วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Cliam กันเข้าไป




มีอยู่ครั้งนึงเฮียเคยเจอแขกตีมึนจะมา Cliam ค่าใช้จ่ายกับโรงแรมเว้ย

จำได้ว่าแขกคนนี้เป็นแขกแดนหมีขาว (ช่วงนั้นพวกพี่แกเข้ามาเยอะเพราะค่าเงินรูเบิลของพี่แกยังไม่โดนลุงแซมมะริกัน ถล่มจนอัตราแลกเปลี่ยนเละเป็นโจ๊กเหมือนตอนนี้) อยู่ดีๆ ก็ให้ไกด์ที่เป็นคนไทย ซึ่งเฮียก็รู้จักแหละมา Claim กับโรงแรมว่า พวกพี่เขาทั้งสองหน่อนั้นทานอาหารโรงแรมไปและท้องเสีย พอไกด์มาถึงก็มาคุยกับเฮียด้วยสีหน้าที่เบื่อโลกว่า “เฮีย แขกเค้าแจ้งว่าเขาจะขอเรียกร้องค่าเสียหายเพราะกินอาหารที่โรงแรมเฮียไปเมื่อวานแล้วท้องเสีย เค้าบอกว่าเค้าไปหาหมอมาเสียเงินไป 5,000 บาท”

พอเฮียได้ยินดังนั้นเลยถามน้องเค้ากลับไปว่า “เฮ้ย เฮียว่าไม่น่าใช่นะแต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวเฮีย Check กับทางห้องอาหารให้ก่อนว่าแขกกินอะไรไปเมื่อวาน” แล้วเฮียก็โทรไป Check กับน้องห้องอาหารพร้อมกับให้น้อง G.S.A. ดูหน้าบิลที่อยู่ในไฟล์ของห้องนี้ว่าสั่งอาหารอะไรไปบ้าง ขณะที่รอการเช็คอยู่ เฮียก็หันไปถามกับไอ้น้องไกด์ที่รู้จักกันเพราะเห็นสีหน้ามันเบื่อๆ โลก “เฮ้ย เป็นไรวะ วันนี้ทำหน้าอย่างกับหมาแดกแฟ้บ (แซวกันแรงเพราะสนิทกัน)” แล้วมันก็บอกมาว่า “โหเฮีย ก็ไอ้สองคนนี้อ่ะดิ มัน Complain บริษัทว่าโรงแรมที่พามันมานอนไม่เหมือนกับตอนที่มันคิด ทั้งๆ ที่เค้าก็อธิบายละเอียดพร้อมโชว์รูปภาพทุกอย่างให้ดูก่อนที่ทำการจองแล้วนะเฮีย นี่มันจะเอาเงินคืนอีก บริษัทเค้าก็วุ่นวายกับมันอยู่เนี่ย” นึกในใจ “มึงก็เลยเผื่อแผ่มาให้กูโดนใช่ม่ะ”

และด้วยสัญชาติญาณเพราะเคยเจอเคสแบบนี้มาก่อนเฮียก็เลยถามมันว่า “เฮ้ย เมื่อวานเย็นพากันไปกินข้าวที่ไหนมา” น้องคนนี้มันก็บอกมาว่า “อ๋อ พาไปกินซีฟู๊ดแถวจอมเทียนมาเฮีย..ก็ร้านประจำทุกครั้งนั่นแหละ” ....อ่ะ!!!! มึงเสร็จกูและทีนี้ พอสักพักน้อง G.S.A เฮียก็หยิบหน้าบิลมาให้ดูก็ปรากฏว่ามีรายการอาหารอยู่รายการเดียวที่ไม่รวม ABF แถมสั่งตั้งแต่วันแรกที่มาพัก (วันที่เกิดเรื่องเป็นวันที่ 3 แล้ว) เป็นรายการอาหารแบบ Basic มากคือ “ซีซ่า สลัด” จากนั้นก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่น้องที่ห้องอาหารโทรมาแจ้งรายการที่มันไป Check ว่าเป็นรายการเดียวกับที่ Front มี

