วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2565

Aigent

พบกับอีกหนึ่งตัวช่วยด้านการขายและการตลาดของโรงแรม

- ตัวช่วยในการเพิ่ม Direct Booking ให้กับโรงแรม
- ตัวช่วยในการสร้างกระแสเงินสด (Cashflow) ให้กับโรงแรม
- สามารถกำหนดเงื่อนไข Voucher ผ่านระบบ Extranet
- โอกาสในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม NFT และผู้มีบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศที่มีมากกว่า 2 ล้านคน
- Zero Commission




ต้องยอมรับว่าช่วงที่ COVID-19 ระบาดที่ผ่านมาโรงแรมเราบอบช้ำกันมากจริงๆ ช่องทางการขายและการตลาดอย่าง Agency ต่างๆ ก็หายไปกันอย่างมากมาย ปัจจุบันแม้จะยังอยู่ในช่วงการระบาดของ COVID-19 แต่หลายประเทศเริ่มเปิดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาและถือเป็นข้อดีสำหรับธุรกิจโรงแรมของเราคือ "ตัวช่วย" ในการขายเพื่อช่วยพลิกฟื้นธุรกิจโรงแรมของพวกเราที่มีเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกันและวันนี้เฮียมีอีกตัวช่วยหนึ่งซึ่งเป็นตัวช่วยที่จะทำให้ได้ประโยชน์ทั้งแขกผู้เข้าพักและโรงแรม "แขกผู้เข้าพักได้ราคาที่ดีที่สุด โรงแรมเพิ่มยอดขายตรงได้มากที่สุด"
วันนี้เฮียมีธุรกิจที่ชื่อว่า Aigent ซึ่งเป็น Platform ด้านการขาย สำหรับธุรกิจโรงแรม โดยระบบของเขานั้นมีบริการให้โรงแรมสามารถลงขาย E-Voucher ได้ด้วยตนเอง สามารถกำหนดจำนวน Voucher ที่จะขายได้ กำหนดจำนวนห้องพักได้ และควบคุมการจองได้ เป็น Platform ที่สร้างมาเพื่อนำเสนอราคาที่ดีที่สุดให้กับแขกผู้เข้าพักได้ในรูปแบบ 24/7 ไม่ต้องรองาน Event ขาย Voucher ที่ต้องเดินทางไปร่วมงานด้วยตัวเอง สมัครขาย E-Voucher ผ่าน Application Platform วันนี้ฟรี!! ไม่มีค่าคอมมิชชั่น
ทุกโรงแรมสามารถเข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ Aigent เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับโรงแรมของคุณ ได้ตาม Link นี้เพื่อรับสิทธิ!!! : https://app.aigentcorporation.com/signup
พร้อมโอกาสในการ
✅ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการโรงแรม สร้าง Cashflow ให้กับธุรกิจ
✅ 0% ค่าคอมมิชชั่นและฟรีค่าธรรมเนียมธุรกรรมออนไลน์
✅ มีระบบ Extranet รองรับการใช้งานแบบ OTAs สร้าง กำหนด และควบคุมได้ทุกขั้นตอน
✅ มีความยืดหยุ่น สามารถกำหนดราคาห้องพักได้เองแม้จะเป็น E-Voucher ก็สามารถจัดการได้
.
สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วม!!!
เพียงร่วมทำการตลาดกับเราโดยมอบส่วนลดให้กับ Aigent Club Member 50% หรือไม่เกิน 3,000 บาท/ใบ เมื่อมีการจองที่พักของท่าน อย่างน้อย 5 ใบ ต่อเดือน เท่านั้น
สนใจลงทะเบียนด่วน!!! : https://app.aigentcorporation.com/signup
Instagram : aigentcorporation
LINE Official: @aigent หรือคลิก https: https://lin.ee/HKaLCyE
หรือติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Tel : 088 760 1240

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2565

Google Free Booking Link เครื่องมือสร้าง Direct Booking ใหม่ให้โรงแรม

 เพิ่มยอดจองตรงของโรงแรม (Direct Booking) กับ Google Free Booking Link




วันนี้เฮียมีงานสัมมนางานหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ เลยครับและรับรองว่าเป็นงานที่มีประโยชน์กับพวกเราชาวโรงแรมจริงๆ เป็นงานสัมมนาเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องมือที่จะช่วยเพิ่ม Direct Booking ให้กับโรงแรมของเราผ่าน Google โดยงานสัมมนางานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 15 มิถุนายน 2565 ที่โรงแรม The Athenee Hotel, a Luxury Collection Hotel, Bangkok.
ในงานจะมีการแนะนำเครื่องมือของ Google ที่โรงแรมสามารถนำมาใช้งานเพื่อเพิ่มอัตรา Direct Booking ให้กับโรงแรมได้ ซึ่งทุกหัวข้อการสัมมนามีการบรรยายโดยวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงจาก Google โดยตรงประกอบด้วย
1. APAC Travel Recovery Trends and Insights : การฟื้นตัวของการเดินทางในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมทั้ง Trends และ ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจที่สามารถนำไปประกอบการทำการตลาดได้ โดย TH LCS or Laura Marie (TBD): Business Leader for Travel Search
2. Google Travel Products and Travel Vision : ผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวของ Google Travel และมุมมองเกี่ยวกับการเดินทางในอนาคต โดย Eugenie Lam : Head of APAC, Travel Partnerships Google
3. NETWORKING : สร้างเครือข่ายกับ connectivity partner ชาวโรงแรม และสมาชิกในทีม Google พร้อมอาหารและเครื่องดื่มฟรี
4. Google Hotel Search - Free Booking Links : เครื่องมือสำหรับเพิ่มยอดจองแบบไม่มีคอมมิชชั่นและเพิ่ม Traffic จาก Google Search และ Maps โดย Malte Jess : Business Manager, Travel Ads, Google
5. Google Hotel Search - Hotel Ads : การค้นหาโรงแรมจาก Google และการโฆษณาโรงแรม โดย Malte Jess : Business Manager for Travel Ads in APAC at Google Singapore.
6. Getting the Best Out of Your Connectivity to Google : โดย Arindam Das : Partnerships Manager, Google Travel
7. Google Business Profiles, Hotel Content and Extranet : การใช้งาน Google Business Profiles และการใช้งาน Extranet พร้อมเนื้อหาโรงแรม โดย Arvind Kannan : Product Manager, Google Travel
8. Minor Hotels Case Study : กรณีศึกษาจาก Minor Hotels โดย Sarawut Tantichote : Director of e-Commerce & Digital Advertising at Minor Hotels
9. Panel Discussion จากผู้ให้บริการชั้นนำในอุตสาหกรรมโรงแรม อาทิ
- Hotel Chain (Minor Group)
- IBE - xCaliber
- Agency - eMarketingEye
- Independent hotel - TBC
- Local OTA - Ascend Travel

