่ว่าเด็กเก่าเด็กใหม่เพราะฉะนั้นงานนึงที่จำเป็นเวลาไปเริ่มทำงานก็คือ "การจำหน้าเจ้าของโรงแรมและท่านๆ ทั้งหลายให้ได้นี่แหละ"
และก็มีอีกประเภทนึงที่เราจะไปเจอกับแขกที่มาบ่อยแบบที่คิดว่าตัวเองเป็น VIP เป็น FTG ประเภทที่มา C/I แล้วคิดว่าทุกคนในโรงแรมต้องรู้จักข้าไม่งั้นไม่จบเพราะจะ Complain ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำเลยว่า "พนักงานจำชั้นไม่ได้" คือก็น่าเห็นใจนะเพราะถ้าถึงขนาดต้องจำหน้าแขกทุกคนให้ได้หมดนี่สมองพนักงานคงต้องไปฝัง Ship (Lose) เพิ่มอีกหลาย GB แน่ๆ เพื่อเพิ่มหน่วยความจำ
แล้วพวกเอ็งเคยโดนด่าเพราะจำเจ้าของโรงแรมหรือแขกไม่ได้กันมั่งป่ะ?? มาแบ่งปันกัน

วันพฤหัสบดีที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562

ตอน มินิบาร์ ฮาเฮ II


ตอน มินิบาร์ ฮาเฮ II


เรื่องมินิบาร์นี่พูดกันเป็นชาติก็ไม่จบนะหลาย ๆ ครั้งเฮียเจอการที่กินแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้กินแบบเหนือมนุษย์จริงๆ นะ อย่างเช่นที่จะเล่าให้ฟังเคสนี้

วันนั้นจำได้ว่าตอนบ่ายเฮียกำลังยืน C/O แขกอยู่อย่างเมามันส์เพราะแขกเยอะมากปานแจกฟรี ก็ปรากฏว่ามีอนงค์นางวัยกลางคนนางหนึ่งมาถึงก็ขอ C/O เฮียก็จัดการโทรให้แม่บ้าน Check Mini Bar และ Print ตัว Guest Folio ให้ก่อนและด้วยความที่มันเป็นสถานการณ์ที่ Heavy C/O มากเพราะแขกกำลังจะกลับกินหลังจากวันหยุดยาวเฮียก็วัดดวงเลยว่า "ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงครับ ไม่ทราบว่าได้ทานมินิบาร์ในห้องพักบ้างหรือเปล่าครับ"

พอนางได้ยินก็รีบตอบสวนมาเลยแบบมีพิรุธว่า "ไม่ได้กินค่ะ" ห้วนๆ สั้นๆ จบ คือพนักงานโรงแรมเราอ่ะจะมี Sense นิดนึงนะเวลาแขกโกหกเคสนี้เหมือนกันมันดูแปลกๆ ขณะที่เฮียรับ Guest Folio มาก็เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่บ้านได้โทรลงมาก่อนแจ้งว่า "1 แฟนต้า ค่ะ" เฮียก็จัดการแจ้งแขกที่บอกตอนแรกว่า "ไม่มี" ไปว่า "ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงทางแม่บ้านแจ้งว่ามีการทาน แฟนต้าน้ำส้มไปนะครับ"

เท่านั้นแหละองค์ลงเลยทีนี้เสียงแข็งเลย "จะกินได้ยังไง ชั้นไม่ได้กินสักหน่อย ให้แม่บ้านเธอดูให้ดีซิ มันเหลือครบทุกกระป๋องนะ" เฮียก็เพื่อความชัวร์ก็ต่อสายหาแม่บ้านและบอกว่า "น้อง แขกบอกว่าไม่ได้กินนะ มินิบาร์ เหลือครบทุกกระป๋องเลย" แม่บ้านก็เงียบไปพักนึงก่อนบอกว่า "เฮีย ถ้านับตามจำนวนน่ะครับ แต่ที่ครบน่ะมันเป็นแฟนต้าน้ำแดงไม่ใช่น้ำส้ม โรงแรมเราไม่มีน้ำแดงนะเฮีย"

เอาและไงกูงานงอกและ เฮียก็เลยหันไปบอกแขกว่า "ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงมินิบาร์อยู่ครบถ้วนครับ แต่ที่ผิดไปคือโรงแรมเราไม่มีแฟนต้าน้ำแดงนะครับมีแต่แฟนต้าน้ำส้มครับ กรณีนี้ผมต้องขอเก็บค่ามินิบาร์ด้วยนะคัรบ ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะรับน้ำแดงที่ลืมไว้ไหมครับ ผมจะให้แม่บ้านเอาลงมาให้" สิ่งที่ได้มาคือความเงียบและอารมณ์บึ้งตึงพร้อมกับคำถามห้วนๆ ว่า "เท่าไหร่" เฮียก็บอกราคาไป นางก็ควักมาจ่ายแบบตึงๆ เสร็จสรรพแล้วก็เดินจากไป