ว่าแล้วเฮียก็จัดการเอาบิลนั้นอธิบายกับน้องไกด์เพื่อให้น้องมันไปแปลเป็นภาษารัสเซียอีกทีว่า “นี่คือรายการอาหารของยูนะ มันเป็นซีซ่าสลัด และมีรายการเดียว แถมสั่งตั้งแต่วันแรกที่ยูมาเลยนะ แล้วยูบอกว่าท้องเสียเพราะอาหารโรงแรมไอ ซึ่งมันควรจะเป็นตั้งแต่วันแรกไม่ใช่เพิ่งมาเป็นเมื่อวาน” น้องไกด์มันก็ไปแปลและเหมือนว่ายังไม่ทันแปลจบ ทั้งสองก็โวยวายประดุจควายถูกเชือดขึ้นมาเลย แถมไอ้ผู้ชายมีทุบ Counter ใส่กูอีก (ห่าน นี่มึงลอกกันมาป่ะวะเนี่ย Counter กูแม่งโดนทุบตลอด นี่ถ้าเป็นกระท้อนนี่ Counter กูแม่งหวานเจี๊ยบไปและ) มันก็ไม่ยอม

ในขณะที่น้องไกด์กำลังจะหันมาแปลเฮียเลยบอกสวนกลับไปว่า “น้องไม่ต้องแปลพี่พอรู้และ แต่เมื่อกี้น้องบอกว่าเมื่อวานไปกินซีฟู๊ดมานี่ บอกเขาไปด้วยว่ามันอาจเป็นที่นั่นก็ได้ และความเป็นไปได้น่าจะมากกว่านะเพราะรสชาติอาหารและน้ำจิ้มมันชวนท้องเสียมากกว่านี้อีก ที่สำคัญบอกว่าไปหาหมอ ไหนใบรับรองแพทย์”

น้องไกด์มันก็เริ่มเกร็งๆ นิดนึงเพราะเฮียพูดด้วยนำเสียงเรียบเฉย แต่ปนไปด้วยรังสีอำมหิตยิ่งกว่า DeadPool อีกกูอ่ะตอนนั้น มันก็แปลๆ ให้สองคนนั้นฟัง มันก็เหมือนยังไม่ยอมอีกพูดใส่ไกด์มาซึ่งน้องมันก็มาแปลว่า “แขกบอกว่า อาหารเมื่อวานเค้าไม่ได้กินอะไรไปเลย ไม่ได้เป็นที่อาหารเย็นเมื่อวานแน่นอน เค้าอยากได้เงิน 5,000 บาท ที่เป็นค่ารักษาคืน”

หึหึหึ มาไม้นี้อีกและ กูคงเชื่อหรอกนะว่าไม่ได้กินอะไร มึงไปนั่งซะขนาดนั้นและ แล้วเค้าพาไปกินแล้วด้วยมีเหรอท่านทั้งสองจะไม่กิน เฮียก็ยังคงไม่ยอมและบอกไกด์ไปว่า “ถ้าเขาจะเอาเงิน 5,000 บาท ก็ไปเอาใบรับรองแพทย์มา แล้วทางเราจะโทรไปหาแพทย์ว่าอาหารเป็นพิษเพราะอะไร มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่กินแค่ซีซ่าสลัดแถมกินตั้งแต่วันแรกที่ผ่านมา 3 วันแล้ว เพิ่งจะมาท้องเสีย ถ้าพิสูจน์ได้เราจะจ่าย แต่ถ้าไม่ได้เราจะแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท” แล้วเฮียก็บอกให้ไกด์แปล ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันแปลภาษาอะไรของมันอ่ะนะ หรือมีคำว่าแจ้งความไปเกี่ยวด้วยมั้ง คราวนี้พี่แกทั้งสองสงบเลยมึง แล้วก็หันมามองหน้าเฮียแล้วก็ซุบซิบอะไรกับไกด์สักอย่างเนี่ยแหละ ก่อนจะบอกกับเฮียว่า “OK” แล้วก็เดินออกไป ...อ้าว ไอ้ห่า กูงง มึงโอเคอะไร คือถ้าให้เฮียคิดเองเฮียก็จะคิดได้ว่ามันน่าจะบอกว่า “OK เดี๋ยวกูไปหาหลักฐานมาก่อน มึงเจอกูแน่” แบบนี้น่าจะเป็นไปได้ แล้วสักพักไอ้น้องไกด์มันก็แปลให้ฟัง ก็เป็นแบบที่เฮียคิดจริงๆ หลังจากนั้นจนวันรุ่งขึ้นที่สองหน่อนี้เค้า Check Out เฮียก็ไม่เคยได้ยินพี่แกพูดเรื่องทวงค่ารักษาพยาบาลอะไรนี่อีกเลยหว่ะ เออ แปลกดี...เรื่องนี้สอนไว้ว่า “ถ้าคิดอะไรไม่ออกเมื่อเจอแขกแบบนี้ให้ใช้ Wording “แจ้งความ” ทุกอย่างจะสงบลง (บ้าง) ไม่

