วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

"ถ้าแขกหนี (Walk Away)" เราจะทำยังไง

ก่อนอื่นเพื่อป้องกันความขัดแย้งและรักษาบรรยากาศในการสนทนาหัวข้อนี้นะครับ เพราะการแก้ปัญหาจริงๆ แล้วเฮียมองว่าควรยึดอยู่ 2 อย่างคือ "โรงแรมต้องไม่เสียผลประโยชน์" และ "ดำเนินการถูกต้องตาม SOP (Standard Operation Procedure) ที่เขียนเอาไว้ซึ่งในหลายๆ โรงแรมมี SOP ไม่เหมือนกันฉะนั้นไม่อยากให้มี Comment ในเชิงที่ไปกระทบกระทั่งกันประมาณว่าไปบอกคนอื่นว่า "เค้าทำผิดขั้นตอนอย่างนั้นอย่างนี้" เพราะจริงๆ วิธีการของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันหรอกเพราะแต่ละคนเจอสถานการณ์ไม่เหมือนกัน ตัวแปรด้านหัวหน้างานและผู้บริหารที่จะเอาจริงเอาจังกับเคส W/A แบบนี้เค้าก็มีความจริงจังที่จะติดตามแตกต่างกัน บางคนก็ตามแจ้งความฟ้องร้องเอาจนได้แต่บางคนก็ไม่อยากเป็นคดีความก็ปล่อยๆ ไปแล้วก็หักเงินพนักงานเอา การแก้ไขปัญหาของแต่ละคนไม่เหมือนกันก็จริงแต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันก็คือต้องยึดความถูกต้องของ 2 อย่างข้างต้นเป็นหลัก ฉะนั้น Comment ประเภทไปดูถูกทับถมคนอื่นว่า "ทำไมทำอย่างนั้น? ทำไมไม่ทำอย่างนี้? ทำอย่างนี้ทำไม?" ไปว่าคนอื่นเหมือนว่าเค้าทำผิดเพราะไม่เหมือนตัวเอง อันนี้ขอร้องนะครับว่าให้เว้นไว้นะ แต่หากมีแนวทางแนะนำส่งเสริมการแก้ไขสถานการณ์ที่ดีและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเคสนี้ก็มาแลกเปลี่ยนกันใน Comment แบบนี้จะดีกว่าเพื่อให้บรรยากาศในหัวข้ออันเป็นประโยชน์นี้สมบูรณ์ที่สุด ..................................................................................................... 

1. เริ่มแรกก่อนนะครับ เราจะคุยกันก่อนว่าจะป้องกันปัญหาแขก Walk Away (WA) นี้ยังไง สิ่งสำคัญที่สุดคือตอนที่เราทำการ C/I "ต้องขอ Deposit แขกที่ควรจะ Cover ค่าห้องครบทั้ง Period Stay ทั้งหมดก่อน ในส่วนของ Extra Charge นั้นถ้าขอแล้วแขกไม่ให้ก็ให้ทำการติด No Post ใน PMS เสีย เวลาที่แขกไปใช้จ่ายที่ไหนก็ให้จ่ายเงินตรงนั้นเลยทันที ถ้าจะทะเลาะกันเพราะแขกหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ก็ให้จบตั้งแต่ตอน C/I เลยจะดีกว่า ดีกว่าปล่อยให้ C/I เข้าไปแล้วเกิด W/A ขึ้นมาหรือตอน C/O จะไม่ยอมจ่าย มินิบาร์ ค่าอาหาร เพราะเราไม่ได้เก็บค่า Extra Charge ไว้ตั้งแต่แรก เพราะในกรณีที่เราเก็บ Deposit ค่าห้องไว้หากเกิด W/A จริงๆ อย่างน้อยๆ Room Revenue ก็ยังเก็บได้อยู่ ที่สำคัญเอกสารแขกรายละเอียดแขกต้องครบ เอาให้ชัวร์ว่าเวลามีปัญหาแล้วสามารถติดต่อใครได้ บัตรประชาชน Passport ต้องไม่หมดอายุ ชื่อเดียว นามสกุลเดียวกับที่จองมา เป็นต้น เดี๋ยวนี้มิจฉาชีพเยอะที่เฮียเคยเจอก็เอาบัตรคนอื่นมา C/I หรือใช้ชื่ออื่นจองมาแล้วมา C/I เป็นอีกชื่อพอบอกว่าชื่อไม่ตรงกันเข้าพักไม่ได้แนะนำให้ไปแก้ VCH ก่อนก็ไม่เอาโวยวาย Complain โรงแรมแบบนี้ก็น่าสงสัย หนักๆ เข้าเฮียเคยเจอขโมยบัตรเครดิตมาทำการจองผ่าน OTAs แล้วมาพักเข้าพักหน้าตาเฉยกว่าจะรู้ว่าบัตรโดนขโมยมาผ่านไป 2 เดือนต้องมานั่งสืบสวนกันอีก

