วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564

 Utility Token โอกาสในวิกฤตของธุรกิจโรงแรม

 


เชื่อว่านาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักระบบการเงินใหม่แห่งอนาคตที่เรียกกันติดปากว่า Cryptocurrency ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนและการใข้จ่ายของผู้คนในอนาคต แต่อีกอย่างหนึ่งที่เติบโตควบคู่กันมาและมักจะสร้างความสับสนให้กับผู้คนมือใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดนั่นคือตัวของ Token ที่เป็นเหรียญในลักษณะที่คล้ายกันแต่ทำงานแตกต่างกันและตัวของ Token นี้ก็มีอยู่มากมายหลายแบบตามแต่ที่จะนิยามซึ่งประโยชน์ของมันก็มักจะถูกนำมาใช้งานใน Ecosystem ที่แต่ละเหรียญถูกออกแบบมา การนำระบบรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency มาใช้ในการจองโรงแรมถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการ Transformation ธุรกรรมด้านการเงินของอุตสาหกรรมโรงแรมแม้จะยังไม่แพร่หลายนักแต่ก็มีแนวโน้มการพยายามศึกษาและนำระบบการรับชำระเงินนี้มาใช้กันมากขึ้นในหลายโรงแรมและแม้แต่ผู้ให้บริการรับจองห้องพัก Online หรือ OTA ด้วยก็ตาม

ก่อนหน้าธุรกิจโรงแรมยังมีหลากหลายอุตสาหกรรมที่เริ่มออกมาทยอยรับการชำระเงินค่าใช้จ่ายในรูปแบบต่างๆ ผ่านสกุลเงิน Cryptocurrency และที่เริ่มได้รับความนิยมตามมานั่นคือตัวของ Token ที่เริ่มมีการนำมาใช้เพื่อสร้างสภาพคล่องด้านการเงินและการใช้งานให้กับ Stakeholder ต่างๆ ใน Ecosystem นั้นๆ ตัวอย่างเช่น Investment Token ของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในชื่อของ “SiriHub A และ SiriHub B” ที่นักลงทุนที่ซื้อเหรียญในสอง Series นี้จะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่แตกต่างกันแต่มีที่มาเหมือนกัน กล่าวคือ Investment Token ของแสนสิรินี้จะใช้อ้างอิงการรับผลตอบแทนจากสินทรัพย์อ้างอิงคือ “กลุ่มอาคารสำนักงาน แสนริริ แคมปัส” ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของแสนสิริ โดยมีสัญญาเช่าระยะยาว 12 ปี ผู้ลงทุนจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ทุกไตรมาส สำหรับผู้ถือ Token SiriHub A จะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 4.5 ต่อปี และสำหรับผู้ถือ SiriHub B จะได้รับผลตอบแทนร้อยละ 8.0 ต่อปี และผู้ถือจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ส่วนสุดท้ายจากการจำหน่ายทรัพย์สินเมื่อสิ้นสุดโครงการ (https://xspringdigital.com/th/project/sirihub) นี่คือภาพของการใช้ Token ในมุมของภาคอสังหาริมทรพัย์แล้วในส่วนของธุรกิจโรงแรมจะสามารถนำ Token มาใช้ได้อย่างไรบ้าง?

 

แล้วสำหรับธุรกิจโรงแรมล่ะ?

แน่นอนว่า Token นั้นมีหลายแบบแต่สำหรับแบบที่น่าจะเหมาะกับธุรกิจโรงแรมที่สุดคงจะหนีไม่พ้น Token ที่เป็นตัวที่เรียกว่า “Utility Token” คือ Token ที่ใช้หมุนเวียนใช้จ่ายใน Ecosystem ของตัวเองซึ่งข้อดีของ Token ชนิดนี้คือ “ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก ก.ล.ต. สามารถออกใช้งานใน Platform ได้เลย” เพราะไม่มีการเกี่ยวข้องกับการรับผลตอบแทนหรือส่วนได้ส่วนเสียเหมือน Investment Token ที่ใช้เพื่อแสดงสิทธิในการรับผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่หากมีการออก Utility Token มาใช้ในธุรกิจโรงแรมแล้วน่าจะเกิดขึ้นคือ

 

1. Utility Token จะถูกนำมาใช้ในการชำระค่าใช้จ่ายแทนการใช้เงินสดในลักษณะของการ “ขายเครดิต” ล่วงหน้า เหมือนกรณีที่เราใช้งานผ่าน Platform อื่นๆ โดยจะเป็นการให้แขกผู้เข้าพักซื้อเหรีย Utility Token และแจ้งสิทธิที่แขกจะสามารถนำ Utility Token นี้ไปใช้งานได้ เช่น ซื้อ Utility Token 100 เหรียญ ในอัตราเหรียญละ 1,000 บาท ผู้ถือ Utility Token นี้ จะสามารถนำไปชำระค่าห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าสปา หรือค่าบริการอื่นๆ ในโรงแรม และอาจจะรวมถึงสิทธิในการได้รับส่วนลดในลักษณะของการ Top up เพิ่มขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งด้วยก็ได้เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับ Utility Token ของโรงแรม

2. การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ในกรณีที่โรงแรมต้องการให้ Utility Token ของโรงแรมได้รับความนิยมจากแขกจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนการตลาดและมอง Utility Token เป็นสินค้าอีกตัวหนึ่งของโรงแรม ซึ่งไม่ควรมองว่า Utility Token นี้เป็นเพียงระบบใช้งานเฉพาะที่ไม่จำเป็นต้องทำการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับรายละเอียดออกไปว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง? เพื่อให้แขกได้รับรู้เพราะหากไม่มีการสื่อสารและทำให้แขกเห็นถึงความสำคัญ ประโยชน์ หรือความแตกต่างของการมีหรือไม่มี Token ให้ได้ การประสบความสำเร็จในการออกขายเหรียญ Utility Token นี้ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จและอาจจะทำให้เสียเวลา เสียงบประมาณในการศึกษาและจัดทำโดยใช่เหตุ

3. ข้อดีของการออก Utility Token สำหรับโรงแรม แน่นอนว่าเมื่อเป็นการ “ขายล่วงหน้า” โรงแรมจะมีกระแสเงินสด (Cash Flow) เข้ามาหมุนเวียนในการทำธุริกิจได้ดีขึ้น ในข้อกำหนดที่ว่าเหรียญ Utility Token ของโรงแรมนั้นต้องดึงดูดให้แขกมาซื้อได้ ซึ่งสิ่งที่จะทำให้แขกสนใจ Token ของโรงแรมคงหนีไม่พ้นสิทธิพิเศษเฉพาะ (Privilege) ของผู้ที่ถือ Token ของโรงแรมที่แตกต่างจากแขกทั่วไปในจุดนี้อาจต้องมีการวางแผนทำ Service Design เข้ามาประกอบเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ถือ Token