สำหรับผู้ที่สนใจลงทะเบียนตาม Link ด้านล่างนี้แล้วสามารถไปร่วมงานได้ที่โรงแรม The Athenee Hotel ได้เลยนะครับ "งานเริ่มเวลา 14:00 น." (ตามเวลาในประเทศไทย) เป็นต้นไป วันลงทะเบียนเข้างานแล้วมีของที่ระลึกแจกผู้ที่ไปร่วมงานที่ The Athenee Hotel ด้วยนะครับ

สำหรับผู้ที่ไปไม่ได้สามารถลงทะเบียนออนไลน์ไว้ได้ตาม Link ด้านล่างก่อนได้เลยนะครับ

Link ลงทะเบียน >> https://www.googlehoteliersummit.com/

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565

Cryptocurrency แก้ปัญหานักท่องเที่ยวรัสเซียใช้จ่ายในไทยไม่ได้?

 Cryptocurrency แก้ปัญหานักท่องเที่ยวรัสเซียใช้จ่ายในไทยไม่ได้?





ทันทีที่รัสเซียถูกถอดออกจากระบบ SWIF (Society for Worldwide Financial Interbank Telecommunication) ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินระดับโลก ที่ครอบคลุมสถาบันการเงิน 11,000 แห่งจาก 200 ประเทศทั่วโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากภาคการเงินการธนาคาร ระบบเศรษฐกิจและประเทศคู่ค้าของรัสเซียแล้ว ประชาชนชาวรัสเซียย่อมได้รับผลกระทบไปด้วยเช่นกันทั้งในรัสเซียเองและชาวรัสเซียในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยนั้นแม้รัสเซียอาจไม่ได้เป็นคู่ค้าหลักของเราแต่ในส่วนของการโรงแรมและการท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวรัสเซียถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นกลุ่มที่เข้ามาพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทย

ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุว่า นักท่องเที่ยวรัสเซียถือเป็นกลุ่มหลักที่เดินทางมาประเทศไทย โดยในปี 2013 หรือ 2556 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้ามาประเทศไทยมากที่สุด จำนวน 1.7 ล้านคน ในปี 2019 หรือ 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนวิกฤตโควิด มีนักท่องเที่ยวรัสเซีย จำนวน 1.48 ล้านคน คิดเป็นรายได้โดยประมาณ 96,200 ล้านบาทและนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 เป็นต้นมา มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้าประเทศไทยสะสมมากเป็นอันดับ 1 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยทั้งหมด (พ.ย. 64-28 ก.พ. 65) จำนวน 63,249 ราย (ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, Thailand Pass) คิดเป็นรายได้ 4,100 ล้านบาท โดยประมาณ ในด้านค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวรัสเซียจากสถิติปี 2019 นักท่องเที่ยวรัสเซียใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวัน 4,099 บาท และอัตราการพำนักเฉลี่ยที่ 16 วัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อทริปประมาณ 65,000 บาทต่อคนถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงที่ผู้ประกอบการโรงแรมและการท่องเที่ยวให้ความสนใจมาโดยตลอด

แต่จากผลของการประกาศยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดของสายการบิน Aeroflot ของรัสเซีย (ไทยเรามีเส้นทางบินตรงจากมอสโกสู่ภูเก็ตด้วยเช่นกันโดยมีมากถึงสัปดาห์ละ 4 เที่ยวบินในช่วงฤดูหนาว) ร่วมกับการถูกจำกัดการทำธุรกรรมทางการเงินจากการถูกถอดออกจากระบบ SWIF ทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียประสบปัญหาในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งคนที่อยู่ในระหว่างตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว คนที่กำลังท่องเที่ยวและคนที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วโลก สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ณ ปัจจุบันนี้ปัญหาของการถูกจำกัดการทำธุรกรรมของนักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มแสดงออกและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตแล้ว ซึ่งจากข้อมูลจากสถิติด่านตรวจคนเข้าเมือง ณ​ ท่าอากาศยานภูเก็ต ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 64 - 4 มี.ค. 65 มีนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางเข้าภูเก็ตมากเป็นอันดับหนึ่งโดยมีจำนวนถึง 54,774 คน แต่ ณ ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มประสบปัญหาในด้านชำระเงิน โดยนักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้บัตรเครดิตชำระค่าห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม หรือ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวได้ตามปกติเพราะสถาบันการเงินของรัสเซียถูก Sanction

ในด้านของผู้ประกอบการโรงแรมและการท่องเที่ยว นี่คืออีกโจทย์ความท้าทายใหม่หลังจากที่เพิ่งประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาหมาดๆ การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ผู้ประกอบการทำได้ในส่วนของธุรกิจโรงแรมคงเป็นเรื่องของการให้นักท่องเที่ยวทั้งแบบ F.I.T และ นักท่องเที่ยวที่จองผ่าน Travel Agency ทำการ “ชำระเงินล่วงหน้า” ก่อนเดินทางเข้าพัก แต่นั่นคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีมาตรการคว่ำบาตรด้านการเงินอะไรออกมาและส่งผลกระทบต่อชาวรัสเซียอีก ในระยะยาวปัญหานี้น่าจะต้องใช้วิธีการแก้ไขปัญหาที่เป็นไปอย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้นเพราะเมื่อมีข้อจำกัดในการใช้จ่าย ต้นทุนการท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น ความสามารถในการเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยก็จะลดลงไปจนทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวได้ตามปกติไปด้วย

แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?