2. ใน PMS มันจะมี Function หนึ่งที่เรียกว่า Credit Limit (แต่ละระบบอาจจะเรียกไม่เหมือนกัน) เป็น Function ที่มันจะแสดงยอดคงเหลือของแขกที่หักจากที่จ่าย Deposit ไว้ในระบบ ซึ่งในแต่ละโรงแรมจะกำหนดวงเงินที่มัน Over ไว้ไม่เหมือนกัน เช่น บางโรง Over Limit ได้ไม่เกิน 2000 บาท หรือบางโรงแรมก็ได้ 5000 บาทเป็นต้น กระบวนการนี้เวลาที่ Credit Manager หรือ G.S.A ทำการ Print Report ตัวนี้ออกมาแล้วไล่เช็ค สมมุติห้องหนึ่งจ่าย Deposit ไว้ 15000 บาท แต่ตอนนั้น Report มัน Show ว่าห้องนี้มี Over Credit Limit อยู่ 5000 บาท เพราะตอนนั้นใน Guest Folio มัน Show ยอดค่าใช้จ่ายแขกตอนนั้นทั้งหมดอยู่ 20000 บาท ซึ่งมันเกินจากที่แขกจ่าย Dep. มา 15000 บาท ซึ่ง Process ต่อมาจากประสบการณ์โรงแรมที่เฮียเคยทำงาน เค้าก็จะมี Wording สำหรับการส่งจดหมายเป็น Message ที่ Print ออกจากระบบ PMS หรือ Format ที่ทำเองก็ตาม เพื่อเชิญแขกลงมาเคลียร์ค่าใช้จ่ายที่มัน Over Deposit นี้ก่อนเพื่อความปลอดภัยของโรงแรมซึ่งตรงนี้แหละมันเป็นอีกปัญหาหนึ่งเพราะแขกบางคนจะมองว่า “ไปดูถูกเขาว่าเขาไม่มีเงินจ่ายหรือไงถึงต้องไปทวง” ซึ่งแขกที่ตั้งใจมาโกงบางคนจะอาศัยช่องนี้ Complain เพื่อวัดใจพนักงานโดยเฉพาะมือใหม่ที่อาจจะไม่อยากมีปัญหาและจัดการไม่ได้เลยยอมๆ ปล่อย จนในที่สุดแขกหนีไปกลายเป็นหนี้เสียไปอีก สำหรับขั้นตอนนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์อีกเช่นกันในการจัดการเพราะแขกแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันบางคนก็เข้าใจแต่บางคนก็จะว่าไปดูถูกเค้าและ Complain ได้ แม้เค้าจะไม่ได้เป็นมิจฉาชีพก็ตาม วิธีหนึ่งในการจัดการปัญหาของเฮียคือเฮียจะอธิบายเวลาโดนแขก Complain ในตัว Version English ว่า “I apologize for your inconvenience. We have to ask for more deposit because we would like to save your time on settle bills upon check out.” คือบอกเค้าไปว่า “ที่เชิญมาจ่าย Deposit เพิ่มเพื่อไม่อยากให้วัน C/O เค้าต้องรอจ่ายเงินนาน” แบบนี้เป็นต้น ถ้าเป็นคนไทยเฮียก็จะบอกว่า “ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนลงมาติดต่อเรื่อง Deposit ตอนนี้ค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ .... บาท สะดวกชำระยอดนี่ก่อนไหมครับหรือต้องการ Deposit เพิ่มเพื่อชำระทีเดียวในวัน Check Out ดีครับ” การส่งจดหมายเพื่อติดต่อแขกลงมาชำระ Over Deposit ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันและทำให้เราวางแผนรับมือแขก W/A ได้บ้าง เนื่องจากห้องไหนที่มียอดเยอะๆ แล้วเราติดต่อไปวันแรกไม่ลงมา วันที่สองก็ยังไม่ลงมา วันนี้สามก็ยังไม่ลงมา โทรขึ้นไปติดต่อก็บ่ายเบี่ยงแบบนี้เราก็จะสามารถวางแผนการจัดการหรือรายงานผู้บริหารได้แล้วเพื่อป้องกันแขก W/A หรือแขกอาจจะไม่มีเงินจ่ายในวัน Check Out จนกลายเป็นหนี้เสียได้ด้วย เพราะแขกที่ไม่ได้ตั้งใจจะโกงจริงๆ เค้าก็จะลงมาติดต่อแม้จะมา Complain ก็ตามแต่เค้าก็จะมาติดต่อและเราก็สามารถขอ Deposit ส่วนจะได้หรือไม่ได้นั้นก็แล้วแต่การจัดการของ Manager แต่ละคน แต่ในทางกลับกันถ้าติดต่อแล้วแต่ไม่ลงมาอันนี้ก็ต้องระมัดระวังและหาทางรับมือไว้ก่อน สำหรับเฮียถ้าติดต่อไม่ได้แขกไม่ยอมลงมาหรือติดต่อมาก็จะเริ่มที่การตัดกุญแจก่อนเพื่อให้แขกลงมาติดต่อทำกุญแจเข้าห้องใหม่ เมื่อแขกลงมาแจ้งเบอร์ห้องปกติจะมีการใส่ Alert ใน PMS เป็น Message ถึง Manager ที่มารับรอบต่อว่าห้องนี้มีเคสต้องจัดการอะไรซึ่งการประสานงานต่อรอบสำคัญมากเพื่อให้ทำงานไปในแนวทางเดียวกัน คนที่รับเคสเมื่อเห็น Alert ก็จะรู้ว่าห้องนี้ต้องขอ Deposit เพิ่มเพราะยอด Over Credit Limit สูงเกินกำหนดแล้ว แบบนี้เป็นต้น

3. การประสานงานระหว่างแผนก วิธีนี้ก็นิยมทำกันคือเมื่อแม่บ้านขึ้นไปทำความสะอาดห้องพักแขก In House แม่บ้านจะสังเกตข้าวของเครื่องใช้แขกว่ายังอยู่ครบไหม? หรือหายไปมากจนผิดปกติออกแนวเหมือนแขกจะออกไปแล้วหรือเปล่า? เช่น พัก 4 วัน แต่วันนี้เพิ่งวันที่ 2 ในห้องมีรองเท้าแตะ 1 คู่ กับเสื้อยืด 1 ตัว เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังแม่บ้านก็จะติดต่อลงมาที่ Front จากนั้น Front ก็จะทำการเช็คใน Report ของแขก S/O (Sleep Out) ซึ่งเป็นกรณีที่แขกไปพักที่อื่นแต่ยังคงอยู่กับโรงแรม แขกที่เดินทางบ่อยๆ และเข้าใจถ้าจะไปค้างคืนที่ไหน เช่น พักที่พัทยาแต่จะไปค้างคืนเกาะล้าน 1 คืน เขาก็จะมาบอกพนักงานไว้ว่าเค้า S/O นะ พอได้รับแจ้งพนักงานก็จะดูในระบบก่อนว่า Deposit ที่มี Cover ค่าห้องหรือเปล่าถ้าไม่ก็ต้องติดต่อขอเพิ่มเอาไว้เพื่อป้องกันแขกไม่กลับมาแล้วโรงแรมสูญเสียโอกาสทางการขายไป แต่แขกบางคนก็ไม่บอกหรือไปแล้วพักเกินกว่าที่บอกก็มีเหมือนกันอันนี้เดี๋ยวพูดกันวันหลังต่อว่าจะทำยังไง แต่ถ้า Front เช็คใน Report S/O แล้วไม่เจอแถมใน Guest Folio มียอดค้างจ่ายสูงแบบนี้ก็ Assume ได้ว่าอาจจะ W/A ได้ เอาจริงๆ 3 วิธีนี้ก็เป็นวิธีทั่วไปที่นิยมทำกันในเชิงป้องกันแม้จะไม่ได้ผล 100% แต่ก็ช่วยบรรเทาและหาทางจัดการเบื้องต้นได้บ้าง ส่วนในทางปฏิบัติอันนี้ก็ต้องดูกันอีกทีเพราะอย่างที่บอกว่าพนักงาน หรือ Manager หรือ Owner มีจริตในการแก้ไขปัญหาและจัดการไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความ “เอาจริง” ของแต่ละคน สุดท้ายแล้วถ้าเกิด W/A ขึ้น บางครั้งเราก็มีการส่งต่อข้อมูลข่าวสารกันเพื่อเตือนภัยและแจ้งในกลุ่มโรงแรม แต่ปัจจุบันคนเรารู้มากขึ้นเมื่อก่อนมีกฎหมายข้อหาหมิ่นประมาทเป็นหลักแต่ในปัจจุบันมีกฎหมาย พรบ.คอมฯ เพิ่มเข้ามาด้วย การเอารูปภาพหรือข้อมูลเค้าไปเผยแพร่แม้จะเพื่อเจตนาไม่อยากให้โรงแรมอื่นๆ โดนเหมือนกันหรือแม้แต่ส่งหนังสือเวียนในกลุ่มก็อาจเสี่ยงต่อการถูกฟ้องหมิ่นประมาทได้ถ้าทางราชการยังไม่ได้ตัดสินว่าเค้าผิดจริง (แม้เค้าจะผิดตั้งแต่เริ่มก็ตาม) ตรงนี้ก็คงต้องใช้ทนายความและผู้มีความรู้ด้านกฏหมายเข้ามาจัดการ แต่ปัญหาแล้วท้ายที่สุดคือ “ใครจะยอมดำเนินการ” เพราะบางครั้งแม้แต่โรงแรมต้นเรื่องที่โดนโกงตั้งแต่หลักพันยันหลักแสนยังไม่อยากเป็นคดีความยุ่งยากใดๆ ก็ปล่อยๆ ให้เงียบๆ ไปแล้วหักเงินพนักงานมาชดเชยเอา โดยเฉพาะคนที่รับ C/I นั่นแหละยิ่งถ้าไม่ขอ Deposit หรือเอกสารแขกไว้ยิ่งโดนหนักเลย คนผิดก็เลยได้ใจไปทำที่อื่นต่อ สิ่งที่เจ็บปวดคือ “เวลาพนักงานขอ Dep. แล้วแขกโวยวาย แขกด่าหาว่าไม่ให้เกียรติ” พนักงานโดนดุโดนว่าไม่พอ ถ้ามาเจอหัวหน้างานบ้าจี้ตามแขกลงโทษที่พนักงานทำให้แขก Complain ทั้งๆ ที่ทำถูกกฏและรักษาผลประโยชน์โรงแรมอีกแบบนี้คนทำงานก็หมดกำลังใจเอาง่ายๆ กลับกันถ้าปล่อยไปแขกไม่ Complain แต่ W/A คนที่ปล่อยไปก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี มันก็เป็นแบบนี้แหละชีวิตจริงของพวกเรา

