วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ไอ้หนุ่ม Roll Back





ตอน “ไอ้หนุ่ม Roll Back

พนักงาน : สวัสดีครับเช็คอินท์นะครับ ขอบัตรประชาชนกับบัตรเครดิตด้วยนะครับ
แขก : บัตรเครดิตไม่มี เอาบัตรเดบิตได้ป่ะ (ออกแนวกวนทีนตั้งแต่เริ่ม คือมากับหญิงไงกะโชว์หน่อย)
พนักงาน : ได้ครับ งั้นเดี๋ยวเราขอถ่ายเอกสารเก็บไว้นะครับ รบกวนเซนต์ชื่อในใบลงทะเบียนด้วยครับ
แขก: เซ็นต์อย่างเดียวใช่ป่ะ เอาไปทำไมอ่ะลายเซนต์ บัตรประชาชนก็เอาไปแล้วนี่ เสร็จแล้วก็หันไปหัวเราะกับหญิงที่มาด้วย ออกแนวกวนตีนน่ะครับ
พนักงาน : นึกในใจนะ (แม่งเอ้ยกวนตีนจริงนะมึง มากับหญิงนี่กูเห็นกร่างจังนะ เก่งจริงๆ ทำแบบชาวบ้านคนอื่นไม่เป็นไง)
แขก: น้อง 2 ใบนี้อะไรเนี่ย
พนักงาน : เป็น Voucher สปานวดฟรีครับท่านละ 15 นาทีเป็นการลองนวดครับ
แขก: แล้วถ้าพี่มาคนเดียวเนี่ย พี่เอาใบเดียวน้องมีอย่างอื่นให้แทนป่ะ
พนักงาน : นึกในใจ (อีกแล้ว) “ไอ้ควายเอ้ย เค้าให้มึงฟรีหมายความว่าเขาให้ฟรีไม่เสียเงิน มึงจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของมึง เขาให้สองใบมึงจะเอาใบเดียวก็เรื่องของมึง แล้วมึงจะให้หาอะไรมาแทนทำไมในเมื่อโรงแรมกูไม่ได้ทำอะไรผิดที่จะต้อง Compensate ให้มึงฟรีนี่ ออกแนวโง่แล้วกวนตีนไงคับ มากับหญิงกะโชว์ไง” จริง ๆ ก็ตอบไปแหละว่าไม่มีอ่ะครับพอดีอันนี้เราให้เป็นฟรี  Voucher อยู่แล้วครับ
แขก: ทำท่าไม่พอใจส่ายหน้า ออกแนวเซ็ง “อะไรกันน้อง นี่พี่ไม่เอาใบนึงก็น่าจะมีอะไรให้พี่มั่งดิ ไม่มีอะไรเลยเหรอ” คือโชว์หญิงแบบจะเอาให้ได้กะว่าเฮ้ยกูไม่เอาอันนี้น่าจะได้อันนี้แทน ถุย....เขาก็บอกอยู่ว่าให้ฟรี แล้วมึงจะเอาของฟรีไปต่อรองของฟรีได้ไงวะ โชว์ทักษะการต่อรองแบบควาย ๆ อีกและ ของฟรีแม่งยังเสือกจะเอามาต่อรองอีกสาดดด
พนักงาน : ไม่มีอะไรให้จริง ๆ ครับเพราะใบนี้เป็นโปรโมชั่นเสริมของเราครับ (ถ้าทำได้กูอยากแถมยาดองให้มึงสักโหลจริงๆ )
แขก: โห แย่มากเลยเนี่ยขนาดไม่เอานี่ยังไม่มีอะไรให้แทนเลย คราวหลังไม่ต้องออกมานะโปรโมชั่นแบบนี้....พูดจบก็โยน Voucher ทิ้งแล้วก็พาหญิงเดินกลับไปห้อง (คนอื่นกูไม่เห็นเค้าเป็นแบบมึงเลยวะ ไอ้ฟายเอ้ย เขาเอาก็เอาไม่เอาก็ไม่เอา)