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เรื่องจริงผ่านจก


เฮียมีเรื่องจริงผ่านจอมาเล่าให้ฟังเว้ย

มีครั้งนึงที่เฮียดำรงตำแหน่ง Duty Manager เฮียเคยเจอแขกมาแบบว่ามึนมากถึงมากที่สุดเพราะคิดว่าโรงแรมนี้เสมือนบ้านของตัวเอง ออกแนว Home Sweet Home แบบนั้นแหละ คือตอนแรกพอเข้ามาถึงเขาก็เป็นลักษณะครอบครัวอ่ะนะคนไทยมีสามีฝรั่ง ก็มา Check In แบบดิบดีท่าทางและอัธยาศัยดีมากอ่ะนะ แกก็อยู่ไปได้ประมาณ 3 วันแล้วนะ ทีนี้แกก็อยากจะมา Upgarde ห้องเว้ย แต่ตอนนั้นห้องมันเต็ม เฮียก็เลยบอกไปว่า "ต้องขออภัยจริงๆ เพราะห้องที่จะอัพเกรดไปมันเต็ม" แต่มันมีห้องที่เป็น Level ที่ Up ขึ้นไปอีกมันว่างอยู่ เฮียก็เลยเสนอแนะแนวทางตามร่าง พรบ การย้ายห้องพักพุทธศักราช 2553 เพื่อเป็นทางเลือก แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

เจ้กับสามีเขาไม่เอาเพราะมันแพงและจะ Upgarde ไปห้องนี้ให้ได้ เฮียก็บอกว่าห้องมันไม่มีจริงๆ ครับคุณพี่ ต้องขอประทานโทษด้วยนะครับ เพราะห้องมันจะว่างอีกทีก็อีก 3 วัน แต่ถ้าโชคดีมีแขก ECO ก็อาจจะเอาห้องมาให้ได้ ซึ่งเจ้แกก็อยู่นานตั้ง 2 อาทิตย์ แกก็น่าจะรอได้และเข้าใจอ่ะนะ

แต่ครับแต่ แต่ช้าแต่ เค้าแห่ยายมา พอถึงศาลา เค้าเอายายเผา "เพราะเมื่อไหร่ที่มึงดันคิดถึงพี่ยุ้ย มโนแจ่ม ไปเองว่าทุกเรื่องทุกการ Offer หรือการ Complain มันจะจบลงด้วยการแก้ปัญหาง่ายๆ มึงคิดผิดถนัดครับ เพราะเจ้และสามีตอนนี้โมโหมากที่ไม่ได้ Upgarde ในทันที...สารพัดคำด่าพรั่งพรูออกมา ฟักอย่างนั้น ฟักอย่างนี้ ฟักทอง ฟักแม้ว ฟักเอาไปตุ๋นมะนาวดอง ฟักผัด มากันเป็นสวนปลูกเป็นไร่ขายเป็นกิโล นี่ยังไม่นับสารพัดข้อกล่าวหาที่กูได้ยินมาทั้งชีวิตจนแทบจะอ้วกแล้วว่า "Bad Hotel, Bad Service, Bad Staff" ด่าจนหน้าเฮียแม่งเป็นเครื่องหมายคำถามว่า "กูผิดอัลไล" ก็ห้องมันไม่มีนี่หว่า

แกก็จะเอาให้ได้เลยนะแล้วก็หลุดมาประโยคนึงว่า "เธอรู้มั้ย ชั้นซื้อโรงแรมเธอได้เลยนะ แล้วก็วางบัตร AMEX Black Card" โชว์รวยมาหนึ่งดอก ซึ่งเฮียแม่งก็นึกในใจ "Owner กูก็รวยติดอันดับ Top 10 ของประเทศ อับดับ 50 กว่าๆ ของ Asia อันดับ 100 กลางๆ ของโลก เค้าคงจะขายมึงหรอกเนอะ ไอ้กระเพาะแพะ" ....บอกว่ามีตังค์ รวยถึงรวยมาก ซื้อโรงแรมได้ แต่พอให้อัพไป Type อื่นที่แพงกว่าแต่มีห้องว่าง ดันไม่อยากจะจ่าย ตกลงมึงรวยจิงป่ะเนี่ย???