 ปล. เดี๋ยวพรุ่งนี้มาว่ากันต่อว่าถ้าแขก W/A แล้ว เราจะทำยังไงกันต่อดี? สำหรับใครที่ งง เรื่องตัวย่อหรือศัพท์ต่างๆ แนะนำหนังสือเฮีย Hotel Man Vol. 2 ช่วยคุณได้ (ขอขายของนิดนึง 555)


วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ตอน ตัวย่อมหากาฬสะท้านนรก

 เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเฮียทำงานโรงแรมแบบใหม่ถอดด้ามมาเลย ชนิดที่ว่าความรู้ด้านการโรงแรมยังเท่าหางอึ่งอยู่ต้องอาศัยอ่านจากหนังสือการโรงแรมที่สมัยนั้นมีอ่านน้อยมากจำได้ว่าเป็นเล่มสีส้ม ๆ ของมหาวิทยาลัยอะไรสักอย่างนี่แหละไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีสุดยอดหนังสือการโรงแรมอย่าง Hotel Man ยอดมนุษย์โรงแรมเล่ม 1 และ Hotel Man ยอดมนุษย์โรงแรม Vol.2 (555 แอบ Tie in ขายของนิดนึง ยังสั่งซื้อกันได้อยู่นะ คริ คริ) เพิ่มเติมเป็นอาหารสมองแล้วตอนทำงานใหม่ๆ ดันได้เป็น G.S.A Night Shit เอ้ย!! Shift อีกตัวช่วยยามค่ำคืนนี่ก็น้อยไปถนัดตา เวลาอ่านหนังสือก็จะมีช่วงกลางคืนที่ไม่ค่อยมีแขกซึ่งพวกเอ็งก็รู้ว่าเรานิยมกันอยู่สองอย่างในรอบดึกคือ “ทำสมาธิหลับตาเข้าเฝ้าประอินทร์” กับเล่นเกมส์ “ซ่อนตาดำ” สมาธิการอ่านนี่ไม่ค่อยมีหรอกเปิดหนังสือแม่งก็ง่วงแล้ว พอออกกะตอนเช้ากลับบ้านจะไปอ่านต่อสรุปว่าง่วงจัดหลับอีก กว่าจะตื่นก็ปาไป 5 โมงเย็น ความรู้ที่ได้มันก็เลยออกแนว On job training เรียนรู้หน้างานเอานี่แหละ ทีนี้มันมีวันนึงเว้ย เฮียเข้ารอบมาแล้วก็ทำงานแรกเลยที่เป็น Routine ของพวกเราคือการ “อ่าน Log Book” เฮียก็จัดการเปิดอ่าน Log Book ของวันนั้นเปิดมาเรื่องแรกเป็นเรื่องของแขกห้องนึงที่แจ้งน้ำไม่ไหลในตอนกะเช้าแล้วกะบ่ายมาปิดเคสเลยเขียนแจ้งไว้ว่า “Room138 น้ำไหลปกติ FYI” อันนี้ดอกแรก มาดอกที่สองไปเจอเรื่องพรุ่งนี้จะมีแขก VIP มา Check In แต่เรื่องจำนวนแขกว่ามาคนเดียวหรือสองคนยังไม่ได้คำตอบก็เลยเขียนว่า “พรุ่งนี้ VIP Guest arrival at 11.00 AM. Total guest amount TBA” เจอเข้าไปสองดอกพวกเอ็งลองนึกสภาพนะว่า “เด็กคนนึงที่เพิ่งเริมทำงานโรงแรมก่อนหน้านั้นทำงานเป็น Sales บริษัทกำจัดแมลงมา ได้มาลงรอบดึก ความรู้เรื่องโรงแรมยังไม่ประสีประสาอะไรเลย Trainer ก็ไม่มีเพราะโรงแรมยังไม่ Grand Opening เค้าเลยให้อยู่คนเดียวกะดึก ที่ทำอยู่เป็นแค่ช่วง Soft Opening แขกที่มาส่วนใหญ่ก็เครือญาติหรือคนรู้จักของ Owner เชิญมาลองนอน อ่าน Log book เข้าไปแล้วเจอตัวย่อแบบนี้บอกตรงว่า “อยากพลีชีพโดดลงมาจากหน้า Lobby จริง ๆ “