คือสันนิษฐานได้ว่า "คงกินไปแล้วกะว่าจะซื้อมาคืนแต่ดันซื้อผิด" เอวังด้วยประการละฉะนี้แล



วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Hotel Man Live : 28 Jul 19


วันนี้เราพบกันเหมือนเดิมกับ Hotel Man Live เวลา 20:30 น. นะครับกับประเด็น

1. Update ข่าวสารโรงแรม กรณีรื้อถอนโรงแรมที่ จ.ตรัง

2. ประเด็นเรื่องอาหารเช้า
- เวลาในการทาง ABF และการแจ้งเตือน RO, RB
- การลงมาทานอาหารไม่ทัน
- การสั่ง ABF Box
- กรณีแขกป่วยต้องนำอาหารเช้าไปให้ที่ห้อง
- การนำอาหารเช้าขึ้นไปทานบนห้อง

3. เรื่องเล่าสำหรับการพัฒนาตนเอง

และใครที่มีเรื่องเล่าสนุกๆ หรือความรู้ที่ต้องการแบ่งปันกับเพื่อนก็สามารถ Line Call มาพูดคุยกันได้ที่ Line ID : @hotelsmans

ฝากติดตามกันนะครับ





วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Hotel Man: Good morning sir, Welcome to the Hotel

Fantastic Guest: Hello. Check In Please (แล้วก็ส่ง Passport จากดินแดนส่าหรี๋ให้)

Hotel Man: รับ Passport มาแล้วจัดการหาในระบบ ในขณะที่กำลังหา Booking อยู่นั้น...

Fantastic Guest: Can you give me a free upgrade?

Hotel Man: (ชื่อยังไม่เจอเลย ใจเย็นก่อนพ่อคุณเอ้ย กินน้ำกินท่าก่อนมั้ย) Wait a minutes please. 

Fantastic Guest: Ok (แต่ส่ายหัว...ตกลงพี่ OK จริงป่ะวะเนี่ย)

Hotel Man: (เจอชื่อแขกในระบบเรียบร้อยก็จัดการทำขั้นตอน Check In) ในขณะที่กำลังทำรายการในระบบอยู่ทันใดนั้นจมูกก็ได้กลิ่นที่พูดตรงๆ เลยว่ามันคือกลิ่น "ตด" นั่นแหละ ลอยมากระแทกจมูก เปรียบประดุจดั่งหมัดน็อคที่เข้าไปทำลายประสาทโพรงจมูก เหม็นแทบอ้วกแตก แต่ตอนนั้นต้องรักษากิริรยาตามมาตรฐานงานบริการระดับหาดาว แต่สายตาก็สอดส่องหาหาต้นตอของที่มาก่อนว่ามาจากไหน หันซ้ายหันขวาก็มีอยู่แค่ ตัวเอง กับแขก 2 คนนี้ ซึ่งเมื่อไม่ใช่เราก็ไม่ใครก็ใครในสองคนนี้แหละ กระนั้นแล้วพยามแสดงออกด้วยภาษากายให้รู้ว่า "I รู้นะว่ากลิ่นนี้ของใคร" เพื่อไม่ให้มีดอกสองตามมากระทืบโพรงจมูกซ้ำอีก ว่าแล้วก็ยกมือขึ้นปิดจมูลนิดนึงแต่พองามแล้วก็เอาลง กลั้นหายใจทำงานต่อ

Fantastic Guest: เห็นดังนั้นหาได้รู้สึกไม่ กลับถามย้ำอีก "Can you give me free upgrade?"

Hotel Man: Sorry. Today the room for an upgrade not available. Fantastic Guest: หน้าไปคุยกันสองคนก่อนหันกลับมาแล้วก็ทำสิ่งที่ไม่คาดคิด แขกตอบมาว่า "OK" พอพูดคำว่า OK จบ จากนั้นอยู่ดีๆ ไม่มีปี่มีขลุ่ยพี่แกก็เรอ ออกมาดัง เอ้อออออออ กลิ่นลอยมาเต็มหน้าเลย จากเมื่อกี้ ตด มาตอนนี้ เรอ อีก

Hotel Man: กลั้นหายใจ ดึงสติควบคุมการบริการให้ได้มาตรฐานก่อนวิ่งไปทำ Key Card เก็บ Deposit แล้วส่งแขกขึ้นห้องทันที จบเคสนี้ต้องหลบเข้าหลัง Office ให้ อ๊อกซิเจน โดยด่วนก่อนขาดอากาศหายใจตาย อยากถามจริงๆ ว่า "ใจคอพี่ทำด้วยอะไร" อยากจะส่งยาธาตุน้ำขาวหรือแอร์เอ็กซ์ไปให้กินจริงๆ




วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ตอน เรื่องเล่าจากเกาะช้าง 

เมื่อวานเฮียไปเจอเพื่อนเก่ามามันทำ Resort อยู่ที่เกาะช้างเป็นลักษณะบังกะโลเล็กๆ แล้วมันไปเจอ Fantastic Guest มาเลยเช่าเรือแล้วทำเรือมันหายไปเลย มันก็มาเล่าให้ฟังซึ่งเฮียฟังแล้วอยากอุทานออกมาเป็นภาษาพ่อขุนรามว่า "มึงไปโดนตัวไหนมาเนี่ย" เรื่องมันเกิดขึ้นในเช้าวันหนึ่งที่แขกคนนี้มาเช่าเรือที่บังกะโลของมันซึ่่งลักษณะเรือก็เป็นเรือท้องแบนหัวดินสอธรรมดาที่เอาไว้พายเล่นใกล้ๆ Resort นี่แหละแขกคนอื่นเค้าก็จะทำกันแบบนี้ไม่มีใครทะลึ่งพายไปไกลๆ เพราะสภาพเรือกมันไม่ใช่เรือคายัคที่เหมาะกับการภายไปเรื่อย

ตอนนั้นเพื่อนเฮียไม่อยู่ไปข้างนอกลูกน้องก็เลยรับรายการแล้วก็บอกแขกไปว่า "เอาเสื้อชูชีพไปด้วยนะ" แล้วพี่แกทำไงรู้ป่ะ....พี่แกโยนเสื้อออกจากเรือแล้วเอาเรือออกเลยก่อนบอกว่า "ชั้นว่ายน้ำเป็น" แล้วก็พายไป 

ตั้งแต่ตอน 8 โมงเช้าจนผ่านไปเรื่อยๆ ถึง 6 โมงเย็นคราวนี้คนที่ Resort รวมทั้งเพื่อนเฮียก็เริ่มใจไม่ดีและว่าแขกไปไหนทำไมยังไม่กลับ เริ่มมีการโทรหาผู้ประกอบการใกล้ๆ ว่าเห็นเรือมันมั้ยพอทุกคนไม่มีใครเห็นก็เริ่มหันมาช่วยกันหาทางออก มีการวิทยุแจ้งตำรวจและกู้ภัยเพื่อขอคำปรึกษาระหว่างประสานงานเวลาล่วงเลยไปถึง 2 ทุ่ม ซึ่งตำรวจเกือบทั้งเกาะกับกู้ภัยก็มาที่ Resort และหาทางออกกันอยู่ว่าจะเอายังไง สักพักมีเด็กที่ Resort มันวิ่งมาบอกว่า "เห็นกองไฟอยู่หน้าหาดของอีกเกาะเล็กๆ ที่อยู่ตรงข้ามกัน" เท่านั้นแหละทั้งหมดก็ได้ความว่า "ต้องเป็นพี่แกแน่นอน"

และก็จริงอย่างที่ว่า ชายหาดของเกาะนั้นมีกองไฟเล็กๆ ก่อไว้ซึ่งก็คงต้องมีคนทำนั่นแหละเพราะปกติเกาะนี้ไม่มีใครอยู่ช่วงถึงช่วงค่ำๆ แบบนี้ ทุกฝ่ายก็วุ่นวายกันมากตอนนั้นว่าจะไปรับมันยังไงสุดท้ายต้องพึ่งเรือกตรวจการของพี่ทหารขับไปรับพี่แกมาจากเกาะนั้น คนเดียววุ่นวายกันทั้งเกาะ พอกลับมาถึงยังมีการมาด่าเพื่อนเฮียด้วยว่า

"เรือยูรั่ว ชั้นพายไปนิดเดียวน้ำก็ซึมเข้ามาแล้วเรือก็ล่มชั้นเลยว่ายขึ้นเกาะไป" เพื่อนเฮียก็เถียงเพราะมันเช็คสภาพเรือตลอดแถมก่อนที่แขกคนนี้จะเอาออกไปพายมันก็ยังพายเล่นอยู่เมื่อวานตอนเย็นก็มีปากเสียงกันเพราะพี่แกไม่ยอมให้ชาร์จค่าเรือที่ตอนนี้ล่มหายไปไหนไม่รู้ เพื่อนเฮียก็โมโหพอแขกห้องนี้ไปมันก็จัดการ Blacklist ไว้เลย เสียเรือไปลำนึงแถมทำเค้าวุ่นวายทั้งเกาะเพราะความห่ามของตัวเองแท้ๆ ดีว่าเอาไฟแช็คไปด้วยเลยจุดไฟได้ไม่งั้นยาว


บทความแนะนำ