พนักงาน: คือ งง ไม่เข้าใจ ทำไมวะกะมึงจะโชว์หญิงนี่ต้องถึงขนาดมาเบ่งกับพนังานโรงแรมเลยเหรอวะ อยู่ที่ทำงานมึงๆ ก็เป็นขี้ข้าเค้าเหมือนกันสงสัยเก็บกด เดี๋ยววันไหนกูไปซื้อของร้านมึงนะกูจะถามมั่ง “อ้าว ซื้อยาสระผม 1 แถม 1 ถ้าไม่เอาอันที่แถมมึงจะให้อะไรกูได้บ้าง ขอไข่สักโหลได้มั้ย” สาดดดด กวนตีนนะมึง กะแอ๊กหญิง


วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

เรื่องเล่าพนักงานรุ่นใหญ่




ตอน เรื่องเล่าจากพนักงานโรงแรมรุ่นใหญ่ “เสื้อกูอยู่ไหน”

เท้าความก่อนว่าเรื่องนี้แม่เล่าให้ฟังกับตัวเองสมัยแกทำงานโรงแรม สามารถจำลองเหตุการณ์ได้ดังนี้

แขกงี่เง่า : แจ้งหน้า Front “น้องค่ะ เช็คให้พี่หน่อยเสื้อลูกพี่หายไปตัวนึงค่ะในห้อง ตอนแม่บ้านไปทำห้อง” (คิดว่าน่าจะมโนไปเองว่า แม่บ้านอยากย้อนวัยไปใส่เสื้อเด็ก)
พนักงาน : เดี๋ยวหนูแจ้งกับหัวหน้าแม่บ้าน (แม่ผมเอง) ให้นะค่ะ แล้วให้เขาเช็คให้ , จากนั้นก็ต่อสายไปหาหัวหน้าแม่บ้าน “พี่ค่ะ แขกแจ้งว่าเสื้อหายน่ะค่ะ เช็คให้หน่อยนะค่ะ” (ปกติสองแผนกนี้จะค่อนข้างฟาดฟันกันแต่ ณ จุด ๆ นี้คงต้องร่วมมือกันนิดนึง)
แม่บ้าน : ได้ ๆ เดี๋ยวพี่เช็คให้นะ ว่าแล้วก็เรียก Room Maid ที่ทำความสะอาดมาสอบถามก็ได้ความว่าตอนเข้าไปทำห้อง ไม่มีเสื้อผ้าอะไรวางอยู่ในห้องเลย (และที่สำคัญถ้า Room Maid พูดกับแขกได้คือ กูจะเอาไปหาป้ามึงเหรอเสื้อเด็กเก่า ๆ ตัวนึง ตลาดนัดนี่วางกันเป็นแพปลาตัวละ 50 บาท กูซื้อเองดีมั้ย) เป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ คุณแม่บ้านจึงแจ้งกลับพนักงานหน้าฟร้อนให้แจ้งกับแขกว่า ทางพนักงานทำความสะอาดไม่เห็นเสื้อตัวนี้ตั้งแต่แรกที่ออกมาแล้วล่ะ 
พนักงาน: ขอโทษนะค่ะคุณผู้หญิง ทางแม่บ้านไม่พบเสื้อเด็กตัวที่แจ้งนะค่ะ และทางแม่บ้านแจ้งว่าไม่เห็นตั้งแต่เมื่อวันที่เขาเข้าไปทำความสะอาดห้องแล้วล่ะค่ะ
แขกงี่เง่า: ไม่เป็นไรค่ะ พี่ว่าแล้วแหละค่ะ มันคงหาไม่เจออยู่แล้วแหละ (พร้อมทำหน้าเหมือนปลาดุกชนเขื่อน) เสร็จแล้วก็สะบัดบ็อบไป คล้อยหลัง 5 นาทีมีโทรศัพท์จากเจ้าของโรงแรมโทรไปเรียก คุณแม่บ้านไปพบ
เจ้าของโรงแรม: คุณแม่บ้าน แขกที่เป็นเพื่อนผม (นั่นไงกูว่าและ เบ่งจนตัวบวมที่แท้แม่งรู้จักเจ้าของโรงแรมนี่เอง ต้องขนาดเอาเสื้อเด็กตัวเดียวให้เป็นเรื่องใหญ่กันเลยทีเดียว) เขาแจ้งว่าเสื้อเขาหายแต่พนักงานคุณไม่ได้เอาไป คุณรู้ได้ยังไง มันนั่นแหละเอาไป (ย้ำว่าเรียกพนักงานว่า “มัน” นะคัรบ) คุณจะไปเข้าข้างเด็กถึงไหน มันต้องเอาไปแน่ ๆ จัดการให้ผมด้วยนะ
แม่บ้าน: คือท่านค่ะ เด็กมันไม่ได้มีนิสัยแบบนี้ค่ะดิฉันรับรองได้ เสื้อเด็กแค่ตัวเดียวนะค่ะ มันไม่น่าจะต้องขโมยกันนะค่ะท่าน เราก็เช็คให้เต็มที่แล้วค่ะมันไม่มีจริง ๆ 
เจ้าของโรงแรม: คุณไม่ต้องมาเถียงแทนเลย แผนกคุณแย่มาก คนของคุณก็แย่ (จริง ๆ กูว่าแย่ตั้งแต่โรงแรมนี้มีมึงเป็นเจ้าของ แล้วแหละ ไม่เคยฟังเหตุผลอะไรเล้ย ไอ้กระบือเอ้ย) จากนั้นก็มาเต็มครับ สารพัดสัตว์ สาดใส่คุณแม่บ้านและพนักงานที่ยัง งงๆ อยู่เลยว่ากูจะเอาเสื้อเด็กไปหาพระแสงอะไร หลังจากนั้นอีก 3 วันครับมีโทรศัพท์จากเจ้าของโรงแรมมาที่คุณแม่บ้าน
เจ้าของโรงแรม: เออ คุณแม่บ้าน เสื้อที่หายของเพื่อนผมน่ะ เจอแล้วนะพอดีแกจับยัดไว้ในกระเป๋าด้านล่าง ไม่ต้องหาแล้ว แค่นี้แหละ
คุณแม่บ้าน: คิดในใจ “พูดง่ายจังนะมึง แล้วที่มึงด่ากูด่าพนักงานไปนี่ล่ะ อิเพื่อนมึงนี่ก็ดราม่าตุ๊กตาทองจริง ๆ แอ๊กชั่นซะ เสื้อเด็กหายตัวนึง ปานว่ามดลูกมึงหายไปข้างนึงงั้นแหละ แล้วเอาไงทีนี้ ทำก็ไม่ได้ทำยังต้องมาถูกด่าอีก ไอ้กระเพาะแพะเอ้ย”