 คือเฮียไม่รู้เลยว่าไอ้ FYI นี่มันคืออะไร Fly Now หรือเปล่า? พี่เค้ามาเปิดร้านขายเสื้อผ้าเหรอ? หรือว่ามันเป็นญาติกับ FBI มาสืบราชการลับอะไรโรงแรมกูวะ? ส่วนไอ้ TBA แว้บนึงเฮียอ่านมันไปแบบลวกๆ ว่า “ทีบ้า” ฟังดูแม่งเหมือนองค์กรอะไรสักอย่างนี่แหละ บางครั้งก็นึกว่า “นี่มึงเป็นญาติกับ NBA ป่ะวะ?” ยืนงงในดงวัว อยู่แบบนั้นสักพักอดใจไม่ไหวก็เลยเดินไปถามพี่ Supervisor รอบบ่ายที่กำลังเมามันส์กับการนับเงิน Float อยู่ “พี่ครับ FYI กับ TBA นี่มันแปลว่าอะไรครับ” พี่แกก็ใจดีนะเห็นเราเป็นเด็กด้วยความที่รู้ว่าเราไร้เดียงสาและยังไม่ค่อยมีประสบการณ์แกเลยบอกว่า “ไปถามเพื่อนแกนู้นไป๊ พี่นับเงิน Float อยู่” 55555

 จริง ๆ พวกเราชาวโรงแรมนี่ต้องระวังอย่างนึงนะเวลาเห็นคนนับเงิน Float โดยเฉพาะตอนก่อนออกรอบนี่พยายามอย่าไปยุ่งกับเค้านะเพราะพลาดมานี่เค้ามีกลับบ้านช้าเดี๋ยวจะมาด่าเราอีก 555 เป็นเรื่องขำๆ ในหมู่เรานะ สรุปคือ FYI มันก็คือ For your information ประมาณว่า “เป็นข้อมูลที่แจ้งทราบไว้เฉยๆ เป็นข้อมูลที่ควรจะต้องรู้” ส่วนไอ้ TBA มันคือ To be advise คือประมาณว่า “ข้อมูลบางอย่างยังไม่ชัวร์ เดี๋ยวแจ้งอีกที” นี่ยังไม่นับตัวย่ออื่น ๆ ที่ตามมาอีกเป็นตันเลยนะโดยเฉพาะเวลาใส่ใน PMS พวก RB TO O/A, RO TO T/A, COMP RB, ท่องอย่างกับโค้ดลับอะไรสักอย่างนี่แหละ 555

 แล้วพวกเอ็งเคยเจอประสบการณ์กับไอ้พวกตัวย่อพวกนี้กันบ้างป่ะ


วันอังคารที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2560

Club Hotel Man: ช่วงเรื่องเล่าจากทางบ้าน

Credit เนื้อหาร่วมแบ่งปันจาก Ballistic Bullet

เรื่องมีอยู่ว่า จริงๆแล้วผมมาทำงานที่นี้ได้รับตำแหน่งให้มาดู RSVN เป็นหลัก แต่ว่าถ้าวันไหนงานไม่ยุ่งหรือเคลียร์งานต่างๆเสร็จหมดแล้ว แต่ทางหน้าฟร้อนยุ่งอยู่ก็อาจจะการมีออกมาช่วยบ้าง เพราะว่า RSVN ที่นี้ขึ้นกับทางฟร้อน แล้วอีกอย่างผมก็เคยทำงานฟร้อนมาก่อน ค่อนข้างแม่นยำกับระบบพอสมควร ทาง FO และพวกพี่ๆ Duty จึงค่อนข้างไว้ใจให้ช่วยดูแลน้องๆ แทนถ้าเกิดคนไม่พอ เพราะว่าตอนนั้นทางฟร้อนยังขาดคนอยู่ ซึ่งบางวันผมก็อาจจะต้องมีเข้ากะเช้าบ้างเพื่อคอยประกบและให้ความช่วยเหลือกับน้องๆในทีม มีอยู่วันหนึ่งซึ่งวันนั้นเป็นวันอาทิตย์ผมก็ต้องเข้ากะเช้าแทน Duty เพื่ออยู่กับน้อง GSA อีกคนนึง เพราะตอนนั้นมี Duty อยู่ 3 คน คนนึงลา คนนึงเข้าบ่าย คนนึงเข้าดึก ผมเลยได้รับหน้าที่ให้มาอยู่เช้าแทน เช้าวันนั้นมีเชคเอ้าค่อนข้างเยอะอยู่ ประมาณ 40 กว่าห้องได้ ที่นี่มีแค่ร้อยกว่าห้อง แต่จำนวนเชคเอ้าขนาดนี้ก็เล่นเอาวุ่นอยู่เหมือน แต่ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากมาย จนมาถึงห้องๆ นึง ผมจำได้แม่นเลยเป็นแขกแดนจิงโจ้ มี Due Out วันนี้แต่ว่าจะมาขอบิลเพื่อเชคดูยอดทั้งหมดก่อน

ผมเลยปริ้น Folio มาให้แขก ซึ่งมีแค่ค่าห้องหนึ่งวัน และก็ค่า Room service ยอดรวมอยู่ที่ประมาณ สี่พันกว่าบาท แต่แขกแจ้งกับผมว่ายอดเท่านี้เค้าจ่ายได้ พร้อมกับหยิบมือถือ แล้วโชว์รูปสภาพห้องตอนที่เชคอินให้ดู แล้วพูดว่า "ยูดูรูปนะ สภาพห้องแบบนี้ ทำห้องไม่เรียบร้อย ผ้าคลุมที่นอนไม่เรียบ ห้องมีฝุ่น มีรอยถลอกที่โต๊ะ และเหมือนมีรอยปากกาเปื้อน แขกก็เอารูปห้องที่โฆษณาในเวปมาเทียบว่าทำไมมันไม่เหมือน" แล้วก็คอมเพลนเรื่องอาหารที่สั่ง Room service ต่ออีกเรื่อง แขกสั่งสเตกเนื้อแต่ว่าแขกบอกว่า "อาหารแบบนี้ทำมาขายได้ไง มีแต่มันเยิ้มๆ ไม่มีเนื้อให้ชั้นกินเลย เชฟคุณทำอาหารไม่เป็นหรอชั้นสั่งสเตกเนื้อก็ต้องได้กินเนื้อสิ แต่นี้มีมันเยอะกว่าเนื้อ แล้วชั้นจะกินยังไง ชั้นเห็นแล้วชั้นกินไม่ลง ชั้นเลยสั่ง Mc มากินแก้หิว" ที่พูดมาทั้งหมดแขกถามย้อนกลับมาว่า "ห้องสภาพแบบนี้ กับอาหารสภาพแบบนี้เธอจะชาร์จชั้นหรอ?" แล้วก็ถามหาเมเนเจอร์ยูหล่ะอยู่ไหนขอคุยด้วยหน่อย เลยยกหูโทรหา MOD