4. ข้อควรระวังหากออก Utility Token มาใช้ในโรงแรมที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบการใช้งาน” ที่จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาทั้งในเรื่องของ Circulation Supply ปริมาณ Token ที่จะใช้งานในระบบต้องมีความชัดเจนว่าจะเป็นแบบ Unlimited ออกได้เรื่อยๆ หรือเป็นแบบที่มี Maximum Supply คือมีการจำกัดจำนวนเหรียญทั้งหมดที่จะใช้งาน ซึ่งแต่ละอย่างมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ประการต่อมาคือเรื่องของระบบการ Redeem ตัว Token ที่นำมาใช้งานต้องมีความเสถียรและปลอดภัยแม่นยำในการคิดคำนวณไม่เกิดเหตุการณ์ที่ Token ของแขกหายไปในขณะ Redeem แต่แขกไม่ได้รับของรางวัลหรือใช้งานไม่ได้ รวมทั้งระบบการจัดเก็บเหรียญที่แขกได้ซื้อไปซึ่งต้องไม่เกิดการ “สูญหาย” จากการจัดเก็บ และตัวสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของการวางระบบ Cyber Security ต้องมีระบบป้องกันที่ปลอดภัย สามารถป้องกันการถูก Hack ข้อมูลผู้ใช้หรือแทรกแทรงระบบการดำเนินงานจากภายนอกซึ่งจะทำให้โรงแรมและแขกได้รับความเสียหาย

5. หน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับ Utility Token ของโรงแรม ในกรณีนี้ต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับหน่วยงานในโรงแรมที่จะดูแลบริหารจัดการเกี่ยวกับ Utility Token ที่ชัดเจนตั้งแต่ขั้นตอนการออกใช้งาน การใช้งาน การควบคุม รวมถึงการประเมินผลจากข้อมูลจากการใช้งาน Token ในลักษณะของการทำ Data Analysis แต่ด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอาจต้องมีการกำหนดบุคคลากรและฝ่ายที่รับผิดชอบให้ชัดเจนว่าใครจะเป็นผู้ดูแลตรวจสอบและแก้ไข จะเป็น ฝ่าย IT หรือฝ่าย Sales & Marketing หรือฝ่ายบัญชี หรืออาจจะต้องใช้บริการบริษัท Outsource จากข้อจำกัดเรื่องความชำนาญที่บริษัทเหล่านี้น่าจะมีมากกว่าบุคคลากรด้านการโรงแรมโดยตรงแต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล PDPA ให้ดีด้วยเช่นกันเพราะเป็นการเชื่อมต่อและดูแลข้อมูลจาก 3rd Party.

6. กฎ ระเบียบ และข้อบังคับจากทางภาครัฐ หากในอนาคตตัว Utility Token มีการนำมาใช้งานมากขึ้นในทุกอุตสาหกรรมและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายซึ่งอาจจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งของกลุ่มมิจฉาชีพในการสร้างความเดือดร้อนประชาชนซึ่งเราอาจจะได้เห็นการออกกฎหมาย ระเบียบหรือมาตรการใหม่ๆ มาป้องกันในกรณีนี้และแน่นอนว่ามันอาจจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ออก Token และผู้ใช้งาน Token ด้วยเช่นกันดังนั้นการเตรียมพร้อมในการรับมือกับกรณีด้วย

ในมุมมองส่วนตัวของเฮียเองในระยะเวลาอันใกล้นี้เราน่าจะได้เห็น “เชนโรงแรม” ทั้งในระดับ International หรือในระดับ Domestic ในประเทศของเรามีการออก Utility Token ออกมาใช้งานกันได้เร็วๆ นี้เนื่องจากมีปัจจัยที่เอื้อในความสำเร็จหากจะลงมาจัดทำ Utility Token จริงๆ เพราะมี Supply คือ จำนวนโรงแรมในเชนที่มีหลากหลายให้เลือกทุกระดับ ทุกราคา ทุกตลาด ซึ่งก็จะรวมถึงห้องอาหาร สปา ฯลฯ เข้าไปด้วยเพิ่มความน่าสนใจในการถือ Token เพราะในความเป็นเชนย่อมมีข้อได้เปรียบด้าน Economy of Scale เมื่อออก Utility Token แล้วสามารถใช้งานได้กับการใช้จ่ายด้านห้องพัก อาหาร สปา ฯลฯ ทุกโรงแรมในเครือทั่วโลก แขกจะมีความรู้สึกคุ้มค่า น่าถือ Token ยิ่งหากเชนโรงแรมทำการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ได้ดีก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสในความสำเร็จและต่อยอดไปยังบริการตัวอื่นได้อีกด้วย

แต่ในอีกมุมนี่คงเป็นอีกอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึง Gap ที่เกิดขึ้นระหว่างโรงแรมขนาดใหญ่และโรงแรมขนาดเล็กจากผลพวงของ Digital Transformation ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจบริการ ซึ่งผู้ประกอบการรายเล็กย่อมไม่มีเงินทุนและทรัพยากรมากเท่าผู้เล่นรายใหญ่ทำให้การบ้านอีกข้อหนึ่งคือหากไม่สามารถที่จะปรับองค์กรได้อย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับ Digital Transformation ได้ทันที ก็จำเป็นที่จะต้องหา Unique Selling Point ของตัวเองให้เจอ ซึ่งต้องเป็นจุดที่แขกให้ความสนใจมากกว่าการมีเทคโนโลยีที่ตื่นตาตื่นใจเข้ามาให้บริการในโรงแรม น่าสนใจว่าในอนาคตต่อไปฉากทัศน์ของธุรกิจโรงแรมที่เคยมีจุดขาย จุดเด่นด้านการให้บริการ จะปรับตัวรับ Digital Disruption ได้อย่างไรในอนาคตอันใกล้นี้?

 

Pop Natthapat – Hotel Man

29 October 2021

วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2564

GM Jobs

 เป็น GM (General Manager) โรงแรมต้องทำอะไรบ้างนะ?


เชื่อว่าน้องๆ หรือหลายๆ คนที่กำลังสนใจในธุรกิจโรงแรมคงมีคำถามว่าตำแหน่งที่เรียกได้ว่าเป็น "หัวเรือใหญ่" ของโรงแรมนั้นในแต่ละวันเขาต้องทำอะไรบ้างและถ้าเราจะไปอยู่ตรงจุดนั้นให้ได้ตามความฝันหรือเป้าหมายในอาชีพของเราเองเราจะต้องเตรียมตัวอย่างไร?