เรื่องนี้เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “หัวใจหลัก” ของปัญหานี้คือการที่ “นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้จ่ายได้ตามปกติ” ดังนั้นวิธีการแก้ไขคือ “ต้องทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาใช้จ่ายได้อย่างปกติอีกครั้ง” แต่จะทำอย่างไรในเมื่อระบบการเงินของรัสเซียถูก Sanction อย่างหนัก หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือการใช้ “Cryptocurrency” ในการชำระค่าโรงแรม ค่าที่พัก ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวอื่นๆ

ด้วยความที่ Cryptocurrency มีจุดขายในด้านความเป็น Decentralization คือ “การไม่ยึดติดกับความเป็นศูนย์กลางที่มีผู้ควบคุม” (อาจจะไม่ทุกเหรียญเพราะบางเหรียญก็ยังมีความเป็น Centralization) ทำให้ลดความเสี่ยงในการถูก Sanction ไปได้ (ยกเว้นการ Sanction เจ้าของเหรียญและ Exchange ต่างๆ จากหน่วยงานที่มีอำนาจ) อย่างกรณีของ Binance หนึ่งใน Exchange ที่มีมูลค่าการ Trade มากที่สุดในโลกที่ออกมาประกาศชัดเจนถึงการยึดหลัก “Decentralization” ในโลกของ Cryptocurrency โดยจะไม่ทำการ “ปิดบัญชีผู้ใช้งานในประเทศรัสเซียทั้งหมด” โดยบริษัทประกาศในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ว่า “บริษัทจะปิดบัญชีของคนรัสเซียเฉพาะชื่อที่โดนคว่ำบาตรและจะไม่แบนบัญชีของผู้ใช้งานทั้งประเทศในรัสเซียโดยไร้เหตุผล” นี่อาจจะเป็นโอกาสในการใช้ทางเลือกใหม่ในการชำระเงินของนักท่องเที่ยวรัสเซียก็เป็นได้ เพราะแม้ก่อนหน้านี้รัสเซียเคยประกาศระงับการใช้งานคริปโทฯ ในประเทศ รวมถึงไม่อนุญาตให้มีการทำเหมืองขุดในประเทศ แต่ล่าสุดได้มีความพยายามในเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ดังกล่าวแล้วเพื่อให้รัสเซียมีเครื่องมือในการต่อสู้กับการถูกคว่ำบาตรด้านการเงิน อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจคือรัสเซียเป็นประเทศขุด Bitcoin ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลเมืองของประเทศถือ cryptocurrency มูลค่ากว่า 2.14 แสนล้านดอลลาร์ซึ่งประมาณ 12% ของมูลค่าสินทรัพย์ crypto ทั่วโลก (https://th.investing.com/news/cryptocurrency-news/article-68512) นี่คืออีกหนึ่ง “โอกาส” หากภาคการท่องเที่ยวของไทยเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมในกรณีที่รัสเซียปรับให้การใช้ Cryptocurrency เป็นสิ่งที่ชาวรัสเซียสามารถทำได้” แทนการใช้เงินรูเบิลที่ปัจจุบันมีการลดลงของมูลค่าเรื่อยๆ

1. กรณีนี้เพื่อรักษาความได้เปรียบและหาแนวทางในการรับมือกับปัญหาการไม่สามารถใช้จ่ายได้ตามปกติของนักท่องเที่ยวรัสเซียหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องหันมาพิจารณาและทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและหน่วยงานด้านการกำกับดูแลกิจการด้านการเงินของไทย รวมทั้งหน่วยงานที่ควบคุมดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพราะนี่อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกของปัญหาด้าน “การไม่สามารถใช้จ่ายได้” ของนักท่องเที่ยวรัสเซีย “ถ้าไทยทำได้ก่อนย่อมได้เปรียบคู่แข่งอย่งประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ” โดยแนวทางในการแก้ไขปัญหานี้อาจเป็นไปในลักษณะคือ

การเลือกเฉพาะเหรียญ Cryptocurrency ที่ได้รับความน่าเชื่อถือในระดับโลก ผ่านการ Audit จากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น Certik หรือ Fairyproof และเปิดให้นักท่องเที่ยวรัสเซียสามารถนำมาใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ ทั้ง ชำระค่าห้องพัก ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ฯลฯ โดยในส่วนของผู้ประกอบการอาจมีการให้ความรู้ความเข้าใจและการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาเหรียญโดยหน่วยงานรัฐ ร่วมกับภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่าง ธปท. กลต. เป็นต้น ซึ่งเหรียญหลักๆ ที่สามารถนำมาใช้งานได้ เช่น BTC ETH USDT USDC BUSD BNB ซึ่งเป็นเหรียญสากลที่รู้จักกันดีในระดับโลก แม้จะมีปัจจัยด้านการบริหารจัดการราคาเหรียญที่มีพฤติกรรม “ขึ้นลง” แบบน่าหวาดเสียว แต่เราอาจต้องเทียบข้อดีข้อเสียของการยึดติดกับระบบเก่ากับการปรับเข้าหาระบบใหม่ว่าอันไหนคุ้มค่ากว่ากันเพื่อใช้เป็นแนวทางการแก้ไขปัญหานี้เพราะแม้ตอนนี้สถานการณ์นี้แม้จะเพิ่งเกิดในภูเก็ตแต่หากเป็นแบบนี้เรื่อยๆ ปัญหาอาจขยายวงกว้างไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้

2. การออกเหรียญ Token สำหรับท่องเที่ยว โดยการเสนอขาย Token ล่วงหน้าให้กับนักท่องเที่ยวรัสเซียได้ซื้อไว้เป็น Credit ก่อนนำมาใช้ในกิจกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยต้องมีการวางแผนสื่อสารและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับรายละเอียดของ Token ให้กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียได้ทราบโดยชัดเจน วิธีนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียสามารถวางแผนการท่องเที่ยวได้ล่วงหน้าและลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวลง เนื่องจากนักท่องเที่ยวต้องทำการซื้อ Token ก่อนนำมาใช้ในประเทศไทย ความมั่นใจของนักท่องเที่ยวรัสเซียคือ “การใช้จ่ายต่างๆ ในประเทศไทยจะไม่มีอุปสรรค” สำหรับผู้ประกอบการเองก็มั่นได้ว่าจะได้รับชำระเงินอย่างแน่นอนเพราะเหรียญ “Token สามารถนำไปแลกกลับเป็นเงินสดได้” ซึ่งระบบการออก Token นี้อาจมีหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวเป็นเจ้าภาพและดำเนินการร่วมกับหน่วยงานด้านการเงินเพื่อควบคุมปริมาณ Supply ของ Token นอกจากนี้ควรเพิ่ม Demand ของ Token ที่จะออกมาด้วยการอนุญาตให้สามารถนำ Token ไปเสนอขายใน Exchange ได้ด้วย ด้านของผู้ประกอบการก็ต้องมีการเรียนรู้ระบบการ Redeem เหรียญเป็นเงินสด เป็นต้น