ด้วยความที่เฮียไม่ไหวและเลย Offer ไปว่า "เอาอย่างนี้นะครับ ผมมอบส่วนลด สมน้ำหน้าคุณ ให้ 50% สำหรับการ Upgarde ไปอีก Type นึง จะเหลือเท่านี้นะครับ (แล้วเฮียก็คำนวณและกดเครื่องคิดเลขแบบถอนรากถอนโคนให้ดู) สองคนก้มหน้าดูสักพักบ่นกันพึมพำๆ แล้วก็บอกว่า "OK..Find the room for me now?" น่าน พะเยาว แพร่ อุตรดิตถ์ ยังไม่วายโชว์พาวใส่กูอีก ก็จบลงด้วยการอยากได้ส่วนลดของคนรวยที่บอกว่าซื้อโรงแรมได้ทั้งโรงแรมอ่ะนะสำหรับเคสนี้

ตรุษจีนก็ไหว้ศาลไหว้เจ้าที่ๆ โรงแรมกันบ้างนะ เพื่อท่านจะช่วยเวลามีแขก Complain

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2559

ขออะไรก็ได้ดั่งใจนึก


เคยเจอแขกให้ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้กันมั่งป่ะ

มีครั้งนึงเว้ย เฮียก็กำลังเข้ากะดึกอยู่ ทีนี้มันมีแขกห้องนึงโทรลงมา เฮียก็รับสายปกติแล้วก็ถามว่า "Can I help you?" จำได้ว่าตอนนั้นประมาณตี 2 ปลายสายก็ Complain ด้วยเสียงที่โมโหเป็นภาษาอังกฤษจับใจความได้ว่า "เธอช่วยไปบอกผับให้ปิดเพลงที ชั้นจะนอน เสียงเพลงมันดังชั้นนอนไม่หลับ นี่ชั้นมาพักผ่อนนะ เธอต้องช่วยชั้น" เฮ่อๆๆๆๆๆ อยากบอกว่าพอ Check ในรายชื่อแขกที่พัก ปรากฏว่าเจ้แกพักมา 3 คืนและ แล้วพรุ่งนี้เจ้แขาก็จะ Check Out อยู่แล้วล่ะก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงจะมาเกิดหนวกหูเอาคืนนี้ ที่สำคัญไอ้ผับที่ว่าเนี่ย เขาก็เปิดเพลงแบบนี้มาตั้งแต่กูเกิดและ และนี่มันก็พัทยา ถ้ามันดังตั้งแต่คืนแรกแล้วเจ้เขา Complain เฮียก็ยินดีที่จะย้ายห้อง ย้ายฝั่ง ย้ายตึก หรือแม้แต่ Free Upgrade เฮียก็ให้ทุกอย่างเลยล่ะ แต่นี่เจ้เล่นมาแบบนีเฮียก็อยู่ในอามรณ์มือเสี่ยงตายกายเสี่ยงตีนจริงๆ จะให้เฮียอาจหาญเดินไปบอกผับว่า "พี่ๆ เบาเสียงหน่อยดิ แขกผมจะนอน" เฮียก็คาดว่าประกันชีวิตที่เฮียทำไว้น่าจะได้ใช้งานโดยมีพ่อกับแม่เฮียเป็นผู้รับมรดกแน่ๆ หรือไม่ก็ เฮียอาจจะได้ไปเยี่ยมหมอหรือใช้บริการโรงพยาบาลกรุงเทพ-พัทยา ได้โดยไม่คาดคิด เฮียเลย Offer เจ้เขาให้เขาย้ายห้อง ทีนี้เจ้เค้าก็ไม่ยอมย้ายเว้ย บอกว่ามันดึกแล้วและจะนอน แล้วก็ยังย้ำให้เฮียไปบอกผับให้ปิดเพลงเหมือนเดิม ทีนี้เฮียก็เริ่มนิ่งและก็ไม่พูดอะไร ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหวและทำตัวให้ห่างทีนนนน มากที่สุด ก็ปล่อยให้เจ้เขาบ่น เขาด่า เขาว่าไป

และสุดท้ายเหมือนจะรู้ว่ามันไม่ได้ เจ้เขาก็วางสายและก่อนวางสายเจ้เขาก็ทิ้งประโยคไว้ให้เฮียคลายคิดถึงว่า "Your Hotel Bad Service" จบข่าว...