ข้ามาก่อนอยากนอนทันที



ตอน ข้ามาก่อนอยากนอนทันที

เช้าตรู่ของวันหนึ่ง ณ ล็อบบี้โรงแรม ในขณะที่ท้องฟ้าแจ่มใสอากาศดี ปรากฏร่างเงาของแขกงี่เง่าตัวหนึ่งเดินมาเช็คอินท์ด้วยท่าทางเพลียๆ

แขกงี่เง่า : I wanna Check in please

พนักงาน : (เช็คอินท์ตอน 6 โมงเช้า มึงคิดได้ไงเนี่ย ป้าดดด ถ้าโรงแรมเต็มจะเอาห้องที่ไหนให้มึง) แต่ก็ยังตอบไปตามมาตรฐานสากล มอก. Of Course sir can i have your passport please?

แขกงี่เง่า: ให้พาสปอร์ตมาเรียบร้อยพร้อมเครดิตการ์ด (ค่อยยังชั่วหน่อยแม่งรู้งาน) กรอกเอกสารให้เรียบร้อย ดูเหมือนจะดีแต่จบท้ายด้วยประโยค I want to go to the room now แปลแบบ 3 ตัวตรง ไม่หลบ ไม่เอียงว่า "กูอยากไปห้องตอนนี้ได้ไหม ประมาณว่าง่วงเพิ่งลงเครื่องมา"