AIHM สถาบันการโรงแรมและธุรกิจบริการของผู้สนใจในสายอาชีพนี้ทุกคนขอชวนน้องๆ และผู้ที่สนใจอยากทำงานด้านธุรกิจโรงแรมและมีความใฝ่ฝันอยากเป็น GM มาร่วมรับชมไลฟ์สดกิจกรรม One Day with GM : Live Interview ในวันที่ 28 ตุลาคม 2564 เวลา 18.00 น. - 19.00 น. ที่จะมาเปิดทุกซอกทุกมุมของตำแหน่ง GM และพิเศษสุด!! ทุกคนยังสามารถส่งคำถามเข้าไปสอบถามใน Live รวมถึงร่วมสนุกชิงของรางวัลมากมายจาก Minor Hotels อีกด้วยนะครับ

ใน Live เราจะได้พบกับกับคุณเนาวรัตน์ อรุณคง Cluster General Manager ผู้หญิงเก่ง คนไทยคนเดียวที่เป็น GM ของโรงแรมเครือ Minor Hotels ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับธุรกิจการโรงแรม น้องๆ คนไหนสนใจอยากรู้ว่าในแต่ละวัน GM ทำหน้าที่อะไรบ้าง อนาคตของสายงานโรงแรม พร้อมทั้งทัวร์โรงแรมทั้งสองแห่ง ต้องห้ามพลาด

ติดตามชมเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Asian Institute of Hospitality Management แล้วพบกันครับ!!
.
>>ลงทะเบียนเข้ารับชม FB live ได้ที่>>
✅https://fb.me/e/MNH6s7fI

AIHM รับสมัครนักศึกษาทและผู้ที่สนใจในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการบริการเพื่อพัฒนาทักษะแห่งอนาคตสำหรับภาคการศึกษาใหม่ในเดือนเมษายน 2565 ปีหน้าและยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่รั้ว AIHM ครับ
.
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรับสมัครนักศึกษาได้ที่
.
Email: admissions@aihm.education
Tel: 098 831 3858 | 065 509 8915


#AIHM #AIHMLive #สถาบันการโรงแรมและการบริการAIHM #hotelman #hotelmantravel

วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เปิดประเทศแล้วโรงแรมเอายังไงต่อ?

 เปิดประเทศแล้วโรงแรมเอายังไงต่อ?

ทันทีที่นายกฯ ประกาศเตรียมพร้อมเปิดประเทศซี่งมีสาระสำคัญที่ภาคการโรงแรมและการท่องเที่ยวให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือใจความของประกาศที่ว่า “ให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบตามที่กำหนดไว้เดินทางเข้ามาได้โดยไม่ต้องกักตัว” ซึ่งหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงระหว่างส่วนกลางในการบริหารประเทศกับส่วนท้องถิ่นที่จะได้รับผลกระทั้งเชิงบวกและเชิงลบการเปิดประเทศตามที่กำหนดไว้ในวันที่ 1 พ.ย. 2564 คงจะเดินหน้าต่อไปตามกำหนดแน่นอนว่าการที่นักท่องเที่ยวจะมีอิสระในการเดินทางไปได้ทุกที่ทั่วประเทศไทยโดยไม่ต้องกักตัวหากได้รับวัคซีนครบตามจำนวนที่กำหนดย่อมเป็นผลดีแต่สำหรับในอุตสาหกรรมโรงแรมของเราความบอบช้ำจากวิกฤต COVID-19 เกือบสองปีที่ผ่านมานั้นทำให้เราต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ต่างกันเรียกได้ว่าแทบจะวันเว้นวันเพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปตลอดซึ่งเมื่อเราจะเริ่มต้นเปิดประเทศ (ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) กันในเดือนหน้าพฤศจิกายนนี้มีสถานการณ์อะไรบ้างที่อาจเกิดขึ้นและเราเองในฐานะผู้ประกอบการโรงแรมและพนักงานโรงแรมจำเป็นที่จะต้องให้ความสนใจเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือไว้





  1. มาตรฐานด้านสุขอนามัย (Hygiene Standard) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคัดกรองแขกผู้เข้าพักและพนักงานหรือการปฎิบัติตามข้อบังคับของสาธารณะสุขยังคงเป็นเรื่องแรกที่เราต้องให้ความสำคัญเพราะต้องยอมรับว่าวิธีการบางอย่างในปัจจุบันมันก็ไม่สามารถใช้คัดกรองแขกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก เช่น การตรวจวัดอุณหภูมิที่เอาจริงๆ ทุกวันนี้การเดินแล้วแปะมือในเครื่องวัดยังไม่สามารถบอกเราได้อย่างชัดเจนถึงอัตราความสำเร็จในการคัดกรองผู้ที่มีภาวะเสี่ยงจะติดเชื้อได้อีกต่อไปเพราะเชื้อตัวใหม่ๆ บางครั้งอุณหภูมิร่างกายก็ไม่สามารถตรวจพบได้เหมือนเดิม ดังนั้นเราอาจได้เห็นการ Upgrade มาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ออกมาอย่าง SHA SHA+ หรือแม้แต่มาตรฐานด้านสุขอนามัยอื่นๆ ของแต่ละแบรนด์ เช่น Avani Shield, Centara Complete Care, IHG clean promise ฯลฯ ที่อาจจะต้องมีการปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น อาจจะต้องเริ่มต้นมาตรฐานการตรวยสอบตั้งแต่ขั้นตอนในการตรวจ Vaccine Passport หรือ ข้อมูลใน App หมอพร้อมของแขกผู้เข้าพักทั้งชาวไทยและชาติต่างชาติ ว่ามีการฉีดวัคซีนครบตามที่กำหนดหรือยังฯ วัคซีนเป็นชนิดที่ อย.และสาธารณะสุขรองรับให้ใช้ได้ในไทยแล้วหรือไม่ฯ เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนต่างๆ เหล่านั้นก็จะมาสัมพันธ์การเรื่องของการ Training พนักงานในการตรวจสอบด้วยเช่นกัน


  1. บุคคลากร (Staff) ปัจจัยแรกที่สำคัญของอุตสาหกรรมบริการที่ดำเนินกิจการภายใต้ความ “คาดหวังและอารมณ์” ของมนุษย์ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ใช้ Human Touch เป็นตัวสร้างความประทับใจ ความจดจำ การบอกต่อ รวมการวัดผล KPI ด้าน Customer Experience ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากเจอวิกฤต COVID-19 แม้บางคนจะมองว่า “ไม่น่ายากในการหาบุคคลากรโรงแรมที่ว่างงานอยู่มาก” ให้กลับเข้ามาทำงานโรงแรมเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปิดประเทศแต่ในอีกมุมหนึ่งแม้จะมีคนที่ยังว่างงานอยู่จำนวนมากแต่เราต้องแบ่งคนเหล่านี้ออกเป็นสองแบบคือ “คนที่ออกมาแล้วยังมีความคิดที่จะกลับเข้าไปทำงานโรงแรมใหม่อีกครั้ง” กับอีกกรณีหนึ่งคือ “คนที่ออกมาแล้วเจอทางใหม่ที่ดีกว่าหรือชอบมากกว่าจนตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปทำงานโรงแรมอีก” นั่นอาจทำให้ปริมาณบุคลากรที่ว่างงานในอุตสาหกรรมที่น่าจะดูเหมือนยังมีจำนวนมากแต่อันที่จริงจำนวนคนที่พร้อมทำงานและกลับมาในอุตสาหกรรมนั้นมันมีจำนวนที่แท้จริงนั้นมีจำนวนมากเท่าไหร่? เพียงพอกับ Supply ที่เหลืออยู่ในตลาดหรือเปล่า? จำนวนของบุคคลากรที่พร้อมทำงานอย่างแท้จริงในตลาดที่เหลืออยู่ยังจะส่งผลสอดคล้องกับ Trend การจ้างงานในอนาคตที่เป็นยุคของ “แรงงานทักษะสูง” ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดพร้อมกับการที่ผู้ประกอบการจะยอมจ่ายในอัตราสูงแลกกับทักษะที่หลากหลายจนอาจจะเกิดปรากฎการ “แย่งแรงงานทักษะสูง” ขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมทำให้แรงงานกลุ่มนี้ขาดตลาดก็เป็นได้ เพราะต้องยอมรับว่าตัวแปรหนึ่งที่จะเข้ามาส่งผลกับ Trend นี้คือเรื่องของ