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

โดนด่าฟรีอีกที


เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางทีการอยู่เฉยๆ ของมึงนั่นแหละดีที่สุดแล้วไม่ต้องไปทำอะไรที่เข้าข่าย "สอใส่เกือกผูกเชือกกอไก่เลย"

เรื่องมันเกิดขึ้นตอนบ่ายวันหนึ่ง มีแขกที่ไม่ได้พักในโรงแรมเข้ามาหาเฮียที่ตอนนั้นกำลังยืนจัดแจงงานกับ Bell Boy อยู่เรื่องกระเป๋าของกรุ๊ปที่กำลังจะเข้ามา แขกคนนี้เป็นแขกสัญชาติสาหรี่ลี้รัก คาดว่ามาจากดินแดนโรตีแกงกะหรี่ดัง มาถึงก็หน้านิ่วคิ้วขมวดมาเลยแล้วก็ตะคอกเฮียว่า "Can you talk with the driver" เฮียก็ งงๆ อ่ะนะแต่อย่างว่าเรามัน Service Charge เอ้ย!!!! Service Mind มันอยู่ในสายเลือดแบบเต็มกระเพาะไปยังลำไส้ใหญ่ เฮียก็รู้แล้วแหละว่าเจ้เขาไม่ใช่แขกของโรงแรมเป็นแน่แท้ แต่ก็ช่วยอ่ะนะ เพราะเราต้องรักษาภาพพจน์การท่องเที่ยวไทย และเป้าหมาย 2 ล้านล้านบาทในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แบบที่ Vat Refund ได้ (ตอนนี้เฮียก็ยัง งงๆ ว่าตกลงเราจะขายอะไรวะแล้วรายได้จะมายังไง????)

เฮียก็รับสายมาเว้ย ทีนี้เฮียก็ถามว่า "อยู่ไหนแล้วครับ" แทนที่ไอ้ฝั่งนั้นที่เป็น Driver จะพูดกับเฮียดีๆ แม่งมาหงุดหงิดใส่เฮียอีก แล้วก็ตะคอกบอก "ก็บอกว่าอยู่สุขุมวิทไง เนี่ย...อยู่สุขุมวิท" ทีนี้เฮียก็ขึ้นเว้ย เพราะเราอุตส่าห์จะช่วยมึงสองคนปรับความเข้าใจกันนะเนี่ย เสือกมาหงุดหงิดใส่กูอีก ว่าแล้วเฮียก็จัดเลย "ขอโทษนะคุณ ผมเนี่ยไม่รู้เรื่องอะไรเลย ผุ้หญิงคนนี้เดินมาแล้วเอาโทรศัพท์มาให้ผม ผมก็พยายามจะช่วย แล้วคุณมาหงุดหงิดใส่ผมทำไม อย่างนั้นคุณก็ไปคุยกันเองแล้วกัน ผมขอตัว" แล้วเฮียก็ส่งโทรศัพท์ให้ หมาดำ เอ้ย มาดามมม ท่านนั้นไปจัดการเอาเอง

และเหมือนจะคุยกันยังไงไม่รู้ไม่รู้เรื่อง เจ้แกก็เดินมาหา Bell Boy ของเฮียอีกครั้งแล้วจะให้พูดกับ Driver ให้หน่อย เฮียเลยบอกไปว่า "Your driver such rude with me. I don't want to talk with him anymore" เท่านั้นแหละครับ มาเต็มเลยทีนี้ Your Hotel is Bad.. (ดอกแรกด่าโรงแรมกูเลวก่อนเลย ทั้งๆ ที่โรงแรมกูยังไม่ได้ไปทำอะไรให้มึงเลยนะเนี่ย เป็นแขกกูก็ไม่ใช่ นี่กูอุตส่าห์จะช่วยนะ) ตามมาดอกสอง I will post on the Internet. Your hotel bad service. (อ้าว.... คือสรุปว่าโรงแรมกูต้องช่วยคนทุกคนที่เดินผ่านในสุขุมวิทว่างั้น ถ้าไม่ช่วยนี่คือบริการไม่ดี) แล้วก็มาเต็มชนิดที่่ว่า เฮียกับน้อง Bell boy แทบไม่ได้อ้าปากตอบโต้อันใดเลย ได้แต่ยืนฟัง สักพักมีรถมาจอดหน้าประตูโรงแรม มี Driver เดินลงมาแล้วก็เข้ามาถามหาแขก ซึ่งก็คือเจ้ที่คุยกับเฮียอยู่นี่แหละ เฮียก็เลยจัดการให้ทั้งสองได้ครองรักกัน เอ้ย!!เจอกัน แล้วจากนั้นทั้งสองก็จากพวกเราไปด้วยดี โดยไม่มีแม้คำขอโทษที่กูก็ไม่ได้คาดหวังอะไรอ่ะนะแต่ตามมารยาทไง