พนักงาน: Actually our check in time is 2PM (ไม่ใช่นิชคุณนะ) but if you want to go to the room now you have to pay an extra charge for early check in at 2,500 THB net. แปลตรงๆ เช่นกันว่า "ได้เลยพี่ ขึ้นได้แต่จ่ายมา 2,500 บาทถ้วนเป็นค่าเข้าพักก่อนเวลาบ่าย 2 โมงอันเป็นเวลาที่โรงแรมทั่วโลก จะ 5 ดาว 6 ดาว หรือ หาดาวเขาก็ทำกัน โดยปกติทั่วไปฝรั่งที่รู้ว่าไฟลท์ตัวเองจะมาเช้าเขาจะจองห้องข้ามวันไว้รอเลย คือประมาณว่าถ้ารู้ว่าไฟลท์ตัวเองจะมาถึงเช้าวันที่ 2 เขาก็จะจองห้องไว้เลยตั้งแต่วันที่ 1 เพราะเวลามาจะเข้าพักได้เลย หรืออีกทางเขาก็มาจ่ายค่าเช็คอินท์ก่อนเวลาเอา

แขกงี่เง่า : พอได้ยินคำว่า 2,500 บาทเท่านั้นแหละ หน้าตาท่าทางเปลี่ยนทันที ฟักอย่างนั้น ฟักอย่างนี้ ทำไมฉันต้องจ่าย ฉันจ่ายค่าห้องมาแล้ว (จริง ๆ กูรู้แล้วล่ะว่ามึงจ่าย แต่ที่กูให้จ่ายเนี่ยไม่ใช่ค่าห้องเป็นค่าเข้าพักก่อนเวลา ถ้าเรื่องมากแล้วทำไมไม่ทำแบบที่คนอื่นเขาทำกัน รู้ก็รู้ว่า ไฟลท์ตัวเองจะมาเช้า) ลงท้ายด้วยคำถามแกมอ้อนวอนนิด ๆ เมื่อเห็นว่าไม่ได้ "แล้วเธอจะให้ฉันไปอยู่ไหนกว่าจะบ่ายสอง" (อ้าว นี่มึงผลักภาระให้รัฐบาลเอ้ย ให้กูนะเนี่ย มึงจะไปอยู่ไหนกูจะรู้มึงเหรอ กางเตนท์รอลานจอดรถมั้ย หรือขอบสระน้ำ เตียงผ้าใบชายหาด ก็แล้วแต่มึงดิ ถ้ากูให้มึงนอนฟรีแล้วคนที่เขาจ่ายเงินไปล่ะถ้าเขารู้แล้วเขาหาว่ากูสองมาตรฐานเก็บอีกคนอีกคนไม่เก็บทำไง) 

พนักงาน: ก็ยังใจดีนะบอกว่า "งั้น ยู ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรมก่อนแล้วก็ออกไปเที่ยวหากาแฟ(สตาร์บั๊ค) กินก่อนนะ แล้วค่อยเข้ามาตอนบ่ายสองแล้วกันหรือไม่ยูก็จ่ายมา 2,500 บาท (อาจจะดูงก และก้าวร้าวแต่อยากให้รู้ว่ารายได้ทุกอย่างของโรงแรมไม่ได้หมายถึงแผนกใดแผนกหนึ่งแต่หมายถึง Service Chearg ของพนักงานทุกคน ไอ้ครั้นจะหาว่าเราไม่สุภาพกับแขกก็จะโดนเจ้านายด่าว่าไม่รักษาผลประโยชน์อีก แต่พอแข็งกับแขกมาก ๆ เข้าก็โดน Complain อีก เห็นป่ะครับ มีแต่โดนกับโดน สุดท้ายจบลงที่มันยอมจ่าย 2,500 บาท)

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ตบ มั้ย มึง




เรื่องนี้น้องเล่าให้ฟังขอตั้งชื่อว่า "ตบ มั้ย มึง"