ซึ่ง MOD วันนั้นดันเป็นเซฟ เลยแจ้งไปว่ามีเคสแบบนี้จะเอายังไงดี เค้าอยากคุยกับหัวหน้าด้วย ซึ่งเซฟไม่รู้เรื่องงานของงาน service หน้าฟร้อนเลย ก็เลยโยนมาให้เรารับหน้าไปแล้วเซฟก็บอกว่าเรื่องค่าอาหารยังไงก็ต้องชาร์จเพราะแขกไม่มีการแจ้งว่าจะขอยกเลิกหรือไม่ต้องการรับอาหารจานนี้ หรืออยากให้ไปทำมาให้ใหม่ ถ้ามีการแจ้งจากแขกแบบนี้แล้วอาหารนั้นยังไม่มีการแตะต้อง หลังจากที่เอาไปเสิร์ฟสภาพยังเหมือนเดิม เซฟบอกว่าสามารถแจ้งส่งคืนได้ เราจะไม่ทำการชาร์จเข้าระบบ ส่วนเรื่องค่าห้องต้องเชคกับ FO อีกที หลังจากวางสายจากเชฟปุ๊บแขกถาม "ไหนหล่ะเจอร์ยูอยู่ไหน" เราก็เลยตอบไปว่า "วันนี้หัวหน้าชั้นหยุด" แขกถาม "แล้วใครอินชาร์ทหล่ะ? เมื่อกี้คุณคุยกับใคร?" เราก็เลยตอบไปว่า "คุยเรื่องอาหารที่ยูสั่งไปเมื่อวาน ส่วนเรื่องค่าห้องชั้นขอเชคกับหัวหน้าก่อน" แขกย้อนกลับ "เมื่อกี้ไหนบอกหัวหน้า แล้วใครอินชาร์จตอนนี้มีใครตัดสินใจอะไรได้บ้าง?" พร้อมกับเริ่มขึ้นเสียงดัง เราก็เลยต้องบอกว่า ชั้นเองแหละที่อินชาร์จ แต่เดียวจะขอโทรเชคกับหัวหน้าอีกทีนึง เราก็เลยถามไปว่า "คุณจะเชคเอ้าตอนไหน?" แขกบอก "ไม่เป็นไรชั้นไม่รีบ ชั้นจะมาเชคเอ้าตอนเที่ยงๆ พร้อมกับข้อสรุป" พอแขกเดินไปเท่านั้นแหละก็รีบต่อสายหาหัวหน้า โทรไปได้สักสามรอบ ติดแต่ไม่รับสักรอบ จะโทรหา duty ก็ไม่มีคนรับ แล้วช่วงนั้นแขกห้องอื่นๆ ดันเริ่มทยอยลงมาเชคเอ้าอีก คืองานยุ่งมากจนไม่ได้ดูเวลา

พอหันไปมองนาฬิกาเท่านั้น เสียงลากกระเป๋าจากห้องที่มีปัญหาเดินมาพอดี นึกในใจ ตายแน่กู งานเข้ากูอีกแล้ว กูยังไม่ได้ข้อสรุปให้มึงเลย ข้าวกูก็ยังไม่ได้กิน พอแขกเดินมาถึงโต๊ะเท่านั้นแหละ ว่าไงสรุปจะชาร์จชั้นทั้งหมด หรือไม่ชาร์จ ห้องเน่าๆ แบบนั้น อาหารก็แย่อีก เราเลยบอกแขกว่ารบกวนรอสักครู่นะ แล้วเราก็รีบเดินเข้าออฟฟิศ ทำใจสักแปป สูดหายใจเข้า ออก ยาวๆ สามครั้ง แล้วเดินออกมาพร้อมกับแจ้งแขกว่า ทางเราจะต้องชาร์จยูทั้งหมด พอพูดจบเท่านั้นแหละ แขกปรี๊ดเลยทีนี้ พร้อมกับคำพูดเดิมๆ และก็ขึ้นเสียงดังเหมือนจะให้แขกคนอื่นได้ยินว่า ห้องแบบนี้ อาหารแบบนี้ ไม่สมราคา ไม่เหมือนในรูป จะมาชาร์จชั้นได้ไง ชั้นไม่จ่ายหรอก แล้วบอกกับเราว่า "ชั้นให้เวลายู 5นาที ให้คุณไปคิดทบทวนใหม่ แล้วเดี๋ยวชั้นจะกลับมาฟังคำตอบ" ตื้ดๆๆๆ

5นาทีผ่านไป แขกกลับมาถามซ้ำสรุปคุณจะชาร์จชั้นทั้งหมดเลยใช่มั้ย เราก็นิ่งไปแปปนึงแล้วบอกว่า เราต้องชาร์ทยูทั้งหมดเพราะยอดมันวิ่งเข้าระบบไปหมดไม่สามารถแก้ไขได้ ที่นี้แขกยิ่งโวยวาย เรืองเดิม ห้องเน่า อาหารแย่ พนักงานไม่มืออาชีพ ชั้นจะไม่กลับมาพักแล้ว ชั้นจะคอมเพลนขึ้น trip advisor เราก็เลยรีบแย้งกลับไปว่า "เมื่อวานตอนที่คุณเชคอินแล้วได้ห้อง คุณเห็นแล้วไม่ชอบ ทำไมคุณไม่ติดต่อกลับเพื่อจะเปลี่ยน? แล้วเรื่องอาหารอีกคุณไม่ชอบแต่คุณก็ไม่โทรแจ้งว่าจะขอยกเลิกแล้วคืนอาหาร แต่คุณกลับโทรสั่งแมคจากข้างนอกให้มาส่งได้?" แขกก็ว่า "ก็ชั้นอยู่แค่วันเดียวก็เลยไม่อยากย้าย ส่วนเรื่องอาหารชั้นหิวมากชั้นเลยต้องโทรสั่งแมคมากินแทน พร้อมกับย้อนถามคุณจะชาร์ทค่าห้องเน่า อาหารแย่ๆ กับชั้นทั้งหมดใช่หรือไม่?" เราก็ตอบ "ใช่ ชั้นต้องชาร์จทั้งหมด"

แขกก็โยนบัตรเครดิตมาให้ พร้อมกับพูดว่าเดี๋ยวชั้นจะโพสคลิปยูขึ้น trip advisor ที่ยูทำการชาร์จจากชั้น หลังจากเชคเอ้าห้องนี้เสร็จ แขกคนอื่นมาถามเราว่า ยูโอเคมั้ย ได้แต่ยิ้มรับพร้อมกับพยักหน้าว่าโอเค หลังจากเคลียร์แขกเชคเอ้าจนหายยุ่ง ก็เลยไล่น้อง G.S.A ไปกินข้าวก่อน สักพักหัวหน้าโทรกลับมาว่ามีเรื่องอะไรมั้ย เลยบอกว่าเคลียร์จบแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟัง หลังจากอีแขกบ้าเชคเอ้าไปได้สามวัน คอมเพลนมา trip advisor เลยจ้า มีลิ้งแปะคลิปกูด้วย FO บอกถ้าเจอแขกแบบนี้อีกก็ต้องจับจ่ายให้หมดอย่าไปยอมมันที่นี้ถิ่นเรา ไม่ต้องกลัวถ้าเราไม่ผิด หลังจาก FO เอาเรื่องเข้าที่ประชุมก็มีคำชมจากเบื้องบนลงมา