  1. เทคโนโลยีในอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality Technology) ในส่วนของโรงแรมเราเองนั้นมีการเริ่มนำระบบใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการรวมถึงลดต้นทุนการดำเนินงานในประเภทงานที่ซ้ำซ้อนออกไปเพื่อให้พนักงานนำเวลาที่จะต้องเสียไปกับงานเหล่านั้นมาให้บริการแขกได้อย่างใกล้ชิดมากกว่านี่จึงเป็นที่มาของความต้องการแรงงานที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านั้นได้ โดยเฉพาะเรื่องของ Digital Skills ซึ่งถ้าเรามองกันตามความเป็นจริงแม้จะดูเป็นเรื่องโหดร้ายสำหรับแรงงานแต่มันคือธรรมชาติของธุรกิจที่ต้องมีการปรับตัวไปเรื่อยและแรงงานเองก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมด้วยเช่นกัน หากเกิดกรณีที่เรามองว่า “ยังมีแรงงานในอุตสาหรกรมโรงแรมว่างงานและหางานอีกเยอะ” เราก็ต้องมองอีกมุมหนึ่งว่าปริมาณแรงงานเหล่านั้น “เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมโรงแรมในปัจจุบันซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?” และต้องคิดต่อไปในมุมที่ว่า “หากจำนวนแรงงานซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ว่างงานที่กำลังหางาน ณ ขณะนั้นมีจำนวนไม่พอต่อความต้องการของตลาด” ภาพของการแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้เราจะวางแผนรับมืออย่างไร? นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าคิดหาทางรับมือเอาไว้เช่นกัน


  1. ความไม่แน่นอนจากนโยบายสาธารณะ (Uncertainty Public Policy) ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้จากการออกนโยบายโดยหน่วยงานราชการเพื่อบริหารสถานการณ์ที่สอดคล้องกับแต่ละช่วงเวลาซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในส่วนนี้คงเป็นเรื่องของการที่โรงแรมเราคงต้องทำงานสอดประสานและ Update ไปกับประกาศ กฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่อาจออกมาระหว่างทางของการเปิดประเทศซึ่งก็คงไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่ามันจะ “ดีหรือกลับไปแพร่ระบาดหนักเหมือนเดิม???” ดังนั้นเครื่องมือที่หลายโรงแรมนำมาใช้ในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมาอย่าง Worse Case Scinario Plaining ยังคงต้องมีการจัดทำอยู่และ Update รายละเอียดอย่างต่อเนื่องเพราะแม้จะเปิดประเทศแต่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่นั้นก็มีสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปอาจจะเกิดสถานการณ์ที่บางพื้นที่ยังคงต้องให้มีการประกาศกักตัวหรือสั่งห้ามเข้าพื้นที่ในสถานการณ์ที่เกิดการแพร่ระบาดกลับมาอีกครั้งหลังเปิดประเทศ


  1. ประเภทของนักท่องเที่ยว (Tourist Market) เกี่ยวข้องกับเรื่องของการขายและการตลาดของโรงแรม ในช่วงหลังมาตรการคลายล็อคที่ผ่านมาตลาดหลักของอุตสาหกรรมโรงแรมคงหนีไม่พ้นนักท่องเที่ยวในประเทศ (Demestic Tourist) เป็นตลาดไทยเที่ยวไทยเป็นหลักซึ่งหลายๆ โรงแรมก็เริ่มการทำการขายและการตลาดให้สอดคล้องและเอื้อกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวไทยมาเป็นพิเศษแต่หลังจากที่ประกาศเปิดประเทศน่าจะเป็นช่วงที่โรงแรมต้องทำการแบ่งสัดส่วนตลาด Domestic และ Oversea ให้สัมพันธ์กันและเป็นไปอย่างระมัดระวังเพราะในบางครั้งหากเกิดกรณีที่เราปรับแผนการขายและการตลาดให้เอื้อไปทาง Oversea เลยเป็นหลักเพราะเล็งเห็นว่าจะเปิดประเทศแล้วจนละเลยการให้ความสำคัญกับการทำตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Domestic ไปเลยอาจทำให้กระทบกับตลาดนักท่องเที่ยว Domestic ของโรงแรมได้ ตัวอย่างเช่นกรณีของการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เน้นไปทาง Domestic ในปัจจุบันหากโรงแรมปรับรูปแบบกิจกรรมการส่งเสริมการขายมาเป็นการเน้นไปทาง Oversea เลยทันทีอาจทำให้นักท่องเที่ยวในประเทศลดความสนใจกับโรงแรมลงเพราะไม่มี Promotion ที่เอื้อต่อพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่น่าสนใจอีกสาเหตุที่ต้องระมัดระวังเรื่องนี้เพราะเราเองก็อาจจะยังไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าถ้าเปลี่ยนการทำตลาดจาก Domestic ไปเป็น Overse รับการเปิดประเทศเลยทันทีสถานการณ์การท่องเที่ยวและตลาดต่างประเทศจะเข้ามาท่องเที่ยวได้มากน้อยแค่ไหน? หรือเราจะต้องเจอสถานการณ์ Lockdown อีกครั้งหรือเปล่า? เพราะหากมันเกิดเหตุการณ์เลวร้ายลักษณะนี้ขึ้นการจะกลับมาทำตลาด Domestic อีกครั้งอาจเป็นเรื่องยากพอสมควร นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการ Balance การทำตลาดและ Forcaste รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งไม่ควร Focus ตลาดนักท่องเที่ยวชาติใดชาติหนึ่งเป็นหลักเพราะสถานการณ์ในประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวจากชาติต่างๆ ทั่วโลกนั้นหากแม้สามารถกลับมาเดินทางไปท่องเที่ยวนอกประเทศได้เหมือนเดิมแต่ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายจนอาจจะเกิดการสั่งปิดประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวอีกครั้งก็ได้ดังนั้นการทำตลาดควรแบ่งสัดส่วนนักท่องเที่ยวแต่ละชาติให้เหมาะสมกับสภาพของตลาดนักท่องเที่ยวและสถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวนั้นๆ