แต่ความท้าทายต่อจากนี้คือกฎระเบียบของภาครัฐที่ปัจจุบันยังอยู่ในช่วงของการพิจารณาในประเด็นที่มีการ “ห้ามนำ Cryptocurrency มาชำระค่าสินค้าและบริการ” ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงกฎระเบียบกันอยู่ แต่หากมองอีกมุมหนึ่งนี่อาจจะเป็นโอกาสที่ดีที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวจะถือเป็น “Sandbox และเป็น ต้นแบบ” ในการทดลองการนำ Cryptocurrency มาใช้งานจริง เพื่อให้ประเทศสามารถเข้าสู่ผลประโยชน์ในเศรษฐกิจในอนาคตที่ Cryptocurrency จะก้าวขึ้นมามีบทบาทที่สำคัญได้

#hotelman #hotelmantravel #hotelblogger #hotelbusiness #hoteljob #hotelnews #hotelcryptocurrency

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

 เมื่อ Social Sanction ส่วนบุคคล มีผลต่อชีวิตนอกเวลางาน


จากรณีศึกษาเกี่ยวกับพนักงานโรงแรมคนหนึ่งได้กระทำกิริยาไม่เหมาะสมต่อผู้หญิงจนถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกันไป ถ้าพูดกันตามความเป็นจริงแล้วนี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่งแต่ก็ไม่รู้ว่า ณ เวลานั้นเขาคิดอะไรถึงได้ทำการแบบนั้นลงไป? แน่นอนว่าหลังจากที่ได้เกิดกระแสสังคมต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้ขึ้นซึ่งแม้ว่าจะเป็นการกระทำนอกเวลางานซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในโรงแรมและเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลายเป็นวิกฤตชีวิตของพนักงานคนนี้ไปทันที เนื่องจากกระแสสังคมได้ตัดสินและลงโทษเขาไปเรียบร้อยแล้วจาก Comment มากมายในโลก Social ต่อพฤติกรรมของเขาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนจาก Clip ที่ได้รับการเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว กระแสความไม่พอใจ การด่าทอ เกิดขึ้นอย่างมากมายและจุดหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดการคือในช่วงเวลาต่อมา Social Sanction ที่เกิดขึ้นกับเขามันลามไปยังองค์กรที่เป็นต้นสังกัดอย่างโรงแรมของพนักงานคนนี้ มีการเข้าไป Comment ต่างๆ นาๆ ใน Official Page ของโรงแรมแห่งแรกที่ชาวเน็ตคาดการณ์ว่าเป็นที่ทำงานของเขาจนโรงแรมต้องรีบออกมาชี้แจงว่าพนักงานท่านนี้ได้ลาออกจากการทำงานจากที่นี่ไปแล้วและไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่าแม้จะมีการชี้แจงก็จริงแต่กระแสที่หลั่งไหลเข้าไปใน Comment ที่เราคุ้นชื่อกันดีว่า “ทัวร์ลง” ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของโรงแรมนั้นอยู่พอสมควร
เมื่อโรงแรมแรกปฏิเสธความเป็นต้นสังกัดของเขาไปแล้วการดำเนินการ “ขุด” หาต้นสังกัดปัจจุบันจึงเกิดขึ้นและด้วยธรรมชาติของชาว Netizen ไทยถ้าจะสืบอะไรย่อมไม่แพ้ชาติใดในโลกหวยเลยมาออกเข้าสู่โรงแรมที่สองซึ่งเป็นต้นสังกัดปัจจุบันซึ่งเมื่อรู้ต้นสังกัดของพนักงานคนนี้กระแสสังคมจึงไหลมาที่โรงแรมต้นสังกัดในเชิงกดดันถึง “การลงโทษต่อความผิดครั้งนี้ของพนักงานของโรงแรม” ซึ่ง Comment ส่วนใหญ่เป็นไปในทาง Negative มีการเชื่อมโยงไปถึงตัวของโรงแรมในด้านมาตรฐานการฝึกอบรมพนักงานและข้อสังเกตต่างๆ จนเกิดเป็น Social Media Crisis ขึ้นกับตัวโรงแรมและสุดท้ายโรงแรมจึงต้องออกมาประกาศเลิกจ้างพนักงานคนดังกล่าวในที่สุด ภายใตัเหตุผลในการเลิกจ้างเกี่ยวกับความผิดที่พนักงานคนนี้ได้กระทำซึ่งส่งผลให้โรงแรมได้รับผลกระทบไปด้วย
ในส่วนตัวของผู้ก่อเหตุนี่จะเป็นบทเรียนราคาแพงในการดำเนินชีวิตของเขาให้ได้จดจำและไม่กระทำการแบบนี้อีกเพราะ “ราคาที่ต้องจ่าย”​ จากเหตุการณ์ครั้งนี้มันน่าจะสูงเกิดกว่าที่เขาคาดไว้ ทั้งกระแสสังคมที่ไม่พอใจ การเป็นคดีความ ตกงานขาดรายได้ ไหนจะปัญหาสภาพจิตใจ อีก ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากอารมณ์ชั่ววูบเพียงเท่านั้นเอง หากวันนั้นเขาเลือกที่จะไม่ทำแบบนั้น ณ วันนี้เชื่อว่าเขาก็ยังคงใช้ชีวิตได้ตามปกติเช่นเคย
วิเคราะห์เหตุการณ์จากกรณีศึกษานี้: เราคงไม่พูดถึงการตัดสินและผลของการกระทำผิดของพนักงานคนนี้เพราะเชื่อว่าเขาน่าจะได้รับไปแล้วจากอารมณ์ชั่ววูบของเขาและเขาควรจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดราคาแพงในสิ่งที่เขาไม่ควรทำนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ควรจะนำมาเป็นกรณีศึกษาเพื่อหาทางป้องกันปัญหานี้คือ
ประเด็นแรก: ความรุนแรงของ Social Sanction คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าในปัจจุบันสื่อ Social Media มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจและการใช้ชีวิตของพวกเรา โรงแรมอาจจำเป็นต้องบรรจุกรณีนี้เข้าไปในการจัดทำแผน Worse Case Scenarion ว่า “หากโรงแรมต้องได้รับผลกระทบจากมาตรการ Social Sanction ที่เกิดกับโรงแรมเองหรือการกระทำบุคคลากรของโรงแรมทั้งในและนอกเวลางาน กรณีนี้จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร?” เพราะอย่างที่รู้ว่าขอบเขตความไม่พอใจของมาตรการ Social Sanction นั้นมันสามารถลุกลามได้เป็นวงกว้างในระยะเวลาอันรวดเร็วและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของโรงแรมในโลกออนไลน์ได้ แน่นอนว่าในเวลางานพนักงานมีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายและไม่ทำให้โรงแรมเสียหาย แต่นอกเวลางานนั้นถือเป็นเวลาส่วนตัวการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นโรงแรม ควรหรือไม่ควร ต้องรับผิดชอบร่วมด้วย? ขอบเขตการรับผิดชอบอยู่แค่ไหน? และมันควรส่งผลต่อหน้าที่การงานหรือไม่? เพื่อความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินใจของโรงแรม อีกประเด็นหนึ่งคือถ้าพนักงานต้องรับผิดชอบแม้จะนอกเหนือเวลางานก็ตาม “นั่นถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานหรือไม่? ในการต้องรักษาผลประโยชน์ของโรงแรมตลอดเวลาแม้จะนอกเวลาทำงานก็ตาม?” นี่คือสิ่งที่ต้องวางแผนบริหารจัดการกันต่อไปเพื่อให้ได้ทางออกที่สมเหตุสมผลทั้งสองฝ่ายทั้งโรงแรมและพนักงาน การรักษาความสมดุลในการบริหารจัดการเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่สอง: เป็นสิ่งที่เริ่มมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการเลิกจ้างพนักงานคนนี้ของโรงแรมว่า “เป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่?” สาเหตุที่เกิดข้อสังเกตเกี่ยวกับประเด็นนี้เนื่องจาก สิ่งที่พนักงานคนนี้ทำถือว่าเป็นการกระทำส่วนตัวโรงแรมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและที่สำคัญ “มันเป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือเวลาการทำงาน” การเลิกจ้างพนักงานคนนี้จะถือว่าโรงแรมทำเกินกว่าเหตุหรือเป็นการเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมหรือเปล่า? ตรงนี้คือสิ่งที่ฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตและหาเหตุผลเกี่ยวกับการเลิกจ้างครั้งนี้ว่าไม่เป็นธรรมยกมาเป็นประเด็น แต่ในขณะเดียวกันหากมองในมุมของนายจ้างกรณีนี้เป็นไปได้ว่าการที่โรงแรมเลือกตัดสินใจเลิกจ้างนี้ โรงแรมก็น่าจะเช็คในข้อกฎหมายแรงงานมาแล้วเป็นอย่างดีเพราะคงไม่มีใครชอบที่จะไปขึ้นศาลแรงงานดังนั้นการตัดสินใจจึงน่าจะกลั่นกรองมาแล้วว่า “อยู่ในขอบเขตที่ทำได้ไม่ผิดกฎหมาย” สาเหตุของการเลิกจ้างที่โรงแรมอาจมองว่าเป็นเหตุเป็นผลคงเป็นเรื่องของ “การทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียงซึ่งนับเป็นการสร้างความเสียหายให้กับนายจ้างอย่างหนึ่ง” ซึ่งเอาจริงๆ แม้จะไม่ได้เป็น “ความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานก็จริงแต่การกระทำที่นำมาซึ่ง Social Sanction ที่ไม่พอใจพนักงานแล้วพากันมาลงที่โรงแรมตรงนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ตัดสินใจเลิกจ้างในที่สุด” ณ ตอนนี้เลยกลายเป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่สำคัญของโรงแรมและอาจจะธุรกิจอื่นๆ ว่า “ถ้าเกิดกรณีพนักงานที่อยู่นอกเวลางานแต่กระทำผิดจนทำให้โรงแรมเสื่อมเสียชื่อเสียง กรณีนี้ถือว่าสามารถทำการเลิกจ้างโดยไม่ผิดกฎหมายแรงงานได้หรือไม่? เพราะไม่ได้เป็นการกระทำในระหว่างปฏิบัติงานและถือเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานที่ต้องรับผิดชอบ”
เชื่อว่านี่คงจะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โรงแรมต้องปรับตัวเพราะการเล่นกับกระแสสังคมถือเป็นเรื่องที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะเมื่อมีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของโรงแรมมาเป็นเดิมพัน ในหลายๆ ครั้งเรามักจะเห็นกันอยู่ว่า Social Sanction มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกคือถ้าเป็นกระแสสังคมที่กดดันให้สังคมดีขึ้นบนพื้นฐานของความเป็นจริงอันนี้ก็ดีไป แต่ถ้าเป็นสิ่งที่กลับกันอันนี้คือโจทย์ตัวใหญ่ที่เราต้องหาทางรับมือด้วยเช่นกัน
เคสนี้น่าสนใจว่า “ถ้าพนักงานคนนี้ก่อเหตุกระทำความผิดแบบนี้แต่โรงแรมไม่ได้รับผลกระทบหรือที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่า “ทัวร์ลง” ไปที่เพจของโรงแรม ไม่มี Social Sanction พนักงานคนนี้ไปกดดันโรงแรมเพียงแต่ลงไปเฉพาะตัวคนที่กระทำความผิดเพียงอย่างเดียว โรงแรมจะแก้ไขปัญหาและจัดการอย่างไร?
ในมุมของพนักงาน ณ ตอนนี้ก็คงต้องระมัดระวังตัวกันมากขึ้นในการปฏิบัติตัวแม้จะอยู่นอกเวลางานว่าต้องไม่ส่งผลทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของโรงแรมและในมุมของโรงแรมก็ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนเกี่ยวกับสิทธิส่วนบุคคลในเวลาส่วนตัวของพนักงานด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะกลายมาเป็นอีกรายละเอียดหนึ่งในการเซ็นสัญญาจ้างงานในอนาคตก็ได้ นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมก็ต้องวางแผนการล่วงหน้าในการแก้ไขกรณีโรงแรมได้รับผลกระทบจากการกระทำของบุคคลากรนอกเวลางานด้วยเช่นกันเพราะไม่มีทางรู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับตัวเอง
ส่วนตัวเฮียอยากชวนมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับว่ากรณีนี้เรามองยังไงกันบ้าง? เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและหาแนวทางป้องกันเคสในลักษณะนี้กันครับ