..............................................................................................................................................................
ส่วนตัวเฮียขอชมเชยนะครับที่ไม่ปล่อยผ่านและยอมๆ ไปเพราะถ้าทำแบบนั้นไม่เสียเฉพาะโรงแรมนี้แต่จะเสียไปอีกหลายๆ โรงแรมเพราะพวกนี้จะมีการบอกต่อว่า "ทำแบบนี้ซิจะได้ฟรีที่เมืองไทย" แล้วคราวนี้แหละจะไปกันใหญ่ จริงๆ ถ้าโรงแรมผิดอันนี้ก็ไม่น่าเข้าข้างเลยครับ แต่กลับกันถ้าโรงแรมไม่ผิดก็ไม่ควรจะต้องเสียในสิ่งที่ไม่ควรจะเสียตรงนี้ไป ยังไงก็มาร่วมด้วยช่วยๆ กันสร้างมาตรฐานใหม่ไม่ใช่สักแต่ว่าจะยอมแขกง่ายๆ กันนะครับ "บริการแขกให้ดีและให้ได้ตามที่แขกมีสิทธิอย่างเต็มที่ ถ้าทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ" แต่ถ้ากลับกันเจอแขกแบบนี้ก็ต้องให้บทเรียนว่า "คนไทยไม่ใช่อะไรง่ายๆ อย่างที่คิดนะ" ส่วนพวก Manager ที่เชนส่งมาชุบตัวแบบผีจับยัด พวกสัญชาติเดียวกับเชนที่ไม่อยากแก้ไขปัญหาชอบอยู่ลอยตัวไปวันๆ และพอคิดอะไรไม่ออกก็สักแต่พูดว่า "ยูคิดซิ พวกยูเป็น Manager แล้ว" ทั้งๆ ที่ตัวมันเองแม่งยังไม่รู้เลยจะแก้ปัญหายังไง หรือประเภทแบบไม่อยากเจอปัญหาสักแต่พูดว่า "ยังไงก็ต้องชาร์จให้ได้" แต่หลบเงียบตอนลูกน้องต้องการความช่วยเหลือหดหัวอยู่ใน Office พวกนี้ก็ปล่อยมันไปเถอะครับให้เค้าไปทำลายมาตรฐานของเชนที่ส่งคนมาฆ่าชื่อเสียงตัวเองเอาดีกว่า


วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตอน "กรุณาเติมเงินด้วยค่ะ"

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเฮียกำลัง C/O แขกจากแดนสยามอยู่คนหนึ่งเหตุการณ์ก็ผ่านไปปกติเฮียก็ Print Guest Folio ให้แขก Check พี่แกก็เช็คทุกอย่างเรียบร้อยนะแล้วก็ยังถามสารทุกข์สุกดิบกันระหว่างเข้าพักว่า Ok ไหมพี่แกก็บอกว่า "OK บรรยากาศดี พนักงานบริการดีมาก แกชอบและจะกลับมาพักใหม่" แล้วเฮียก็แจ้งพี่แกกลับไปว่า "รอ Check Mini Bar สักครู่นะครับ" พี่เค้าก็ตอบกลับมาว่า "ไม่เป็นไรน้อง พี่ไม่รีบ แต่พี่ไม่ได้กินอะไรนะ" แล้วแกก็หันไปคุยกับลูก

สักพักนึงแม่บ้านก็โทรมาว่า "No Bar ค่ะเฮีย" อ่ะ เฮียก็จัดการถามแกเลย "ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะจ่ายเป็นเงินสดหรือบัตรเครดิตดีครับ" พี่แกก็ตอบมาว่า "จ่ายบัตรเครดิตจ๊ะ" แล้วก็ควักบัตรมาให้เฮีย สมัยนั้นบัตร Dabit Card เพิ่งออกใหม่ๆ ซึ่งเงื่อนไขการตัดเงินมันจะตัดตรงกับบัญชีที่ผูกบัตรไม่เหมือนบัตรเครดิตที่ตัดตรงกับยอดวงเงินสินเชื่อของเรา ตรงนี้เฮียก็ต้องดูให้แน่ใจก่อนว่ามันเป็นบัตร Dabit Card หรือ Credit Card เพื่อความแน่ใจในการจ่ายเงินเดี๋ยวเกิดเค้าไม่อยากให้ไปตัดเงินจากบัญชีเงินฝากเขาแล้วเราจะยุ่ง อีกเคสที่สมัยก่อนที่บัตร Dabit กำลังมาคือการทำ Card Ver ที่ต้องดูให้แน่ใจก่อนเลยแบบชัวร์ๆ ว่ามันเป็น Debit หรือ Credit Card เพราะถ้าเป็น Debit Card มันจะทำ Card Ver ไม่ได้ รูดปุ๊บ ตัดเงินปั๊บเลย อันนี้เฮียเคยเจอปัญหามาแล้วซึ่งมันวุ่นวายมากในขั้นตอนการทำเงินคืนในสมัยนั้น (เมื่อน่าจะประมาณปี 2553 นะเท่าที่จำได้) และร้อยทั้งร้อยจะโดนแขกด่าเละเลยถ้าใครเผลอไปทำ Card Ver บัตร Debit (แต่สมัยนี้คงเปลี่ยนแปลงไปแล้วตามการพัฒนาของเทคโนโลยีอ่ะนะ)

ตัดมาที่เคสนี้ต่อเฮียก็รับบัตรมาแล้วก็เช็คดูปรากกว่าเป็น Credit Card จริงๆ เฮียก็เลยจัดการรูดก่อนเลย ปรึ๊ดดดดด ปรากฏว่า EDC มันโชว์ว่า "ไม่อนุมัติและแสดงเป็น Code วงเงินในบัตรไม่พอ" อ่ะไม่เป็นไรเดี๋ยวลองอีกครั้งเฮียก็รูดใหม่ปรากฏว่า "วงเงินไม่พออีก" คราวนี้เฮียก็แจ้งแขกเลยว่า "ขอโทษนะครับคุณผู้หญิงไม่ทราบว่ามีบัตรใบอื่นไหมครับ" เป็นประโยคที่ให้เกียรติและทำให้แขกไม่ขายหน้ามากที่สุดเพราะถ้าเราลองขอแบบนี้แขกส่วนใหญ่จะรู้เลยโดยอัตโนมัติว่าเงินไม่พอ (แต่ก็แล้วแต่แขกแล้วแต่คนนะ)