  1. โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว แม้โครงการเราเที่ยวด้วยกันจะหมดอายุลงในปีหน้าแต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตน่าจะมีโครงการอื่นๆ ออกมาส่งเสริมการท่องเที่ยวและพยายามผลักดันให้อุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวกลับมาเป็นรายได้หลักของประเทศอีกครั้งอย่างชัดเจน ดังนั้นเราควรนำข้อมูลและวิธีการต่างๆ ที่โรงแรมได้ใช้เพื่อเข้าสู่โครงการที่เป็นมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐมาวางแผนและคาดคะเนโครงการใหม่ที่จะออกมาเพื่อหาทางใช้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐในอนาคตให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด จุดไหนที่โรงแรมทำได้ดีอยู่แล้ว จุดไหนที่โรงแรมต้องปรับปรุง เมื่อทราบถึงสองสิ่งนี้แล้วจะสามารถทำให้เราวางแผนการบริหารจัดการโรมให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ในอนาคตอย่างดีที่สุด


ทั้งหมดนี้คือสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมโรงแรมหลังการประกาศเปิดประเทศทั้งในด้านของบุคคลากร ปัจจัยแวดล้อมภายในและปัจจัยแวดล้อมภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการและบุคคลากรในอุตสาหกรรมโรงแรมเป็นเรื่องปกติที่ในโลกธุรกิจนั้นองค์กรมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอแต่จะเปลี่ยนแบบรุนแรงมากแบบ Radical Change หรือเป็นแบบ Incremental change ก็อยู่ที่สถานการณ์ของ Trend ธุรกิจ ณ ขณะนั้น





Hotel Man - Pop Natthapat


วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2564

The Pavilions Hotel and Resort

 Cryptocurrency เริ่มทยอยเข้ามาในอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวแล้วนะครับ


จากข่าวด้านล่างนี้เราก็น่าจะเห็นแนวโน้มได้บางอย่างนะครับเกี่ยวกับการเข้ามาของ Cryptocurrency ในอุตสาหกรรมโรงแรมที่เริ่มจะมีการค่อยๆ ทดลองรับการชำระกันด้วยสกุลเงิน Crypto เพิ่มขึ้นแม้อาจจะยังไม่แพร่หลายแต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม ในส่วนของผู้ให้บริการเชื่อมต่อการรับชำระอย่างระบบ Payment Gateway ก็เริ่มมีผู้ให้บริการหลากหลายเพิ่มขึ้นซึ่งก่อนหน้านั้นเราก็จะเห็นระบบนี้จากทาง Binance Pay หรือ Crypto.com Pay, ณ​ ตอนนี้ก็ได้ทราบข้อมูลเพิ่มว่ามี Coindirect เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งราย อนาคตส่วนตัวเฮียคิดว่าถ้า Ecosystem ของการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency ขยายตัวมากขึ้นเราน่าจะได้เห็นการรับชำระเงินด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency ในอีกหลายโรงแรมครับ

เนื้อหาข่าว: The Pavilions Hotels & Resorts กลุ่มโรงแรมระดับ Luxury Boutique Hotels ที่มี Corporate Head Office อยู่ที่ Hong Kong ประกาศให้แขกผู้เข้าพักสามารถจองห้องพักโดยใช้ Cryptocurrency ในการชำระเงินได้แล้วโดยผู้จองห้องพักสามารถเลือกชำระค่าจองด้วย Cryptocurrency ได้มากถึง 40 สกุลเงิน อาทิ BTC ETH DAI USDC USDT DOGE XRP VET XLM เป็นต้น โดยทาง Pavilions ประกาศว่าทางกลุ่มโรงแรมถือเป็น "กลุ่มโรงแรม Boutique Hotels กลุ่มแรกในโลกที่เปิดรับชำระการจองห้องพักด้วย Cryptocurrency"
สำหรับการจัดการระบบนั้นทาง Pavilions Hotels & Resorts ได้ทำการเป็นพันธมิตรเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินกับ "Coindirect" ซึ่งเป็น Exchange สำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยน Cryptocurrency และเป็น Payment Gateway สำหรับผู้ที่ต้องการรับชำระเงินจากการขายสินค้าและบริการด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency คอยให้บริการซึ่งจุดเด่นของ Coindirect คือรูปแบบการให้บริการที่ครบวงจรตั้งแต่ ซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน สกุลเงิน Cryptocurrency บริการระบบ Payment Gateway สำหรับจัดการรับชำระเงินให้กับร้านค้าพันธมิตรและยังมีบริการ Cross Border Payment ซึ่งสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงิน Cryptocurrency กับสกุลเงิน Fiat (สกุลเงินที่ใช้งานกันทั่วไปเช่น บาท ดอลลาร์ ยูโร) ทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกสบายและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความผันผวนของสกุลเงิน Cryptocurrency ได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบัน Platform ของ Coindirect มีสกุลเงิน Crypto เคลื่อนไหวอยู่ในระบบกว่า 300 ล้านยูโร มีผู้ลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 321,000 User (ข้อมูล ณ 16 SEP 2021) ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ Coindirect >> https://www.coindirect.com

สำหรับวิธีการจองและชำระเงินด้วย Cryptocurrency กับโรงแรมในเครือ The Pavilions Hotels & Resorts คือ
- แขกต้องจองตรงกับทางโรงแรมผ่านทาง E-Mail
- หลังจากที่ได้รับการยืนยันการจองแล้วทางโรงแรมจะส่งลิงก์การชำระเงินไปให้แขกดำเนินการซึ่งลิงก์นี้จะใช้ได้ 90 นาทีเท่านั้นและหากทำการชำระเงินแล้วจะไม่สามารถคืนเงินได้
- แขกกรอกรายละเอียดการชำระเงินจากกระเป๋าเงิน (Crypto Wallet) ผ่านรหัส QR หรือหมายเลขกระเป๋าเงิน (Crypto Wallet)
- หลังจากเสร็จขั้นตอนแล้วแขกจะได้รับการยืนยันการจองและเตรียมตัวเดินทางมาเข้าพักได้ต่อไป

การเปิดประสบการณ์ด้านการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency นี้ ทาง Mr. Gordon Oldham - Founder & Owner ของทาง The Pavilions Hotels & Resorts กล่าวว่า “ประสบการณ์เฉพาะบุคคลคือหัวใจสำคัญของ DNA ของเรา การยอมให้มีความยืดหยุ่นในการชำระเงินรวมกับการรักษาความปลอดภัยและความอุ่นใจสำหรับแขกของเราเป็นขั้นตอนต่อไปในการให้บริการส่วนบุคคลและตามความต้องการ”

ในส่วนพันธมิตรด้านการรับชำระเงินของ The Pavilions Hotels & Resorts อย่าง Coindirect ทาง Mr. Jesse Hemson-Struthers Founder & CEO ของทาง Coindirect กล่าวเพิ่มเติมว่า"เราภูมิใจที่ได้มอบแพลตฟอร์มสำหรับคู่ค้าสำหรับการชำระเงินที่ปลอดภัยด้วยสกุลเงินดิจิตอลกว่า 40 สกุล นี่เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับ The Pavilions Hotels & Resorts เพื่อให้แน่ใจว่าบริการชำระเงินแบบ end-to-end มีความปลอดภัย ยืดหยุ่น และง่ายสำหรับแขกเมื่อทำการจอง ประสบการณ์ครั้งต่อไปของพวกเขาที่ The Pavilions Hotels & Resorts ทั่วโลก”