เอวังเฮียก็โดนด่าฟรีด้วยประการละฉะนี้แล

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2559

แขกให้ของแบบ งงๆ




เฮียเคยเจอเหตุการณ์ที่แขกให้ของแบบ งง ครั้งนึงเว้ย

จริงๆ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเฮียหรอก แต่จะว่าไปมันก็เกี่ยวแหละ แต่เอ๊ะ!! หรือมันจะไม่เกี่ยววะ แต่ว่าก็ว่ามันต้องเกี่ยวแหละ เพราะเฮียเป็น Front Office ฉะนั้นมึงจงจำไว้ว่าทุกอย่างทุกสิ่งในโรงแรมจะเกี่ยวข้องกับมึงทันทีโดยไม่ได้ร้องขอและเต็มใจ ไม่ว่าใครจะทำอะไรจะผิดจะถูก ทำใจไว้เลยว่า "มึงคือหนึ่งในตัวละครนั้นแน่นอน"

เรื่องนี้มันเกิดขึ้นตอนเช้าวันหนึ่งที่เฮียกำลังต่อรอบให้รอบเช้า (ตอนนั้นเฮียเป็น Night Manager) มี รปภ. คนนึงเว้ย วิ่งหน้าตาตื่นมาหาเฮียเลย แล้วก็ทำหน้าตกใจปน งงๆ แล้วก็บอกว่า "เฮีย อยู่ดีๆ แขกเอากุญแจรถมอเตอร์ไซด์ให้ผม เขาบอกว่า เขาจะไม่เอากลับประเทศแล้ว เขาให้ผมเอาไปเลย ผมต้องทำยังไงดีเฮีย"

อ้าววววว ไอ้นี่ ทำไมไม่เป็นกูวะที่ได้ (ตอนนั้นนึกในใจแบบทำหน้าปานว่าตัวโกงนิด ๆ นะ) คือจริงๆ ถ้าจะให้ มอเตอร์ไซด์ถ้าจะให้ถูกต้องก็คงต้องให้เล่มมาด้วย แล้วก็ทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าให้จริงๆ แต่อันนี้แขก Check Out เรียบร้อยแล้วและโยนกุญแจให้แล้วก็ไป แล้วมันจะไปโอนไปรับไปมอบยังไง

ตอนนั้นเฮียก็ยัง งงๆ ทำอะไรไม่ถูกเพราะไม่เคยเจอ แต่ก็ตั้งข้อสักเกตุว่า "เฮ้ย เฮียว่าลอง Check ดูก่อนดีป่ะวะ ว่ารถคันนี้แขกเขาไปเอาจากไหนมา เผื่อเป็นของที่ขโมยมานี่ซวยนะเว้ย" พอพูดจบ มันเอาสำเนาทะเบียนรถให้ดูแล้วบอกว่า "นี่ไงเฮีย เล่มทะเบียน เขาชื่อนี้ป่าวเฮีย" ว่าแล้วเฮียก็รับเล่มแล้วก็มา Check กับสำเนา Passport เขาที่ลงทะเบียนไว้กับโรงแรมปรากฏว่าเป็นชื่อเดียวนามสกุลเดียวกัน แต่ก็นั่นแหละมันก็ต้องโอนกันป่ะวะถึงจะถูกต้องตามกฏหมาย เฮียก็ยังไม่แน่ใจ ก็เลยไม่รู้จะแนะนำมันยังไง ประกอบกับเจ้าตัวเองก็ไม่กล้าเอาออกไปจากโรงแรมเหมือนกันเพราะกลัวว่าใครจะมาแสดงตัวรับของแล้วหาว่าเอาออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก

พอดี OM (Operation Manager) เขาเดินมาพอดีเฮียก็ลองปรึกษาเขาดู ซึ่งพี่แกก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้เหมือนกัน เขาก็ให้เฮียทำ Incident Report มาก่อน แล้วแกก็เรียก Chief Security มาสอบถามว่าจะเอายังไงต่อถ้า รปภ.คนนี้จะเอารถกลับบ้าน พี่ Chife เขาก็แนะนำว่าให้ Burn ภาพจาก CCTV เก็บไว้ตอนที่แขกให้กุญแจ รปภ. แล้วก็เขียนรายงานว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรก่อนที่แขกจะให้รถมอเตอร์ไซด์นี้ ส่วนการโอนเล่มโอนชื่อก็ให้ รปภ.ไปปรึกษาขนส่งเอง เชื่อมั้ยว่าจากวันนั้นเป็นเวลากว่า 1 อาทิตย์ เฮียยังไม่เห็น รปภ.คนนี้เอารถกลับไปเลยหว่ะ จนเฮียอดไม่ไหวเลยไปถามว่า "เฮ้ย ทำไมเอ็งไม่เอารถกลับล่ะ" มันก็บอกเฮียมาว่า "ไม่อยากเสี่ยงหว่ะเฮีย ผมไม่รู้จะทำยังไงเกิดเอาไปแล้วเขาย้อนมาเอากลับผมก็ซวยดิ"

เอวัง ก็จบลงด้วยรถมอเตอร์ไซด์ ฮอนด้า แฟนท่อม (สมัยนั้นที่ยังไม่มี Big Bike นี่ถือว่าเด็ดสุดเลยนะตัวนี้) ก็ยังจอดอยู่ในลาดจอดของโรงแรมต่อไป

ปล. ช่วงนี้เฮียแม่งติดละคร "ไฟล้างไฟ" มากเลยหว่ะ อาจจะด้วยเพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวกับโรงแรมเยอะด้วยแหละนะ ดูไปก็สนุกดีหว่ะ แต่จะว่าไปเดี๋ยวนี้ละครก็มีการปูพื้นว่าพระเอกนางเอกเป็นเจ้าของโรงแรมหรือทำธุรกิจโรงแรมกันเยอะขึ้นนะ



วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

Lobby คือทุกอย่าง


บางทีเราก็ต้องเจอกับเคสที่ปัญหามันมาจากโครงสร้างของโรงแรม และเราไม่ได้จบวิศกรรมศาสตร์หรือช่างก่อสร้างมา จึงทำได้ดีที่สุดแค่รับฟังปัญหาและคำด่าจากแขกเฉกเช่นกรณีของเฮียตอนนี้ บ่ายวันหนึ่งขณะที่เฮียกำลังทำงานตอนเป็น Assistant Manager Front Office

มีแขกจากประเทศแถวๆ ลุงหลับสองคนเดินตรงมาที่หน้า Lobby ด้วยท่าทีที่หงุดหงิดมากๆ ปานว่าไปแดกส์รังแตนที่ไหนมาแล้วลืมเขย่าขวดก่อนกิน เฮียเห็นเช่นนั้นด้วยจิตวิญญาณของความเป็นหัวหน้าที่ดีจึงจัดการปกป้องลูกน้องที่อยู่ข้างๆ ด้วยคำพูดที่ว่า "เฮ้ย เอ็งไปรับเรื่องให้เฮียก่อนดิ เฮียยุ่งอยู่" 555.......ไม่ใช่ๆ เฮียก็จัดการเดินไปตรง Counter ในพิกัดที่คาดว่าพี่เขาน่าจะเดินมา เพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องถามหากูอยู่ดี