พี่แกก็หงุดหงิดเลยทีนี้สาดมาเลยดอกแรก "จะรูดไม่ผ่านได้ไง ชั้นยังใช้ซื้อของอยู่เลยเมื่อเช้า (เฮียคิดในใจ เอิ่ม วงเงินพี่น่าจะหมดตั้งแต่ตอนนั้นแล้วหรือเปล่าฮะ)" เฮียก็คิดว่า อ่ะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวรูดให้ดูอีกที เฮียก็เอาบัตรมารูดอีกครั้งปรากฏว่า "เหมือนเดิมคือไม่ผ่าน" ซึ่งแขกก็เห็นด้วยว่ามันไม่อนุมัติ คราวนี้โมโหเข้าไปใหญพาลมาด่าว่า "เครื่องเธอห่วยแตกหรือเปล่า มันเสียหรือเปล่าถึงรูดไม่ได้" เฮียก็ อ่ะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวเปลี่ยนเครื่องให้ดู แล้วเฮียก็เดินไปรูดอีกเครื่องนึง ปรึ๊ดดดดด ปรากฏว่า "เหมือนเดิมคือเงินไม่พอ" คราวนี้เม้งแตกเลย โวยวาย เสียงดัง ด่าโรงแรม "ระบบห่วยแตก ชั้นไปรูดที่อื่นมารูดได้หมด มารูดไม่ได้ที่นี่แหละที่เดียว ปัญหาเยอะจริงๆ" เฮียก็ขอโทษและแจ้งแขกไปว่าเดี๋ยวผมลองระบบ "Key In ดูก่อนนะครับเผื่อจะได้ แต่ถ้าไม่ได้ยังไงรบกวนขอบัตรใบใหม่หรือรบกวนติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรด้วยนะครับ" แขกก็ตอบกลับมาแบบโมโหสุดเหวี่ยงว่า "เชิญเถอะ จะทำอะไรก็ทำ เร็วๆ ด้วยชั้นรีบ ปัญหาเยอะจริงโรงแรมเธอเนี่ย คราวหลังชั้นจะไม่มาและ วุ่นวาย"

เฮียก็จัดการ Key In เข้าไปปรากฏว่าก็เหมือนเดิมคือ "รูดไม่ผ่าน" แต่ในระหว่างที่กำลัง Key In แขกก็โทรติดต่อธนาคารเจ้าของบัตรด้วยเช่นกันซึ่งพอเฮียคีย์แล้วไม่ผ่านเสร็จและรอสักพักจนเจ้แกคุยโทรศัพท์จนเสร็จปรากฏว่า เจ้คนนี้แกควักเงินสดออกมาจ่ายบิลครบทุกบาททุกสตางค์ก่อนขอบัตรคืนไปแล้วไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น เฮียก็ทวนอีกทีเพราะรู้แล้วว่านี่คือ "เงินในบัตรไม่พอจริงๆ นั่นแหละ" ว่า "ชำระเป็นเงินสดนะครับ" แขกก็พยักหน้าแบบตึงๆ เหมือนกลบเกลื่อนความผิดน่ะ พอได้ใบเสร็จแล้วก็รีบพาลูกเดินออกนอกโรงแรมทันที

สรุปแว่... เงินในบัตรไม่พอจริงๆ แหละเลยรูดไมผ่านไม่ได้เกี่ยวกับ EDC เล้ย แต่สุดท้ายกูโดนด่าซะนี่

...ปล. แล้วพวกเอ็งเคยโดนแขกที่วงเงินเต็มด่าตอนรูดบัตรไม่ผ่านกันบ้างป่ะ???..


วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตอน Alphabet มหาสนุก

ไม่แน่ใจว่าเล่าไปยังนะแต่อยากเล่าอีกครั้ง... สรุปว่าเล่าอีกทีละกันนะ... เอ๊ะหรือไม่เล่าดี?.. เอางี้เล่าก่อนดีกว่า... เออๆ เล่าแหละดีและ..

คนโรงแรมเราเนี่ยเราก็จะมีการสะกดคำเพื่อเป็นการทวนความหมายตาม Alphabet ของเราอยู่แล้วอ่ะนะที่ใช้กันก็จะ A= Able, B=Baker, C= Charlie, D= Dog, E=Easy ฯลฯ ไปเรื่อยๆ จนถึง Z

ทีนี้ส่วนของอุตสาหกรรมอื่นเช่นที่ใกล้เราที่สุดก็ "อุตสาหกรรมการบิน" เค้าก็จะมี Alphabet ของเค้าอยู่อันนี้อ้างอิงตาม ICAO Phonetic Alphabet และ Airline Code นะ ก็จะเป็น A= Alpha, B=Bravo, C=Charlie, D=Delta, E=Echo, แต่บางครั้งเราก็มีแอบๆ เอาของเค้ามาใช้เหมือนกันนะ 555 หนักเข้าก็ผสมกันแบบมิกซ์แอนด์ไม่แมทช์ไปเลยประเภทแบบ A=Able, B=Bravo, สนุกสนานกันไป 555

พวก Alphabet นี้เราก็จะใช้ทวนเวลาที่แขกแจ้ง Information เราเป็นภาษอังกฤษแล้วเราได้ยินไม่ชัดเราก็จะทวนประมาณว่าแขกแจ้งว่า "Hotel Man" เฮียได้ยินไม่ชัดเราก็จะทวนว่า "H = How ใช่ไหมครับ?" อะไรแบบนี้เพื่อให้แขกแน่ใจว่าเราสะกดถูก ซึ่งในบางครั้งแขกเขาก็ไม่ได้รู้ Alphabet กับเราเขาก็จะทวนมาให้เราเข้าใจในมุมของแขก เช่น A=Ant มด อะไรแบบนี้อ่ะนะ ซึ่งมันก็ช่วยให้เราเข้าใจได้ตรงการทวนนี้บางทีแขกก็มีทวนแบบขำๆ มาให้เราเห็นเหมือนกันนะ อย่างเฮียเคยเจอแขกชื่อ "SUPRANEE" ในขณะที่เฮียกำลังทวนทีละตัวๆ แขกเขาก็อารมณ์ดีอ่ะนะเค้าก็เลยท่วนมาให้เลยตั้งแต่ S ถึง N ทีนี้พอถึงตัว E แขกบอกเฮีย "E = อีลำยองอ่ะน้อง" 555 เอิ่มครับพี่ ผม Get เลยครับ

ทีนี้เรื่องของพนักงานเวลาเราคุยกันเราก็ควรจะรู้ในตัวของ Alphabet ในการทวนคำอ่ะนะเพราะพนักงานโรงแรมกับพนักงานโรงแรมมันจะถึงกันเพราะเรียนมาเหมือนกันแต่มีครั้งนึงตอนที่เฮียไปทำงานโรงแรมใหม่ๆ อยู่รอบดึกและกำลังจะโทร Check Occupancy เพื่อทำ Hotel Competitor ปิดรอบประมาณตี 4 เฮียก็จัดการโทรไปเลยแต่ทีนี้ด้วยความที่โรงแรมนั้นเขายังไม่ได้ทำ MOU กับโรงแรมที่เฮียทำงานไว้ว่าจะแชร์กัน แต่พี่เค้าก็ใจดีเขาบอกว่าให้ FOM เฮียส่งอีเมล์มาขอเฮียก็เลยจัดการขอ Email พี่เค้าเพื่อจะให้ FOM เฮียส่งเมล์ไป และพี่แกด้วยคาดว่าเฮียน่าจะทำงานมานานแล้วแกก็เลยใส่มาเต็มเลยว่า