สำหรับ The Pavilions Hotels & Resort ปัจจุบัน มี Hotels & Resorts และ Pavillion Residence ภายใต้ Portfolio ของกลุ่มครอบคลุม 14 แห่งทั่วโลก รวมถึงบาหลี นิเซโกะ (ญี่ปุ่น) และภูเก็ตในเอเชีย อัมสเตอร์ดัม มาดริด และโรมในยุโรป และยังมีโรงแรมใหม่ที่เพิ่งเปิดใหม่ ได้แก่ The Pavilions Anana Krabi, The Pavilions Phuket Residence, Cape Amarin ในภูเก็ต และ The Pavilions El Nido เกาะปาลาวันในฟิลิปปินส์
Credit รูปภาพและรายละเอียดการรับชำระเงินด้วย Cryptocurrency : https://www.pavilionshotels.com/cryptocurrency-payments/

Credit News: By MELISSA STEWART
https://cnaluxury.channelnewsasia.com/experiences/the-pavilions-hotels-resorts-cryptocurrency-bookings-186456?fbclid=IwAR3Dsaz34HnKBXHtVZfoVW2Yvy2CXGS7kv5AJDnQxUHBtRnVoAZjv11sq-s

Clip บทบาทของ Cryptocurrency ต่ออุตสาหกรรมโรงแรมในอนาคต : https://youtu.be/Wu-mWxcU4nk

วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

Welcome to the Hospitality business!!!. Bill Gates

 Welcome to the Hospitality business!!!. Bill Gates

สารภาพตามตรงว่าตอนเฮียเห็นข่าวนี้แรกๆ ก็ค่อนข้าง งง นิดนึง ความคิดส่วนตัวเฮียไม่ได้คิดถึงเรื่องว่า Bill Gates แกหันมาสนใจธุรกิจโรงแรมด้วยความชอบหรือเหตุผลส่วนตัวอะไรนะครับแต่กำลังคิดถึงเรื่องของการขยายธุรกิจเข้ามาในตลาดโรงแรมของ Microsoft เป็นอันดับแรกแต่พอดูรายละเอียดเนื้อหาข่าวแล้วก็น่าจะไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกัน (ณ ตอนนี้)




โดยบริษัท Cascade Investment LLC ของ Bill Gates
ประกาศซื้อหุ้นมูลค่า 2.2 พันล้านดอลลาร์ใน Chain โรงแรม Four Seasons Hotels โดยจะทำการชำระเงินสด 2.2 พันล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นใน Four Seasons Holdings เป็น 71.25% จาก 47.5% โดยหุ้นที่ซื้อเพิ่มเข้ามาคิดเป็นครึ่งหนึ่งของหุ้นที่มีอยู่ 47.5% ที่บริษัท Kingdom Holding เป็นเจ้าของ สำหรับธุรกรรมการซื้อขายจะมีมูลค่าถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการดำเนินการซื้อขายคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมกราคม 2565 ในส่วนของ Mr. Isadore Sharp ประธานบริษัท Four Seasons ผู้ก่อตั้งบริษัทในปี 1960 จะยังคงถือหุ้นอยู่ 5%

ประเด็นที่น่าสนใจจากการซื้อขาย...

- มุมมองต่อธุรกิจโรงแรมของ Bill Gates เนื่องจากในขณะที่หลายคน หลายฝ่าย กูรู ต่างๆ นาๆ ต่างวิเคราะห์กันว่าธุรกิจโรงแรมน่าจะใช้เวลาอีก 3 - 5 ปีในการฟื้นตัวกว่าที่จะกลับมาดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติแต่การเข้ามาลงทุนในธุรกิจโรงแรมของ Bill Gates เป็นอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่นักวิเคราะห์และคนอื่นๆ กำลังมองอยู่ ซึ่งตรงนี้ถ้าตีความกันแบบไม่ซับซ้อนก็อาจจะวิเคราะห์ไปได้ว่าอาจจะเป็นความชอบส่วนตัวของ Bill Gates ต่อกลุ่มโรงแรม Four Season Hotels และอาจจะมองว่า "ธุรกิจโรงแรมยังไปได้แม้จะอยู่ในช่วงของการต้องต่อสู้กับวิกฤต COVID-19" ซึ่งข้อมูล ณ ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่า Bill Gates มองการลงทุนครั้งนี้ยังไงแต่มีความคาดหวังกันในกลุ่มของ Four Season ว่าการเข้ามาของ Bill Gates จะช่วยผลักดันวิสัยทัศน์ของ Four Season ให้เป็นบริษัทหรูหราชั้นนำของโลก

- กลุ่มบริษัทที่ทาง Bill Gates ไปซื้อหุ้นเพื่อกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน Four Season Hotels คือบริษัท Kingdom Holding Company ซึ่งเป็นกลุ่มทุนจากประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยมี เจ้าชายอัลวาลีด บิน ทาลัล ทรงเป็นประธานบริษัท ประเด็นนี้มีสิ่งที่น่าสนใจคือการเข้าลงทุนในครั้งนี้อาจมองได้ว่า Bill Gates เริ่มหันมาสนใจธุรกิจโรงแรมหรือไม่? เพราะปัจจุบัน Kingdom Holding Company ยังคงมีสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรมภายใต้การลงทุนอีกหลายแห่ง อาทิ
- Hotel George V ในฝรั่งเศส
- Kingdom Hotels Investments ในซาอุดิอาระเบีย
- Mövenpick Hotels & Resorts ในสวิสเซอร์แลนด์

สำหรับ Kingdom Holding Company ถ้าจำกันได้ตอนที่ Accor Hotels ซื้อ FRIH (Fairmont and Raffles International Hotels) จากกลุ่มทุน QIA ของกาตาร์ ตัวบริษัท Kingdom Holding Company ก็เป็นหนึ่งในสามผู้ถือหุ้นหลักของ FRHI ร่วมกับ QIA และ Oxford Properties Group. ปัจจุบัน Kingdom Holding Company ยังคงถือหุ้นส่วนน้อยใน FRHI ร่วมกับ Accor อยู่

- ข้อมูลของ Four Season Hotels and Resort ก่อตั้งขึ้นโดยนักธุรกิจชาวแคนนาดา Mr. Isadore Sharp ในปี 1960 โดยมีโรงแรมแห่งแรกคือ Four Seasons Motor Hotel เปิดให้บริการในปี 1961 ที่โตรอนโต ประเทศแคนนาดา ปัจจุบันมีโรงแรมและรีสอร์ทในการบริหาร 121 แห่งและ Residential 46 แห่ง ใน 47 ประเทศทั่วโลกบวกกับอีก 50 แห่งที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