วันหนึ่งขณะน้องกำลังยืนปฏิบัติหน้าที่อยู่หน้า Counter
แขกคนไทยกำลังคุยกับน้องอยู่หน้า Counter กระหนุงกระหนิง กระเอกสารร ขอบัตรเครดิต ขอเอกสาร และที่สำคัญเธอเดินทางมาเป็นลำดับแรก แต่ทันใดนั้นเองปรากฏร่างเงาของหญิงสาวซึ่งเป็นแขกอีกคนหนึ่งจากแผ่นดินใหญ่ เดินเสือกหน้าเข้ามาหาน้องพร้อมกับเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ โดยมิแคร์สายตาแขกคนก่อนหน้าเลย คาดว่าหน้าเธอคงฉาบด้วยปูนตราเสือเชื่อถือได้ สักพักพอแขกคนไทยเหลือบไปเห็นเท่านั้นแหละครับ ด้วยอารมณ์ที่ขึ้นนิด ๆ ประกอบกับอยากบอกให้ญาติหลินฮุ่ยผู้นี้ได้รับรู้บ้างว่า "มึงมาทีหลังนะ" (ซึ่งสำหรับชาตินี้กูว่าเอาเชือกผูกคอตายดีกว่า เพราะมันคงไม่สำนึกหรอก) แขกคนไทยเลยเอ่ยไปอย่างเรียบ ๆ ว่า "I com first. You have to wait คือมึงมาทีหลังมึงต้องรอกูนะ" แต่ประโยคที่ได้รับกลับมาครับเป็นประโยคออกแนวไม่แคร์สื่อ ไม่สนโลกมันตอบมาว่า " No. I'm not wait i come first ออกแนวว่า ไม่ กูไม่รอ กูมาก่อน (ตรงไหนวะ เห็นๆ อยู่ว่ามาทีหลัง) ทีนี้พี่คนไทยได้ยินก็ปรี๊ดแตกซิครับเลยจัดเต็มเลยครับ มาเต็มอารมณ์ลัวน ๆ ประมาณว่า "ชั้นมาก่อน ยูต้องรอเข้าใจมั้ย ตบท้ายด้วยประโยคกระตุ้นให้มันรู้ตัวนิด ๆ ว่าอยู่ที่ไหน This is Thailand" ที่นี่เมืองไทย (กะว่าเจ้แกคงให้รู้นิด ๆ ว่าอย่าเปรี้ยวให้มากนัก เพราะตัวมึงเหม็นเปรี้ยวพอแล้ว) แต่นอกจากมันจะไม่ฟังและเถียงแล้ว มันยังตามพวกมาอีก 5 คนครับ ออกแนวมาเป็นกรุ๊ป ทีนี้ก็งานเข้าน้องผมเลยครับ งานก็ยุ่งแขกก็จะมาจัด Thai Fight กันหน้า Lobby อีก ปกติถ้าทะเลาะกับแขกน่ะมันยังพอเคลียร์ได้เพราะเป็นเรื่องของเรากับเขา แต่นี่มันทะเลาะกันเองต้องวางตัวเป็นกลาง ใจนี่ทำได้อยากลากสองคนนี้ไปเข้าสภาปรองดองมันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แต่เดี๋ยวกลัวเขาว่าปาหี่ สักพักเหมือนเหตุการณ์จะบานปลายครับ Manager เลยเข้ามารักษาความสงบหน้า Lobby ก่อนแยกย้ายขึ้นห้องนอน ดีก่อนไปไม่มีแม่ไม้มวยไทย ปะทะ กังฟู กันหน้าล็อบบี้ ไม่งั้นมีโชว์

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แขกกวน ๆ




ตอน มาอีกแล้ว

พนักงาน: สวัสดีครับมีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ

แขกงี่เง่า: พี่มาเช็คอินท์ค่ะตั้งแต่ 8 โมงเช้า กูนึกว่ามึงตื่นมาใส่บาตร 


พนักงาน: ได้ครับ แต่ขอชาร์จค่า Early check 50% นะครับ ประมาณ 2500 บาท เพราะปกติเราให้เช็คอินน์ตอนบ่ายสองครับ


แขกงี่เง่า: โห น้องแพงไปมั้ย ให้พี่ฟรีเหอะนะ บ่ายสองแล้วพี่จะไปอยู่ที่ไหนล่ะ


พนักงาน(คิดในใจนะ) : อิห่านเอ้ย ตอนมากูก็ไม่ได้ไปลากมึงออกมาจากที่นอน มึงจะไปอยู่ไหนแล้วกูจะรู้มั้ยเนี่ย มึงจะไปนอนรอลานจอดรถมั้ยล่ะ ในเอกสารก็บอกอยู่ว่าเช็คอินท์บ่ายสองๆ นี่มึงอ่านมั่งมั้ยเนี่ย หรือปีนึงอ่านหนังสือแค่สองบรรทัด. แต่ก็ยังแข็งใจตอบไป "ไม่ได้จริงๆ ครับ เราต้องขอชาร์จเพิ่มครับพี่"