Sugar-Item-Roger-Item-Nancy-Able-Peter-Able @gmail.com .... เชื่อมั้ยว่าอารมณ์ตอนนั้นเฮียนี่งงตี๊บเลย แม่งอะไรวะ น้ำตาล Item โรเจอร์ มีแนนซี่อีก งง คืองงมาก แล้วดันเสือกคิดไปอีกว่า "อีเมล์บ้าอะไรวะยาวฉิบหาย" แล้วก็ถือสายงง อยู่แบบนั้นอ่ะจนพี่อีกฝั่งบอก "น้องๆ ฟังอยู่ป่าวเนี่ย" เฮียได้สติก็เลยบอกพี่เค้าไปตรงๆ ว่า "พี่ครับ ผมขอโทษทีนะพี่คือผมเพิ่งเริ่มทำงานใหม่อ่ะครับขออีกทีได้ไหมครับ" โชคดีที่พี่แกหัวเราะด้วยความเอ็นดูแล้วก็บอกมาใหม่อีกทีคราวนี้เพิ่งรู้ว่าชื่ออีเมล์อะไร

ก็ฝากไว้โดยเฉพาะน้องใหม่นะพวก Alphabet นี่ท่องจำไว้ก็ดีนะครับมันเป็นประโยชน์กับเรา ตอนเฮียเป็น FOM นี่เฮียให้ตัดแปะไว้ใน Office เลยนะโดยเฉพาะส่วนของ Operator เพราะเป็นด่านแรกแห่งการรับสาย


วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตอน "คิดได้ไง" คำเตือน***เรื่องนี้มันจะเลี่ยนๆ หน่อยนะ

เคสนี้มันจะน่าอ้วกนิดนึงนะครับแนะนำว่าใครที่ยังไม่ได้กินข้าวอย่าเพิ่งอ่านนะหรือใครที่กำลังกินข้าวก็ให้ละไว้ก่อนอย่าเพิ่งอ่านนะ

เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่ายวันหนึ่งที่เฮียกำลังยืน C/O อย่างเมามันอยู่หน้า Lobby ก็ปรากฏว่ามีกลุ่ม Boy Band จากเมืองลุงแซมเดินมา Check Out เฮียก็กล่าวทักทายแล้วก็จัดการดูค่าใช้จ่าย Print Folio ไปให้เช็คระหว่างนั้นด้วยความที่แขกเยอะมากก็เลยถามเลยว่า "ยูได้ทานมินิบาร์ในห้องบ้างไหม" แขกก็ตอบกลับมาว่า "No" ทีนี้เฮียก็ถามอีกว่า "Have something in the safety box?" ก็ถามว่าใน Safe ลืมอะไรไว้บ้างไหม ซึ่งก็เป็นคำถามปกติเพิื่่อป้องกัน Lost and Found แขกก็รีบตอบแบบมีพิรุธเลยว่า "No No No" ว่าไม่ได้ลืมอะไร แล้วก็ถามเฮียกลับมาว่า "Finish ?"

ตอนที่เฮียเห็นพิรุธก็ไม่ได้คิดถึงเรื่อง Safe นะ แต่ไปคิดถึงเรื่องของมินิบาร์แทนว่า "แอบกินอะไรไปแล้วจำไม่ได้ป่ะวะ" แต่ทันใดนั้นแม่บ้านก็โทรลงมาว่า "No Bar ค่ะ" งั้นก็จบและไม่มีอะไรน่าห่วงเฮียก็ปล่อยแขกไป

ผ่านไปจนถึงประมาณ 5 โมงเย็น HK เค้าต้องการทำห้องเพื่อเตรียมไว้ขายแขก Walk In ต่อ ทีนี้ไอ้ห้องนี้ที่ Check Out ออกไปห้องนั้น Safe มัน Lock อยู่ซึ่งจริงๆ มันต้องเช็คตั้งแต่ก่อนแขกออกแล้วแหละตาม Process เพื่อป้องกันแขกลืมอะไรไว้ใน Safe แต่คาดว่าน่าจะเกิดความผิดพลาดจากการที่แขกเยอะมากบุคคลากรไม่พอเลยทำให้การทำงานไม่ทั่วถึง ทีนี้เฮียก็ต้องขึ้นไปเปิดเพื่อให้แขกใหม่ที่เข้ามาพักใช้งานได้

ตาม Process ไม่ว่าห้องจะมีแขกหรือไม่มีแขกเฮียก็ต้องพา Security ไปเป็นพยานด้วยเสมอแล้วเราก็ขึ้นไปกัน พอไปถึงก็เจอแม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดอยู่เฮียก็เรียกมาที่ Safe เพื่อเป็นพยานด้วยว่าเปิดมาแล้วเจออะไรอยู่ใน Safe หรือไม่เจออะไรบ้างจะได้ป้องกันปัญหาการยักยอกได้ประเภทเจอของ 2 อย่างตั้งแต่แรกแต่แขกโทรมาตาม Lost and Found แล้วบอกว่ามี 3 อย่าง เป็นต้น

ทันทีที่เฮียใส่รหัสจากเครื่อง Master และตู้ Safe ปลดล็อคแล้วเปิดออกมา สิ่งแรกที่พุ่งออกมากระแทกจมูกพวกเราคือกลิ่นที่เหม็นมาก กลิ่นๆ นั้นมันก็คือกลิ่นขี้นี่แหละแต่เฮียก็ยังไม่แน่ใจว่า "ใครมันจะบ้าทำแบบนี้วะ" แต่พอเปิดประตูออกเต็มบานเท่านั้นแหละแม่เจ้าแม่งเป็นก้อนเลย อ้วกแทบพุ่งทั้งเฮีย Security แม่บ้าน เอามือปิดจมูกกันแทบไม่ทัน คืออารมณ์แบบ "แม่งคิดได้ไงวะ ขี้ใส่ Safe" หลังจากนั้นเฮียเนี่ยไม่เท่าไหร่แต่แม่บ้านนี่ดิหนักสุดเพราะต้องมาไล่ทำความสะอาด Safe ใหม่อีก กับปัญหาที่เกิดจากความคึกคะนองของแขกบางคน

ปล. หลังจากขึ้นไปแล้วก็เป็นอันว่าอวสานมื้อเย็นของเฮีย Security และแม่บ้านได้เดินทางมาถึงแล้ว กินข้าวไม่ลงกันเลยทีเดียว


บทความแนะนำ