ส่วนตัวเฮียคิดว่าหากคนระดับ Bill Gates ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวด้านการลงทุนและดูแลกิจการมาแล้วมากมายหันมาลงทุนในธุรกิจโรงแรมที่หลายคน หลายฝ่าย กำลังมองว่า "เป็นธุรกิจที่บอบช้ำจาก COVID-19 และต้องใช้เวลาสักระยะกว่าอุตสาหกรรมการโรงแรมและการท่องเที่ยวจะฟื้น" คงมีเหตุผลบางอย่างที่เราน่าจะเห็นความชัดเจนกันในไม่ช้านี้
Credit ที่มาข่าว https://www.businessinsider.com/bill-gates-four-season-cascade-investment-firm-controlling-stake-hotels-2021-9?amp&fbclid=IwAR2-ZwUrwRVDz49ckKIWL8rxad9TdbmlC8YQQsbtw5Z-jQTOR2r0AerDF7A

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2564

Financial and IT อีกหนึ่งความท้าทายในอุตสาหกรรมโรงแรม

 

Financial and IT อีกหนึ่งความท้าทายในอุตสาหกรรมโรงแรม



ช่วงที่อุตสาหกรรมโรงแรมกำลังประสบกับมรสุม COVID-19 อยู่นี้นอกเหนือจากคำถามที่เกิดขึ้นว่า “จะต้องทำอย่างไร? ใช้วิธีการอย่างไร?” จึงจะสามารถรอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้ ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการปรับตัวรองรับ New Normal ในด้านการทำงาน การให้บริการแขกผู้เข้าพัก และที่สำคัญ “เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของโรงแรม” ว่าจะต้องทำอย่างไรและทำให้เป็นไปในทิศทางไหน? แผนกอะไรบ้างที่จำเป็นต้องปรับตัว? ซึ่งคำตอบก็คงตอบได้ ณ จุดนี้ว่าทุกแผนกของโรงแรมอาจต้องเจอกับ New Wave ของรูปแบบการทำงานรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาจากการที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้องพยามปรับตัวเพื่อลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้พร้อมวางแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management) ในอนาคตเพราะมีบทเรียนจากวิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมาแน่นอนว่าทุกแผนกต้องทำการปรับตัวรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปแต่มีอยู่ 2 แผนกที่น่าจะเจอความท้าทายมากเป็นพิเศษจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงในโลกธุรกิจแห่งอนาคตนั่นคือ

1. Financial Department หรือฝ่ายการเงิน ความท้าทายแรกที่ส่วนงานนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ในนั่นคือการปรับตัวเข้าสู่ Cashless Society (สังคมไร้เงินสด), Cryptocurrency (สกุลเงินดิจิทัล), และ Utility Token, 

1.1 Cashless Society หากจะนึกภาพในปัจจุบันถ้าพูดถึงเรื่องของ “สังคมไร้เงินสด” เราคงจะนึกภาพการชำระเงินของแขกให้กับโรงแรมในรูปแบบของการสแกน QR Code, การจ่ายผ่านระบบ Promptpay, เป็นหลัก แต่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้มันจะมีนิยามมากกว่านั้นเพราะภาคอุตสาหกรรมการเงินซึ่งมีผู้เล่นหลักเป็นสถาบันการเงินกำลังถูกผู้เล่นใหม่ในนิยามของความเป็น FinTech หรือ Financial Technology เข้ามาสร้างการให้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่ซึ่งบริการหนึ่งที่ก่อนหน้านี้เริ่มค่อยๆ ได้รับความนิยมและมาเติบโตอย่างก้าวกระโดดขึ้นอีกในช่วง COVID-19 ที่ผู้บริโภคต้องการลดกิจกรรมที่จะทำให้เกิดการสัมผัสอันเสี่ยงต่อการติดเชื้อและธนบัตรเองก็เป็นอีกแหล่งสะสมเชื้อโรคที่ต้องระมัดระวังนั่นคือบริการ e-Money โดยการสำรวจจากธนาคารแห่งประเทศไทยจนถึง ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 พบว่ามีผู้ใช้งานบัญชี E-Money มากถึง 99.43 ล้านบัญชีในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ระบาดมีการเพิ่มขึ้นมากถึงเดือนละ 2 ล้านบัญชี ผู้ให้บริการ E-money ที่เรารู้จักกันดี เช่น True money wallet, Rabbit Linepay, Airpay, mPay, grabpay, Dolfin, ในระดับโลก เช่น Aliay, Wechatpay, Apple Pay, Amezon Pay, ซึ่งระบบเหล่านี้แม้จะต้องเติมเงินหรือผูกกับบัญชีบัตรเครดิตเข้าไปเพื่อเติมเงินแต่สิ่งที่เป็นข้อได้เปรียบและเริ่มทำให้บริการเหล่านี้ได้รับความนิยมนอกเหนือจากการลดการสัมผัสคือการที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารเพื่อให้สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้เพียงแค่สมัครเปิดบัญชีกับผู้ให้บริการก็สามารถใช้บริการและเติมเงินเข้าระบบก็สามารถใช้บริการกับ e-Money เจ้าต่างๆ ได้แล้วความท้าทายของฝ่ายการเงินในที่นี้คือเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ความนิยมเปลี่ยน แม้ภาคอุตสาหกรรมการเงินจะได้รับผลกระทบโดยตรงแต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามันส่งผลกระทบทางอ้อมกับอุตสาหกรรมโรงแรมด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่ต้องศึกษาและหาทางเชื่อมต่อระบบการชำระเงินของโรงแรมกับผู้ให้บริการ e-Money เป็นอีกความท้าทายหนึ่งของฝ่ายการเงินของโรงแรม

1.2 Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังได้รับความนิยมเพราะเป็นอีกหนึ่งหนทางในการเก็งกำไรของนักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั่วโลกมีจำนวนผู้ใช้ Blockchain Wallet Users สำหรับเก็บรักษาเงิน Cryptocurrency ของตนเองมากกว่า 68.42 ล้าน Users (www. financesonline.com/number-of-blockchain-wallet-users) ในด้านการขายและการตลาดนี่คือโอกาสในการเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่คือกลุ่มผู้ที่ถือสกุลเงิน Cryptocurrency ต่างๆ และกำลังหาทางในการนำสกุลเงินเหล่านั้นของตนเองไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้มากขึ้นซึ่งการท่องเที่ยวก็ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ลูกค้ากลุ่มนี้มองหาโอกาสในการนำเงิน Cryptocurrency ของตนเองไปใช้ ในส่วนของฝ่ายการเงินนี่คืออีกหนึ่งความท้าทายเพราะในสภาวะของการฟื้นฟูธุรกิจโรงแรมจำเป็นที่จะต้องมองหาทุกโอกาสที่เข้ามาและตลาดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตอย่างน่าสนใจแน่นอนว่าความซับซ้อนในการรับชำระค่าบริการโดยใช้สกุลเงิน Cryptocurrency ย่อมมีรายละเอียดที่ต้องเรียนรู้อย่างระมัดระวังทำให้ต้องทำความเข้าใจอย่างมากในช่วงแรกยังไม่นับรวมความผันผวนของสกุลเงิน Cryptocurrency ต่างๆ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทางที่ฝ่ายการเงินต้องเรียนรู้และหาทางป้องกันแม้จะมองว่าการรับชำระค่าบริการด้วยสกุลเงิน Cryptocurrency จะเป็นปัญาในช่วงแรกและอาจได้รับแรงต้านจากพนักงานเพราะต้องปรับตัวหลายๆ อย่างแต่ในระยะยาวนี่คืออีกหนึ่งตลาดที่ไม่สามารถปฎิเสธความน่าสนใจได้ในอนาคตอันใกล้นี้ซึ่งอาจจะเชื่อมโยงไปสู่การเป็น Digital Asset Management ได้อีกในระยะถัดไป