พอมาถึงพี่แกก็ใส่เต็มทีเลยตาม Nature ของแขกชาตินี้ที่ "เงินกูเป็นหญ่าย จะได้อะไรต้องได้นะเฟ้ย" แกก็ด่ามาแบบภาษาอังกฤษสำเนียงอาระบิก แปลเป็นไทยได้ว่า "ทำไมโรงแรมยูไม่มีสายชำระ ชั้นต้องการสายชำระ ชั้นต้องการน้ำ มันไม่สะอาดยูรู้มั้ย" .....คืออันนี้เฮียเข้าใจเค้านะเพราะประเทศแทบลุงหลับการชำระร่างกายให้สะอาดก่อนทำละหมาดเป็นเรื่องซีเรียสและสำคัญมาก แต่ด้วยตอนนั้นโรงแรมเฮียทุกห้องในโรงแรม ย้ำว่าทุกห้องในโรงแรมไม่รวมห้องน้ำพักงานใน Locker นะครับ เขามีแต่กระดาษชำระไว้ให้ในห้องน้ำทั้งนั้นแทบทุกห้อง ไม่มีห้องไหนเลยที่มีสายชำระ ซึ่งมันเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่ถ้าเขาจะต่อสายชำระคงต้องรื้อทำใหม่ทั้งโรงแรม ซึ่งกรณีนี้ถ้าเขาพบและรับไม่ได้ในวันแรกโรงแรมก็ยินดีจะ Refund เงินคืนให้และหาที่พักใหม่ให้อยู่แล้วเพราะแขกไม่ได้ผิด แต่นี่พี่แกอยู่มา 3 วันแล้วเพิ่งจะมีปัญหา

เฮียก็จัดการอธิบายให้กับแขกได้เข้าใจนะ แต่แกก็ไม่เข้าใจพร้อมกับบอกว่า "เธอต้องหาสายชำระให้ชั้นเดี๋ยวนี้" ก็อย่างที่บอกว่าชาติแถบนี้เขาอยากได้อะไรต้องได้เงินเขาใหญ่อ่ะนะ (แต่ต่อไปอนาคตไม่แน่แล้วล่ะว่าเงินเขาจะเยอะและใหญ่อยู่เหรอเปล่า) เฮียก็อธิบายและ Offer Hell เอ้ย!!! Offer Help นะว่า "มันเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างและเราไม่สามารถหาสายชำระให้ได้ เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวชั้นจะเอาถังน้ำสำรองอย่างดีขึ้นไปสำรองใส่น้ำไว้ให้ยูนะ ส่วนถ้ายูอยากได้อะไรเพิ่มเติมก็แจ้งชั้นมา" ตอนนั้นเฮียว่านี่แหละคือทางออกที่ดีที่สุดเพราะจะให้แขกลงมาใช้ห้องน้ำพนักงานมันก็คงจะดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ ครั้นจะให้ต่อสายชำระก็คงต้องทุบห้องน้ำกันทั้งโรงแรม แผนกช่างคงนั่งเอาตีนก่ายหน้าผากเป็นแน่แท้เพราะมันงานช้าง สุรินทร์ กันเห็นๆ

แต่ถึงกระนั้นแขกก็ยังไม่ยอมและยืนโวยวายๆ จนเพื่อนที่มาด้วยกันที่ดูท่าว่าจะเข้าใจกว่าพี่แกในสิ่งที่เฮียอธิบาย เพื่อนเริ่มทนไม่ไหวเพราะอายคนรอบๆ Lobby เลยบอกเฮียว่า "Ok...Ok...แล้วก็ลากเพื่อนขึ้นห้องไปสงบสติอารมณ์" จากนั้นเฮียก็ประสายงานแม่บ้านขึ้นไป Set up ไว้ตามที่ได้แจ้ง

ก็อย่างที่บอกว่า ไม่ว่าปัญหาจะเป็นอะไรและเกี่ยวกับอะไร จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างหรือเกี่ยวกับการบริการ แต่เมื่อมึงยืนอยู่หน้า Lobby ปัญหาทุกอย่างนั้น Belong to มึง แล้วแน่นอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะ "มึงคือทุกอย่างของโรงแรม" 555

ปล.ฝากอัพเดท ตอนนี้หนังสือเฮียเขียนเสร็จแล้วอยู่ในช่วงตรวจคำผิด ภาพประกอบก็เสร็จแล้ว เหลือแต่หาสำนักพิมพ์ ส่งไป Afterword แล้วแต่เค้ายังเงียบ ก็รอหน่อยนะครับ หวังว่าถ้าออกมาคงได้รับการต้อนรับกันอย่างเนืองแน่นและแย่งกันน่าดูประมาณว่า "มึงเอาไปดิ...มึงแหละเอาไป" อย่างแน่นอน


บทความแนะนำ