แขกงี่เง่า : นะน้องนะ ไม่เป็นไรหรอกเดี๋ยวพี่เขียนชมโรงแรมน้องให้ในเว็บพันทิพย์ น่านะพี่รู้วันนี้วันจันทร์แขกไม่ค่อยมีหรอก


พนักงาน: พูดไม่ออกในความด้านได้แต่คิดในใจ " ถ้าแค่เขียนชมแล้วได้อยู่ฟรีนี่แม่งไม่อยู่กันทั้งโรงแรมแล้วเหรอวะ แถมรู้ดีอีกว่าวันจันทร์ไม่มีแขก นี่มึงไม่คิดว่าคนเค้าอยากเที่ยววันธรรมดากันมั่งเหรอวะอีฟายเผือกในป่าใหญ่"

แขก : น้องค่ะน้ำดื่มนี่พี่ขอเพิ่มได้ไหมค่ะ

พนักงาน : ได้ครับพี่ (ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน คิดในใจว่า "ถ้ากูตอบว่าไม่ได้ มึงก็เอาจนได้แหละ


แขก : งั้นพี่ขอน้ำเพิ่มหน่อยนะคะน้อง


พนักงาน : ได้ครับพี่ รับเพิ่มกี่ขวดดีค่ะ


แขก : พี่ว่าจะขอเพิ่มแพ็คนึง (12 ขวด) น่ะค่ะน้องพอดีว่าจะเอาไว้ใส่กระติกน้ำร้อนด้วยค่ะ


พนักงาน : พี่ขออย่างนี้พี่เอาตังค์มาให้ผมไปซื้อเซเว่นให้ดีกว่ามั้ยพี่ ผมว่ามันสะดวกกว่าอีกนะ ขอกันอย่างงี้พี่ให้ผมสั่งน้ำถังให้ดีกว่า (คิดในใจนะ) จริงๆ แล้วก็ตอบไปอย่างสุภาพ "คือถ้าแพ็คนึงต้องขอประทานโทษด้วยนะครับให้ไม่ได้จริง ๆ ครับ เราเติมให้วันละสองขวด ขอเพิ่มได้เต็มที่ก็อีก สองขวดนะครับ"
แขก : เริ่มเหวี่ยงนิดๆ "อ้าวเหรอน้อง ไหนบอกได้ฟรีไง อะไรกันแค่น้ำยังหวงอีกเหรอ อย่างงี้ทีหลังไม่ต้องบอกนะว่าให้ฟรีขอเพิ่มได้


พนักงาน : (ถ้าเป็นไปได้) 8กูอยากจะบอกเหลื๊อเกิ๊น มึงเอาไปแพ็คนึงเนี่ยเอาไปอาบหรือไงวะ ขออย่างงี้นี่กูอยากจะให้ช่างเอาปั๊มไปติดห้องมึงให้เหลื๊อเกิน มึงกินไปเลยยิงกว่าแพ็คนึงอีก อาบด้วยก็ได้ หรือไม่ก็แพ็คใส่ถุงแจกแขกห้องตรงข้ามแม่งเลย

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้จักแล้วจะรักเอง (มั้ง)