1.3 Utility Token (พร้อมใช้) หรือ Token เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้ตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ เป็นอีกหนึ่งวิศวกรรมทางการเงิน (Financial Engineering) ที่จะถูกหยิบนำมาใช้ในโรงแรมที่ต้องการเพิ่มกระแสเงินสด (Cash Flow) เนื่องจากลักษณะของ Utility Token จะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ต่อผู้ถือ ซึ่งในทางการสร้างกระแสเงินสดนั้นถ้าสิทธิประโยชน์ที่โรงแรมให้กับผู้ถือ Token น่าสนใจจะเอื้อต่อการนำมาซึ่งกระแสเงินสดรับล่วงหน้าที่ดี เช่น กรณีที่โรงแรมออก Utility Token ออกมาจำหน่ายและให้สิทธิผู้ถือในการได้รับส่วนลด 50% จากการจองในทุกระดับราคาห้องพักและทำการออกจำหน่าย Token กรณีนี้โรงแรมจะได้รับกระแสเงินสดเข้ามาก่อนล่วงหน้าเพราะการนำมาใช้งานลูกค้าจะค่อยๆ ทยอยมาใช้งานทีหลังถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของฝ่ายการเงินในการต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับระบบการทำงานของ Utility Token (พร้อมใช้) ที่น่าจะมาเป็นประโยชน์ให้กับโรงแรมได้

2. แผนก IT ซึ่งหากมองเนื้องานของฝ่ายนี้ในโรงแรมยุคแรกๆ โลกยังไม่ก้าวเข้าสู่ความเป็น Digitalization ที่ทุกกิจกรรมของมนุษย์มีระบบ Digital เข้ามาเกี่ยวข้องเหมือนทุกวันนี้งาน IT ในช่วงแรกจะเป็นไปในลักษณะของการ “ดูระบบการทำงานด้าน IT ของโรงแรมให้แผนกต่างๆ ทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่ติดขัด” ยุคต่อมาที่ Internet เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น งานของ IT นอกจากจะเกี่ยวข้องกับการดูแลระบบต่างๆ ในโรงแรมแล้วยังเพิ่มเติมเรื่องของ “การดูแลสัญญาณ Internet ให้กับแขกผู้เข้าพักได้ใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย” เพราะในยุคแรก Internet ตามโรงแรมจะไม่ได้ถูกปล่อยให้ใช้งานฟรีแบบทุกวันนี้แต่จะเป็นการขายตาม Package การใช้งานซึ่งความคาดหวังของแขกจะสูงเพราะเป็นการจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งการบริการ สำหรับในอนาคตอันใกล้นี้สิ่งที่เป็นความท้าทายของแผนก IT คือ

2.1 ระบบ Cyber Security หรือ การรักษาความปลอดภัยทาง Cyber ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากในปัจจุบันและในอนาคตเนื่องจากโรงแรมมีปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานของแขกผู้เข้าพักและจากการที่แขกทุกคนสามารถใช้ระบบ Internet ได้ทำให้การเข้าสู่ Website บาง Website ของแขกอาจนำมาซึ่งการเข้าโจมตีระบบจากผู้ไม่หวังดีรวมทั้งการถูก Hack ข้อมูลของแขกและโรงแรมออกไปใช้ในทางที่เสียหายได้แน่นอนว่าการจะหาฝ่าย IT ที่มีความชำนาญด้านระบบ Cyber Security นี้อาจหาได้ยากเพราะในประเทศไทยมีน้อยคนที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างแท้จริงซึ่งถือเป็นอาชีพที่ยังขาดแคลนบุคคลากรที่มีอยู่ส่วนให่นั้นจะถูกบริษัทใหญ่และหน่วยงานรัฐซื้อตัวไปดูแลระบบขององค์กรเพราะเรื่องความปลอดภัย Cyber เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญเนื่องด้วยสอดคล้องกับกระแสธุรกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Big Data ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนจึงพยายามเก็บข้อมูลประชาชนและผู้บริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อนำไปวางแผนด้านนโยบายสำหรับภาครัฐและด้านการตลาดสำหรับภาคเอกชน แต่เรื่องนี้ทางออกของโรงแรมอาจเป็นการจ้างผู้เชี่ยวชาญมาดูแลหรือวางระบบให้โดยทำงานร่วมกับฝ่าย IT ของโรงแรมก็จะสามารถช่วยป้องกันปัญหานี้ได้และนั่นคือความท้าทายของแผนก IT ในโรงแรม

2.2 พ.ร.บ. ข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ซึ่งมีการประกาศใช้ออกมาแล้วและแน่นอนว่าเมื่อเป็นกฎหมายย่อมต้องปฎิบัติตามเพราะมีโทษที่กำหนดไว้หากเกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลออกไปจากโรงแรมความท้าทายนี้จะสอดคล้องกับระบบ Cyber Security ด้านบนเพราะถ้าป้องกันให้ดีการรั่วไหลนี้จะไม่เกิด พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคลแม้จะเป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายแต่ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของฝ่า IT ที่ต้องทำความเข้าใจสาระสำคัญของข้อมูลด้วยเช่นกัน เพราะโรงแรมต้องมีการเชื่อมต่อกับระบบ Software ภายนอกในบางแผนก เช่น Front Office, Sales & Marketing, OTA, Finance, HR, ฯลฯ ดังนั้นเมื่อเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการภายนอกแม้หลายรายจะมีความปลอดภัยด้านการใช้ระบบแต่ก็ต้องยอมรับว่าความเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วไหลของข้อมูลจากการต้องส่งข้อมูลภายในของโรงแรมไปทำการวิเคราะห์และประมวลผลย่อมมีตามมา ดังนั้นความท้าทายของฝ่าย IT ที่เพิ่มขึ้นมาในอนาคตจะเป็นเรื่องของการต้องวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในการเชื่อมต่อกับระบบภายนอกที่ต้องละเอียดและมีความเข้าใจพร้อมเสนอแนวทางป้องกันเบื้องต้นได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ทั้งหมดนี้คือส่วนงานที่น่าจะได้รับความท้าทายมากที่สุดในโรงแรมหลังการกลับมาของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์เบื้องต้นเพราะในอนาคตรายละเอียดอาจมีมากขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้แต่ถึงอย่างไรเราก็คงต้องยอมรับว่าอาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการดำเนินการในโรงแรมอีกครั้งในระยะเวลาอันใกล้นี้

N. Kamolpollapat – Hotel Man

7 September 2021

20.12 Hrs.

บทความแนะนำ