 จับให้ได้ถ้านายแน่จริง

เรื่องของน้อง Join นี่มีเยอะนะเล่ายังไงก็ไม่หมดมันถือเป็นรสชาติของชีวิตเราเลยนะถ้าเราทำงานโรงแรมแล้วมีโอกาสได้ทำงานรอบ Night เรื่องน้อง Join เรื่องหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในงานโรงแรมคือเรื่องของ “น้อง Join ขโมยเงินแขกหรือหนักสุดก็รูดทรัพย์แล้วหายไปเลย” แต่เรื่องที่เฮียจะเล่าวันนี้มันเป็นเรื่องที่กลับตาลปัตรจะว่าเป็นเรื่องตลกก็ไม่ได้มันออกไปทางตลกร้ายมากกว่าเพราะมันเป็นเรื่องของ "แขกขโมยเงินน้อง Join"



เรื่องนี้เริ่มขึ้นเมื่อแขกจากดินแดนภาระตะคนหนึ่งนำพาน้อง Join เข้ามาในโรงแรม ผ่านขั้นตอนปกติโดยการให้บัตรและชำระค่าน้อง Join (บางโรงแรมจะมีค่า Joiner Charge เพิ่มด้วยนะกรณีแขกพาน้อง Join เข้ามา บางโรงฯ นี่นับเป็นรายได้หลักของโรงแรมเลยก็มีนะ) หลังจากนั้นทั้งสองก็จูงมือกันขึ้นห้องพักไป
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง อยู่ๆ ก็มีเสียงดังจากจากทางลิฟท์เป็นเสียงเอะอะโวยวายลอยมาตามลมไกลๆ แล้วก็ค่อยๆ ใกล้เข้ามาทีละนิดๆ จนเฮียและทีมงานมองเห็นเป็นน้อง Join และแขกคู่เมื่อกี้กำลังฟาดฟันกันมาลงไม้ลงมือ ออกท่าออกทางมาเต็มเหมือนกำลังดูหนังสงครามแบบ 4K กันเลย เฮียเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปพร้อมน้อง Bell Boy ไปห้ามทั้งคู่ให้สงบลงก่อนเพราะเดี๋ยวจะรบกวนแขกคนอื่นๆ เขา ตอนนั้นมันก็ดึกมากแล้วด้วย เฮียไปถึงก็รีบแจ้งทั้งคู่ก่อนเลยว่าให้ “หยุดเสียงดังและทะเลาะกันไม่งั้นจะเรียกตำรวจ” ทั้งคู่ก็เงียบไป สักพักฝ่ายน้อง Join พูดขึ้นมา “มันขโมยเงินหนูไปพี่ หนูไม่ยอมนะ” แล้วก็หันไปด่าแขกเป็นภาษาไทยซึ่งแขกก็น่าจะไม่เข้าใจ สารพัดสัตว์ทั้งบนบก ในน้ำ ถูกลากขึ้นมาสาดใส่หน้าพี่ภาระตะแบบไม่หยุดชนิดที่แขกนี่อึ้งไปเลย คาดว่าน่าจะกำลัง งง และคิดในใจอยู่ว่า “นี่น้อง Join กำลังพูดอะไรวะ?”
แน่นอนว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ กรรมการผู้หามบนเวทีก็ต้องเป็นหน้าที่ของพนักงานโรงแรมอย่างเฮียอีกแล้วแน่นอน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูชิ้นเบ้อเริ่มมาแขวนคออีกกู 555 แต่ทำไงได้มันเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เรารัก รอบดึกกับน้อง Join นี่ของคู่กัน สีสัน (แต่บางทีก็สีสันหนักไปหน่อยนะ เล่นเอาไม่ได้พักกันเลยก็มี) น้อง Join ทำท่าจะตบแขกเฮียเลยต้องเรียกสติก่อน “น้อง หยุดก่อน ใจเย็นๆ น้องตบเค้าแล้วเค้าแจ้งตำรวจมาน้องเดือดร้อนนะ” น้องก็น่าจะโมโหเลยตะคอกใส่เฮียมา “อ้าวพี่..จะช่วยมันเหรอมันขโมยเงินหนูนะ” มาแบบนี้ต้องเรียกสติอีกรอบนึง “น้องครับ ตอนน้องขึ้นไปกับแขกพี่ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยแล้วทำไมตอนมีปัญหาน้องมาโทษโรงแรมแบบนี้ไม่ถูกนะ” แล้วก็ซัดไปอีกดอกนึง “งั้นเดี๋ยวพี่เรียกตำรวจแล้วกันให้คนกลางที่เค้ามีหน้าที่ตามกฎหมายมาจัดการดีกว่านะครับ” น้อง Join ก็เหมือนได้สติพอจังหวะที่น้องเงียบแขกก็มาต่อเลย “ยูต้องช่วยชั้นนะ เค้าตีชั้น เค้าหาว่าชั้นไปขโมยเงินเค้า”