ตอน รู้จักแล้วจะรักผมเอง

วันนี้มาเริ่มเรื่องที่งี่เง่า ของแขกงี่เง่า กับสถานการณ์งี่เง่า (อีกแล้ว) เช้าวันหนึ่งครับขณะที่อากาศกำลังดี ๆ ดูดีมีสง่า ราคี น้ำทะเลสีฟ้าสดใสนิ่งสงบเรียบร้อยเหมือนผ้ายัดไว้ ท้องฟ้าสีคราม (ไม่แน่ใจว่าตราไก่หรือเปล่า แต่อย่าใส่เยอะไปนะเดี๋ยวผ้ากลายเป็นสีฟ้าหมด) ทันใดนั้นเองได้เกิดเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นวัดระดับได้ไม่น่าต่ำกว่า 80 เดซิเบล ผมรับแล้วก็ทักทายด้วยประโยคต้อนรับอันยาวเหยียด คิดไปคิดมาน่าจะมีบางโรงแรมสอนให้พนักงานรับโทรศัพท์แบบอินดี้บ้างนะประเภทว่า "ฮัลโหล ที่นี่ไม่ได้โทรไปที่ไหนโทรมา" หรือไม่ก็ "วอท อัพ แหมนนนนน" อะไรประมาณนี้อ่ะนะครับ เพราะทุกวันนี้เวลาที่คุณจองห้องขอบอกเลยครับว่าถ้าแน่จริงรอฟังให้จบดิ เออ เพราะบางโรงแรมแม่งกว่าจะได้จองห้อง "สวัสดีค่ะ .....ตามด้วยชื่อโรงแรม...... ชื่อคนรับสาย......ขอบคุณที่โทรมา (เออ ขอบใจ แต่จะดีกว่าถ้ามึงรีบให้กูจองห้องหน่อย ค่าโทรกูแพง).......มีอะไรให้รับใช้ไหมค่ะ" ที่สำคัญพนักงานโรงแรมทุกคนแม่งจะถูก Front Office Manager พร่ำสอนเหมือนกันหมดประมาณว่า "หนูจ๊ะ Standard การรับโทรศัพท์ต้องพูดให้ครบภายใน 5 นาทีนะจ๊ะ" เพราะพี่จับเวลาอยู่ หาไม่แล้วฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย ควายจะออกลูก จริง ๆ ไอ้พูดให้จบเนี่ยมันก็ไม่ยากหรอกนะครับแต่ไอ้ที่ยากเนี่ยคือนี่เลยครับ แม่งให้พูดให้จบภายใน 5 นาที แม่เจ้า ตอบแบบรักษาน้ำใจนะครับประโยคยาวขนาดนี้ ชื่อโรงแรมที่บางโรงแรมแม่งเขียนบรรทัดเดียวยังไม่หมดอย่างนี้ ไหนจะประโยคแนะนำตัวเองอีก 8 นาทีเนี่ยกูว่าแม่งยังไม่พอเลยครับ กลับมาที่เรื่องของผมต่อ พอรับสายเสร็จโดยไม่ได้บอกผ่าปลายสายสวนมาเลยครับ "ผมรู้จักคุณ....ผมจะจองห้องขอราคาพิเศษหน่อย" หึ มาแล้วครับลูกอีกพวกคนใหญ่คนโต รู้จักแม่งไปหมดทุกคน คนนั้น คนนี้ คนโน้น ผมเคยไปกับคนนั้น คนนั้นเคยให้ราคานี้กับผม เอาเข้าจริง ๆ ไม่รู้เค้าจะรู้จักมันหรือเปล่า แต่ด้วยโชคร้ายครับเพราะไม่ว่ามันจะรู้จักใครใด ๆ ก็ตามตอนนี้เขาผู้นั้นได้ลาออกไปหมดแล้ว ผมจึงแจ้งกลับไปปลายสายว่า เขาที่มันว่ามันรู้จักเนี่ยออกไปแล้ว คงเหลือไว้แต่ความทรงจำ (ดีหรือเปล่าไม่รู้นะ) และราคาที่ผมให้ได้ก็เป็นราคาที่ลดแล้วได้แค่ 25% โดยมิได้บอกผ่าน และเหมือนจะไปแทงใจดำมันครับ ปานว่ามีใครเอาตีนล้วงคอไปเตะตับมัน คราวนี้เริ่มโมโหใหญ่เลยครับ "อะไรกันทำไมราคาแพงจัง คุณไม่รู้เหรอผมเป็นใคร ผมทำระบบบัญชีให้บริษัทคุณนะ" เออ แส-ดง ความโง่ชนิดควายเรียกพี่ออกมาอีกและ กูคุยกับมึงยังไม่ถึง 5นาทีนี่มึงจะให้กูไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่ามึงเป็นใคร คำใบ้มึงก็ไม่ให้กู มึงทำเหมือนให้กูนั่งหันหลังฟังมึงร้องเพลงในเดอะวอยซ์ไปได้ หรือมึงคิดว่ากูเนี่ยจะมีก็อตทาเล้น รับรู้ด้วยญาน(อวกาศ)ว่ามึงเป็นใคร นี่มึงแดกหญ้าหรือแดกข้าวเนี่ย แต่ผมก็ยังสุภาพแจ้งกลับไปนะครับว่า "ขอโทษนะครับ ผมไม่ทราบเหมือนกันเพราะไม่มีรายละเอียดด้านนี้ แต่ราคาที่ให้ได้ก็เป็นราคานี้นี่แหละครับ" ย้ำว่าพูดและอธิบายดี ๆ นะครับ มิได้มีน้ำเสียงจิกกัดหรือร้องแรกแหกกระเชิงอะไรเลย น้ำเสียงผมนี่สุขุมนุ่มลึก ที่สุดของแจ้แล้วนะนี่ แต่รู้สึกว่ามันจะไม่ได้ผลกับมันครับเพราะเหมือนมันยังไม่เข้าใจ มันยังทำเหมือนกับว่าผมอธิบายข้อสอบโอเน็ตให้มันฟังครับ มันก็ยังพยายามหาเหตุผลมาหักล้าง (นี่ชาติก่อนมึงเป็นทนายป่ะนี่) ยกวาระต่าง ๆ ว่ามันเนี่ยมีบุญคุณกับบริษัทผม ทำบัญชีให้นะ อย่างนั้นอย่างนี้ อดไม่ได้นี่อยากจะบอกว่า จากที่กูฟังและคำนวณหน้าที่การงานมึงมาเนี่ยนะ ไอ้ราคา 6 พันกว่าบาทที่ลดแล้วจาก 15,000 เนี่ยมันถูกยิ่งกว่าขี้เลยนะลดยิ่งกว่า 50% อีก มึงยังจะเอาอะไรอีกวะ นี่กูยอมเสียราคารับจำนำข้าวให้มึงเลยนะเนี่ย ไอ้พูดอย่างเดียวก็ไม่เท่าไหร่ครับมันเสือใส่อารมณ์โมโหอีก ปานว่าผมเนี่ยผิดมากที่ไม่รู้จักมัน (คือแบบลูกค้ากูมีเดือนละร้อยกว่าคน มึงจะให้กูนั่งจำมึงคนเดียวไงวะ) แต่ผมก็ยังยืนยัน นั่งยัน นอนยันอยู่นั่นแหละครับว่าไม่ได้ จนท้ายที่สุดเหมือนมันจะเหนื่อยและผมก็เบื่อคุยกับควายและ อยากจ้างแม่งสัก 100 ให้มันไปนั่งเล่นกองทรายดีกว่า เหมือนมันจะอดไม่ไหวเลยพูดมาว่า "ผมจะคุยกับใครเนี่ยที่ให้ผมได้ราคาพิเศษ" แหม่ อยากจะบอกจริง ๆ ว่าถ้ามึงคุยดี ๆ กับกูเนี่ยก็คงได้แหละแต่มึงมาคุยแบบควายเหล็กคูโบต้าแบบนี้ก็ฝันไปเถอะ และเหมือนผมก็อยากจะตอกหน้ามันไปสักดอกครับเลยบอกไปว่า "รบกวนคุณช่วยโทรเข้าสำนักงานใหญ่และคุยกับ ท่านประธานบริษัทเลยนะครับ" เงียบครับทีนี้ อึ้งแดกส์ไปเลยครับด้วยเพราะคิดว่าผมคงไม่กล้าพูดและคงรู้ตัวแน่ ๆ ว่ากูคงไม่โทรไปแน่เพราะประธานบริษัทผมคนนี้เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ ถ้าโทรไปนี่มึงคงโดนกลับมาหลายดอกแน่มึง และหลังจากนั้นไม่ถึงนาทีครับ ตู๊ด....ตู๊ด....ตู๊ด....สายหลุดครับตัดหายไปเลย แหม่กูนึกว่าจะคุยต่อจะได้ให้มึงทำสำนวนยื่นขอราคาพิเศษมาเลยเผื่อจะได้ราคาบ้าง ฟายจริง จริ๊ง

  


บทความแนะนำ