โอ้เวรกรรมจำพรากจากไปไกลตา ในอุราระทมตรมไหม้ ท่อนนี้ขึ้นมาในหัวโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เฮียก็เลยต้องค่อยๆ สืบสาวหาเรื่องราวก่อนว่าเกิดอะไรแต่ในใจตอนนั้นจากประสบการณ์ที่เคยเจอเอาจริงๆ มันก็มีแหละทั้ง “น้อง Join ขโมยเงินแขกและแขกขโมยเงินน้อง Join” แต่ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแรกมากกว่า ทีนี้เฮียก็ถามแขกว่าเกิดอะไรขึ้น แขกก็เล่าเป็นฉากๆ เลยตั้งแต่ขึ้นไป จนถึงฉาก 18+ คือ “ถามตรูสักคำมั้ยเนี่ยว่าอยากรู้ป่าว” แขกก็บอกเฮียมาว่า พอเสร็จกิจแล้วเค้าก็กำลังจะให้น้อง Join กลับ พอน้องแต่งตัวเสร็จเปิดกระเป๋าดูอยู่ๆ ก็บอกว่า “เงินหาย” แล้วก็ไล่ตีแกมาจนแกหนีมาข้างล่างด้วยสภาพนี้ (Bathrobe และเท้าสด) แต่แขกก็ยืนยันว่าเค้าไม่ได้เอาเงิน 500 บาทนั้นไป อันนี้เอะใจนิดนึงเพราะนี่เรายังไม่ได้พูดจำนวนกันเลยนะ เฮียก็หันมาถามน้อง Join ว่า “น้องเงินหายไปกี่บาทนะ” น้องก็ตอบมาว่า “500 บาท พี่ หนูสาบานได้เลยตอนเข้ามาหนูพกมา 500 ก็เงินที่มันให้หนูมานั่นแหละ” เออ จำนวนตรงกันแฮะ พร้อมควักกระเป๋าสตางค์ออกมาให้ดู
คือเอาจริงๆ เคสแบบนี้เราก็เอาตัวเองไปตัดสินใจแทนไม่ได้อ่ะนะฝั่งนึงก็แขกที่ต้องดูแลอีกฝั่งก็เป็นเรื่องของความเสียหายของน้อง Join แต่ใครถูกใครผิดอันนี้เราไม่รู้ สักพักน้องก็เอากระเป๋าสตางค์มาเปิดให้ดูแบบแหกกว้าง 360 องศากันเลยเพื่อแสดงให้เห็นว่า “เงินมันหาไปจริงๆ” พอต่างฝ่ายต่างไม่ยอมและมันเริ่มจะวุ่นวายเฮียก็เลยบอกว่า “เอางี้นะเดี๋ยวชั้นจะเรียกตำรวจมาสืบสวนแล้วกันเพราะชั้นก็ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินอะไรแบบนี้” พอพูดจบน้อง Join ร้องไห้โฮเลยแต่ร้องแบบอาฆาตอ่ะเพราะเค้ารู้ว่าถ้าแบบนี้ยังไงเค้าก็เสียเปรียบแต่เหมือนจะเหลืออดมั้งน้องเลยบอกว่า “เออ เอามาเลย ให้มัน Ship loss กันให้หมดทั้งคู่นี่แหละกูยอมโดนจับที่รับแขกแต่กูจะเอามันเข้าคุกเพราะขโมยเงินกู”
ฝ่ายแขกพอได้ยินว่าเฮียจะเรียกตำรวจมาสอบสวนจะได้จบ ดันออกอาการแฮะแล้วอยู่ๆ แขกก็หลบเฮียและน้อง Join เดินไปขึ้นลิฟท์กลับขึ้นห้องไปเฉยเลย น้อง Join กำลังจะวิ่งขึ้นลิฟท์ไปด้วยตามไปด้วยเฮียกับน้อง Bell Boy ก็วิ่งไปห้ามไว้ เอาจริงๆ ก็เหนื่อยกับปัญหานี้เหมือนกันคนเข้ารอบดึกน่าจะเข้าใจสถานการณ์นี้ที่มาพร้อม Motto ที่สำคัญว่า “ต้องดูแลแขกเราก่อน ผิดถูกไม่รู้ ถ้าไม่มีหมายศาล ไม่มีหมายจับ ไม่มีเจ้าหน้าที่ (จริงๆ) มา เราก็ต้องดูแลแขกถึงที่สุด” เคสนี้เฮียก็ต้องห้ามน้องไม่ให้ขึ้นไปเพราะมันจะเป็นการรบกวนแขกเนื่องจากถ้าขึ้นไปก็มีเหตุวุ่นวายและแขกไม่น่าจะให้เข้าห้องแล้วคือการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านี่ต่างคนก็ต่างวิธีนะกรณีนี้บางคนอาจเลือกที่จะไล่น้องเค้าไปเลยทันทีก็ได้แต่เฮียแค่ไม่ได้เลือกทำแบบนั้นก็เท่านั้นเอง
�ยื้ดยุดกันสักพักน้อง Join ก็มานั่งร้องให้หน้า Lobby สักพักนึงแล้วก็ระบายความในใจด่าแขกอย่างนั้นอย่างนี้ เฮียก็ได้แต่แจ้งน้องไปว่า “พี่ก็ช่วยอะไรมากไม่ได้นะน้องยังไงคราวหลังก็ระวังหน่อยละกันแล้วเฮียก็น้อง Bell Boy ก็เดินไปส่งหน้าโรงแรม” ที่รู้ว่าแขกขโมยเงินไปคืออะไรรู้ป่ะ จังหวะที่น้องกำลังเดินออกไปจากปากประตูเข้า Lobby แขกโทรลงมาแล้วให้ Bell Boy ขึ้นไปหา พอ Bell Boy ขึ้นไปก็กลับลงมาด้วยเงิน 500 บาทแล้วบอกเฮียว่า "แขกบอกว่าแขกเจอเงิน 500 บาทตกอยู่ข้างเตียงเลยให้เอาลงมาให้น้อง Join" เฮียเลย ว. ให้ รปภ. แจ้งให้น้อง Join เข้ามาเอาเงินไป อนิจจา 500 เจ้ากรรมหล่นได้พอดิบพอดีจริงๆ รอบดึกนี่ดีจริงๆ มีทุกสิ่งให้เลือกสรรพ

 Hotel Man Travel EP. นี้ เฮียพาเรามาเที่ยวที่เขตชะอำแต่ที่พักชื่อหัวหินกันกับ Avani+ Hua Hin อีกหนึ่ง 5 Star Resort ที่น่าสนใจสำหรับใครที่มีแผนจะเดินทางมาท่องเที่ยวแถวๆ นี้นะครับ สำหรับประสบการณ์เข้าพักที่นี่



1. Location: สถานที่ตั้งหาง่ายมากครับเพราะอยู่ติดถนนเพชรเกษมขาเขา อ.หัวหิน ถ้ามาจากกรุงเทพขับตรงมาแล้วโรงแรมอยู่ทางซ้ายมือเห็นป้ายชัดเจนเลยแต่ถ้ามาจากสายใต้ก็อยู่ฝั่งตรงข้าม ในส่วนของคนที่หาที่พักและต้องการสัมผัสทะเลอย่างใกล้ชิดที่นี่เค้ามีทางลงหาดส่วนตัวของโรงแรมด้วยนะครับแต่ส่วนของชายหาดนี่ต้องดูช่วงน้ำขึ้นน้ำลงดีๆ แต่เอาว่าถ้าอยากสัมผัสน้ำทะเลและดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ก็ค่อนข้างตอบโจทย์เลยครับ ตรงนี้ให้ 8/10
2. Staff: พนักงานของที่นี่มี Service Mind ดีครับ ให้บริการเราโดยไม่ได้ร้องขอเลยในบางครั้ง แสดงถึงการ Traninig อย่างดีเป็นไปตามการให้บริการตามมาตรฐาน 5 ดาว Offer Help ดีอยู่ครับ ที่ประทับใจคือเจอ Fanpage Hotel Man ที่นี่ด้วยครับ บรรยากาศการพูดคุยพบปะกันก็เป็นไปอย่างอบอุ่น ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนเลยครับ ในส่วนนี้ให้ 8/10
3. Room: ที่นี่เค้ามีทั้งห้องพักปกติและห้องพักแบบ Villa ซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้ชายหาดมากกว่า ห้องพักของเฮียเป็น Room Type : Avani Deluxe ตัวห้องกว้างขางดีครับเหมาะเลยสำหรับการเข้าพักเป็นคู่เพราะมีพื้นที่หลายส่วนที่ในบางครั้งต่างคนต่างต้องการเวลาส่วนตัวก็เลือกนั่งแยกกันได้แต่ก็จะอยู่ไม่ไกลกัน สิ่งอำนวยความสะดวกในห้องพักพื้นฐานก็ครบถ้วนดีครับ แต่ส่วนของ Complimentary ชา กาแฟ ที่เก็บไว้ในลิ้นชักส่วนตัวเฮียจะชินกับการ Set Up ไว้ด้านบนมากกว่า พอเอาไว้ในลิ้นชักแล้วแต่ละช่องพื้นที่เหลือกเยอะมันเลยดูหลวมๆ ไปหน่อยครับ ระเบียงอันนี้ชอบมากเพราะกว้างขวางและรอบคอบดีเพราะมีราวตากผ้าไว้ให้ด้วย ตอบโจทย์เวลาเล่นน้ำ เล่นน้ำทะเลมาแล้วไม่มีที่ตากผ้าในห้อง มีเก้าอี้ให้นั่งเล่นด้วย วิวมองออกมาเห็นสระน้ำสบายตาดีครับ ในส่วนนี้ให้ 7.5 / 10
4. Food & Beverage: ใช้บริการอย่างเดียวคืออาหารเช้า ตัวเลือกก็ค่อนข้างหลากหลายเลยตามมาตรฐาน 5 ดาว เมนูก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นอร่อยดีครับ ชอบมาก ส่วนอาหารอื่นๆ ก็ตามมาตรฐานทั่วไปมีให้เลือกรับประทานเยอะอยู่ รสชาติก็ปกติครับ 7.5 / 10
5. Hotel Facilities: Fitness ปิดเฮียไม่ได้ใช้งาน ส่วนสระว่ายน้ำนี่มีแบบสระว่ายน้ำกลางแจ้งให้เลือกเล่นได้เลยครับ 2 สระส่วนของห้องพักทั่วไปและอีกหนึ่งสระอยู่ในส่วนของ คนชอบเล่นน้ำนี่เต็มที่กับชีวิตได้เลยครับ จุดขายอีกอย่างคือเตียงอาบแดดที่มีให้เลือกใช้งานได้หลายพื้นที่และมีจำนวนเยอะมากเลย หน้าชายหาดมีลานกิจกรรมและพื้นที่ลงทะเลด้วย แต่ถ้าจะไปช่วงสายๆ เที่ยงๆ บ่ายๆ อาจจะสุกได้แบบ Well Done กันไปเลยเพราะแดดโหดมาก หน้าหาดมีตัวของ Avani Club ที่เฮียถาม AFOM เค้าแล้วเค้าแจ้งมาว่า “ปกติเอาไว้เป็น Club Benefit ให้แขก แต่ช่วงนี้ก็ปิดไปตามสถาานการณ์” SPA อันนี้เฮียไม่ได้ใช้งานนะครับเลย No Comment ส่วนนี้ให้ 7.5 / 10
6. ใครที่อยากจัดประชุมสัมมนาเค้าก็มีห้องประชุมสัมมนาด้วยนะครับ รองรับได้น่าจะหลักหลายร้อยเลย ในคลิปพอดีเค้าจะมีงานแล้วจัดห้องประชุมเสร็จพอดีเฮียเลยแวะไปถ่ายมาให้ดูกันด้วย
โดยสรุปคนที่หาที่พักริมทะเลแถวชะอำ หัวหิน ที่นี่ก็น่าสนใจครับโดยเฉพาะการมีพื้นที่โรงแรมที่เยอะมาก จอดรถสะดวก มีห้องพักหลายแบบเหมาะกับทุกกลุ่ม จะมาคนเดียว มาเป็นคู่ หรือมาเป็นครอบครัวก็ได้หมดตอบทุกโจทย์ครับ เดินทางสะดวกหาง่ายและที่สำคัญคือ “ใครที่ชอบนั่งเล่นริมทะเล (ตอนไม่ร้อนนะ) ดูพระอาทิตย์ตกดิน” อันนี้น่าสนใจมากครับ
Room Type : AVANI DEXLUXE
Room Rate : 6,711.72 THB Nett. RB. / 2 Nights
Hotel Man Rating Score: 7 / 10
ฝากติดตามช่อง YouTube เป็นกำลังใจให้เฮียด้วยนะครับ : https://www.youtube.com/c/Hotelmanstravel

บทความแนะนำ